“กอดเอวผมไว้ดี ๆ นะ ทางมันขรุขระ” กฤษณ์ดนัยออกคำสั่งขณะที่กำลังควบรถเอทีวีพาภัททิรากลับบ้าน แต่ด้วยความที่ยังไม่ชินกับความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เธอจึงลังเล
“ไม่เป็นไรค่ะ แพทโอเค”
“งั้นก็นั่งดี ๆ ละกัน เคยมีคนงานตกลงไปคอหักตาย”
“หา อะไรนะคะ”
ภัททิราอุทานออกมาด้วยความตกใจ ก่อนยกแขนขึ้นโอบกอดรอบเอวสอบไว้แน่น ทำเอาชายหนุ่มถึงกับต้องกลั้นขำไว้สุดกำลัง
ระยะทางกลับบ้านค่อนข้างไกลพอสมควร ภัททิรางงตัวเองมากที่เดินมาไกลขนาดนี้ได้อย่างไร เมื่อรถเอทีวีขับเข้ามาจอดหน้าเรือนไม้สักสองชั้น
ป้าอิ่มก็รีบเดินออกมาด้วยสีหน้าร้อนรน
“คุณแพท เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมอยู่ดี ๆ ก็วิ่งออกไป” หญิงชราถามด้วยความเป็นห่วง แต่ทว่าภัททิราก็เกิดอาการอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร
“ไม่มีอะไรหรอกครับแม่อิ่ม คุณแพทเขาพักผ่อนไม่เพียงพอก็เลยเบลอ ๆ ทำอะไรไม่รู้ตัว”
ภัททิรามองพ่อเลี้ยงหนุ่มตาโต คิดไม่ถึงว่าจะช่วยเธอแก้ตัวด้วยคำตอบพิลึกพิลั่นเช่นนี้ “แม่อิ่มให้คนเตรียมห้องเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะพ่อเลี้ยง คุณแพทขึ้นไปดูห้องก่อนไหมคะ แล้วเดี๋ยวค่อยลงมาทานข้าว ป้าให้เด็กเตรียมตั้งโต๊ะไว้แล้ว”
“ค่ะ ป้าอิ่ม” ภัททิราพยักหน้ารับพร้อมยิ้มสดใส ดีใจที่จะได้รับประทานมื้อแรกของวันเสียที หญิงสาวรีบก้าวเท้าไปหาป้าอิ่ม แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพ่อเลี้ยงหนุ่มเอ่ยขึ้น
“แม่อิ่มจัดโต๊ะเผื่อผมด้วยนะครับ”
“อ้าว ป้าให้คนไปส่งที่ออฟฟิศแล้ว ก็นึกว่าพ่อเลี้ยงจะไปทานที่นู่นเหมือนทุกที”
“ตั้งแต่วันนี้ผมจะกลับมากินที่บ้านทุกมื้อครับ” ไม่ว่าเปล่า ชายหนุ่มส่งสายตากรุ้มกริ่มไปยังคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างป้าอิ่ม ทำเอาคนถูกมองเนื้อตัววูบวาบ และนั่นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของหญิงชราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานไปได้ อีกทั้งป้าอิ่มยังเป็นคนเก่าคนแก่ของบ้านหลังนี้ หล่อนมองปราดเดียวก็รู้ว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มคิดอย่างไร
สาวสวยคนนี้ไม่มีทางเป็นเพียงเพื่อนสนิทลูกสาวที่เขาจ้างมาทำงานอย่างเดียวเป็นแน่
“ค่ะ พ่อเลี้ยง”
หลังจากนั้น ป้าอิ่มก็พาภัททิราขึ้นไปเก็บข้าวของบนห้องนอนชั้นสอง ส่วนกฤษณ์ดนัยก็เข้าไปนั่งรอรับประทานมื้อเที่ยงภายในห้องอาหาร
ผ่านไปราวสิบห้านาที ภัททิราก็เดินเข้ามาในชุดลำลองเสื้อยืดสีขาวและกางผ้าขายาวสีน้ำตาล หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้ทางด้านซ้ายมือของพ่อเลี้ยงหนุ่ม โดยที่เขานั่งอยู่หัวโต๊ะ
“ผมให้แม่ครัวทำอาหารที่คุณน่าจะทานได้ คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม” ภัททิรายื่นหน้าเข้าไปมองอาหารมากมายบนโต๊ะ ที่มีทั้งแกงส้มผักรวมกุ้งสด ผัดผักคะน้าหมูกรอบ หมูทอดกระเทียม และไข่เจียว ทุกอย่างล้วนเป็นอาหารภาคกลางทั้งสิ้น
ดวงหน้าสวยเผยให้เห็นความผิดหวังเล็กน้อย เพราะใจจริงแล้วเธออยากลิ้มลองอาหารเหนือ “คุณทานไม่ได้เหรอ เดี๋ยวผมไปเรียกแม่ครัวมาทำให้ใหม่”
“ไม่ค่ะ แพททานได้ เพียงแต่แพทคิดว่าจะได้ทานอาหารเหนือ”
“งั้นเดี๋ยวผมให้แม่ครัวเตรียมใหม่”
กฤษณ์ดนัยว่าจบก็ลุกขึ้นยืน ภัททิราตกใจจึงรีบคว้าข้อมือหนาเอาไว้
“ไม่เป็นไรค่ะ มื้อนี้ทานแบบนี้แหละ อาหารเหนือค่อยทานมื้ออื่นก็ได้”
ชายหนุ่มหันกลับมาเหลือบมองมือเล็กที่อยู่บนข้อมือ เธอเองก็เช่นกัน ภัททิรารีบชักมือออก แต่ทว่าช้าเกินไป ชายหนุ่มเอื้อมมืออีกข้างคว้าหมับ
“คุณกฤษณ์ จะทำอะไรคะ” ภัททิราพยายามดึงมือออก พร้อมมองไปรอบ ๆ ห้องอาหาร เพราะกลัวว่าป้าอิ่มหรือเด็กในบ้านจะเข้ามาเห็น
“ตอนนี้มีแค่เราสองคน ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกถ้าผมไม่เรียก” พ่อเลี้ยงหนุ่มว่าพร้อมมองเธอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“ถ้าคุณไม่ปล่อย แพทขึ้นห้องนะคะ”
“เอาสิ ผมขึ้นด้วย”
“คุณกฤษณ์!!!” เมื่อโดนแหย่หนักเข้า ภัททิราก็เริ่มเถียงไม่ออก ทำได้เพียงเรียกชื่อเขาเสียงสูงและทำหน้าประท้วง ชายหนุ่มจึงยอมรามือ
“โอเค ผมไม่แกล้งแล้ว ทานข้าวกัน”
ภัททิราดึงมือกลับมา คว้าช้อนส้อมในจานขึ้นมาตักข้าวใส่ปาก แต่เธอก็ยังส่งค้อนให้ชายหนุ่มไปอีกหลายที ใครจะไปคิดว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มวัย 45 ปี จะแกล้งเธอเหมือนคนหนุ่มสาวจีบกัน หมั่นทำให้เธอใจเต้นระส่ำ ตกอยู่ในอาการประหม่าได้ตลอดเวลา ขนาดตอนนี้เธอยังรู้สึกถึงความเห่อร้อนบนใบหน้า จนไม่กล้าหันไปสบตา เพราะกลัวว่าเขาจะรู้ว่าเธอเขินอายเพียงใด
และเมื่ออาหารมื้อกลางวันสิ้นสุดลง
กฤษณ์ดนัยก็ขอตัวออกไปทำงานที่สำนักงานของไร่เปี่ยมรัก ก่อนไปก็ยังไม่วายเย้าแหย่ แถมขโมยหอมแก้มเธอไปฟอดใหญ่ โชคดีที่ไม่มีใครผ่านมาเห็น
เมื่อกฤษณ์ดนัยออกไปแล้ว ภัททิราจึงออกมาเดินย่อยอาหารบริเวณรอบบ้าน เธอเดินมาถึงหลังบ้านก็เห็นป้าอิ่มกำลังนั่งปอกกระเทียมอยู่บนแคร่
ไม้ไผ่ โดยมีเด็กในบ้านอีกสามคนช่วยกันเด็ดผักหั่นหมูอยู่บนเสื่อที่พื้น เมื่อเด็กสาวเหล่านั้นเห็นภัททิราเดินเข้ามาก็ยิ้มเขิน ๆ
“ป้าอิ่มคะ”
“อ้าวคุณแพท มาทำอะไรตรงนี้คะร้อนก็ร้อน”
“แพทเบื่อ ๆ ค่ะ ไม่รู้จะทำอะไร ให้แพทช่วยนะคะป้าอิ่ม”
“ได้ค่ะ ป้ากำลังเตรียมของทำแกงฮังเลให้คุณแพทอยู่พอดี คุณแพทเคยทานไหมคะ”
“ไม่เคยเลยค่ะ อาหารเหนือแพทเคยทานแต่ไส้อั่ว กับน้ำพริกหนุ่ม แล้วแพทก็ชอบทั้งสองอย่างเลย พูดแล้วน้ำลายสอ” ภัททิราพูดจบก็กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนยิ้มน่ารักออกมา
“สองอย่างนั้นวันนี้ก็ได้กินค่ะ น้ำพริกหนุ่มป้าทำเสร็จแล้ว ส่วนไส้อั่ว พ่อเลี้ยงกำลังให้คนไปซื้อเจ้าดังในเมือง คงอีกพักใหญ่กว่าจะมา” ภัททิราได้ฟังแบบนั้นก็อมยิ้ม นึกถึงเจ้าของไร่หนุ่มผู้ที่ชอบทำให้หัวใจดวงน้อยของเธอเต้นผิดปกติ ขนาดตัวไม่อยู่ก็ยังไม่วายต้องมีเรื่องให้เอ่ยถึง “พ่อเลี้ยงเล่าให้ป้าฟังว่าคุณแพทเป็นเพื่อนคุณกี้เหรอคะ”
“ค่ะ กี้เป็นเพื่อนสนิทแพทเอง”
“ป้าเคยได้ยินคุณกี้พูดถึงคุณแพทบ่อย ๆ แต่ไม่เคยได้เจอตัวจริงเลย”
“ส่วนใหญ่ถ้ามีวันหยุดยาว หรือช่วงปิดเทอม แพทจะบินไปหาแม่ที่ต่างประเทศค่ะ” หญิงชราพยักหน้ารับรู้ถึงเหตุผลที่ไม่เคยเจอภัททิรามาก่อน
“ว่าแต่คุณแพทจะมาอยู่ที่นี่นานไหมคะ”
“แพทยังไม่รู้เลยค่ะ ก็คงจนกว่างานจะเสร็จ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับคุณกฤษณ์”
“แต่ป้าน่ะอยากให้คุณแพทอยู่นาน ๆ พอคุณแพทมา พ่อเลี้ยงก็ดูอารมณ์ดี มีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยค่ะ” สายตาของหญิงชราที่มองเธอนั้นเหมือนมีลับลมคมในจนภัททิราถึงกับทำหน้าไม่ถูก จึงก้มหน้าก้มตาปอกกระเทียม ก่อนเอ่ยเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อไม่ให้เข้าตัว
“แหม อย่างพ่อเลี้ยงของป้าอิ่ม ทั้งหล่อทั้งรวย ต้องมีสาว ๆ เข้ามาหาให้กระชุ่มกระชวยตลอดมากกว่ามั้งคะ”
“โอ๊ย ตั้งแต่เมียเก่าทิ้งไป พ่อเลี้ยงก็ไม่เคยสนใจใครอีกเลยค่ะ ถึงจะมีผู้หญิงเข้าหาพ่อเลี้ยงมากก็จริง แต่ตบมือข้างเดียวมันจะไปดังได้ยังไง จริงไหมคะ” ภัททิราทำหน้าครุ่นคิด เอาเข้าจริงมันก็เชื่อยาก การที่พ่อหม้ายหนุ่มทั้งหล่อและรวย จะไม่เคยมีใครมาตลอดนับตั้งแต่...
“เอ่อ หรือว่าคุณกฤษณ์จะยังรักภรรยาเก่าอยู่คะ”
“โอ๊ย...” ป้าอิ่มร้องเสียงลากยาว “นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ค่ะ แต่จะให้ป้าพูดแทนก็คงไม่ดี เอาไว้คุณแพทลองถามพ่อเลี้ยงดูละกัน”
“แพทจะไปถามเรื่องแบบนั้นได้ยังไงคะ แพทเป็นแค่ลูกจ้าง” ภัททิรารีบเอ่ยด้วยความร้อนตัว ทำเอาหญิงชราอมยิ้ม นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกมั่นใจว่า
ป้าอิ่มต้องระแคะระคายเรื่องระหว่างเธอกับ
กฤษณ์ดนัยอย่างแน่นอน
ทางด้านพ่อเลี้ยงหนุ่มก็ไปทำงานด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดีกว่าปกติ แต่ทว่าดูผิดปกติสำหรับลูกน้องในไร่ ใครทำงานผิดพลาดก็ไม่โดนด่าเช่นทุกครั้ง หนำซ้ำยังปลอบขวัญและให้กำลังใจลูกน้องอีกต่างหาก
พอได้เวลาเลิกงาน ประตูห้องทำงานของพ่อเลี้ยงหนุ่มก็เปิดออก ปกรณ์ซึ่งนั่งอยู่ในออฟฟิศก็ลุกขึ้นถามไถ่ ด้วยคิดว่าเจ้านายอาจหิว เพราะโดยปกติแล้วป้าอิ่มจะต้องให้เด็กที่บ้านนำปิ่นโตมาส่ง และกฤษณ์ดนัยก็มักจะรับประทานมื้อเย็นเวลานี้ ก่อนที่จะลงมือทำงานต่อ
“พ่อเลี้ยงครับ ยังไม่มีคนเอาปิ่นโตมาส่งเลย ให้ผมไปเอาให้ไหมครับ”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันกลับไปกินที่บ้าน วันนี้ฉันเลิกงานเลยนะ”
“ครับ” ปกรณ์รับคำ แต่ทว่าใบหน้าผู้จัดการหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความฉงน พลางมองพ่อเลี้ยงหนุ่มเดินออกไป และจู่ ๆ ก็เหมือนเขานึกอะไรขึ้นได้จึงหยุดชะงักและหันกลับมา
“อ้อ ปกรณ์ ที่ตรงโครงการใหม่เรียบร้อยหรือยัง” กฤษณ์ดนัยกล่าวถึงที่ดินบริเวณใกล้ทางเข้าไร่เปี่ยมรักที่เขามอบหมายให้ปกรณ์จัดการโค่นต้นส้มหลายร้อยต้น เพื่อเตรียมก่อสร้างร้านอาหารสไตล์คาเฟ่
“ยังเลยครับพ่อเลี้ยง น่าจะอีกหลายวัน” ผู้จัดการไร่หนุ่มเตรียมรอฟังกฤษณ์ดนัยบ่น เพราะทุกครั้งที่ชายหนุ่มทวงงาน หากล่าช้าไม่มีความคืบหน้าก็เตรียมโดนด่าได้เลย แต่ทว่ากฤษณ์ดนัยกลับทำหน้าพึงพอใจ
“อืม ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ทำ ใจเย็น ๆ เสร็จเมื่อไหร่ก็บอก จะได้พาคุณแพทไปดูหน้างาน”
“ค…ครับ พ่อเลี้ยง”
“งั้นฉันกลับก่อนนะ” ว่าจบพ่อเลี้ยงหนุ่มก็หันไปทางพนักงานในออฟฟิศที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตากันทำงานอย่างแข็งขัน “อย่าทำงานหนักกันจนเกินไปล่ะ”
คล้อยหลังกฤษณ์ดนัย พนักงานทั้งออฟฟิศต่างหันมามองหน้ากันด้วยความงงงวย ในพฤติกรรมของเจ้านายที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ