ผ่านไปกว่าสัปดาห์ สุดท้ายภัททิราก็ได้เริ่มงานเสียที หลังจากที่พ่อเลี้ยงหนุ่มบ่ายเบี่ยงมาตลอด อ้างว่ายังเตรียมพื้นที่ไม่เสร็จบ้าง อ้างว่างานยุ่งบ้าง ซึ่งเธอก็ทำเป็นเออออเชื่อไปตามนั้น ทั้งที่จริงเธอก็ไม่เห็นว่าเขาจะภารกิจรัดตัวแต่อย่างใด
หนำซ้ำในแต่ละวันก็ยังอุตส่าห์กลับมารับประทานมื้อเที่ยงกับเธอ ตอนเย็นก็เลิกงานเร็วเพื่อจะรีบกลับมาให้ทันมื้อเย็น บางวันก็เกเรไม่ยอมไปทำงานต่อตอนบ่าย เพื่อนั่งเฝ้าเธอทำงานส่งลูกค้ารายอื่น
ภัททิราก็ดีใจอยู่หรอกนะที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่ทว่าพอลับตาคนขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะต้องเข้ามานั่งคลอเคลีย จนเธอเสียสมาธิ งานการแทบไม่มีความคืบหน้า
ในเช้าวันนี้หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย กฤษณ์ดนัยก็พาสถาปนิกสาวขึ้นรถกระบะโฟวิลคู่ใจ และขับออกมาดูพื้นที่บริเวณทางเข้าไร่เปี่ยมรัก
เมื่อไปถึงก็มีคนงานจำนวนหนึ่งกำลังช่วยกันตัดหญ้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกล โดยมีปกรณ์ที่มาถึงก่อนหน้า กำลังยืนรอพ่อเลี้ยงหนุ่ม
กฤษณ์ดนัยเดินนำภัททิราลงมาจากรถกระบะ วันนี้เธอแต่งตัวทะมัดทะแมงด้วยชุดเสื้อกล้ามสีขาวรัดรูปและกางเกงยีนขายาว สวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งสีเขียวขี้ม้าคลุมทับด้านนอก
เมื่อเดินไปถึง กฤษณ์ดนัยก็ขอตัวออกไปคุยกับปกรณ์ หญิงสาวจึงเดินสำรวจพื้นที่พร้อมหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจขึ้นมาเก็บภาพสถานที่เอาไว้ พื้นที่ตรงนี้ค่อนข้างกว้างใหญ่ อีกทั้งยังมีลักษณะเป็น
เนินเขา พอเดินไปได้หน่อย ก็ทำเอาคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายรู้สึกหอบเล็ก ๆ อีกทั้งแสงแดดยามสายก็ทำให้เม็ดเหงื่อเริ่มซึม เธอจึงตัดสินใจถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาผูกไว้ที่เอว และหยิบยางรัดผมในกระเป๋าขึ้นมารวบผมลอนยาวสีน้ำตาลทองขึ้นมัดเป็นทรงหางม้า เสร็จสรรพก็เริ่มลงมือทำงานต่อ
ภาพสาวสวยในชุดเสื้อกล้ามสีขาวที่ดูเซ็กซี่เย้ายวนนั้น ทำให้กลุ่มคนงานที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล จ้องมองกันตาค้าง ขณะที่มือก็ถือมีดพร้ากวัดแกว่งไปมากลางอากาศ
ด้านพ่อเลี้ยงหนุ่มซึ่งกำลังคุยธุระกับผู้จัดการไร่อยู่นั้น พอหันมาเห็นก็รีบย่างสามขุมเข้าไปหาคนตัวเล็ก นัยน์ตาดำขลับสาดรังสีอำมหิตไปยังกลุ่มคนงาน เมื่อเข้าไปประชิดตัวภัททิราได้ เขาก็รีบถอดเสื้อแจ็กเกตราคาแพงคลุมร่างบางเอาไว้ ก่อนชี้นิ้วไปยังคนงานกลุ่มนั้น
“หญ้ามันตายห่าหมดแล้ว พวกมึงแกว่งมีดหาอะไร เข้าไปทำงานในไร่กันให้หมดเลย” สิ้นคำสั่งกฤษณ์ดนัย คนงานชายฉกรรจ์ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนแตกฮือกันไปคนละทิศคนละทาง ภัททิราหันมามองคนตัวโตด้วยความงงงวย
“เป็นไรคะ โมโหอะไรมา”
“ก็โมโหไอ้พวกนั้นนั่นแหละ”
“โมโหเรื่องอะไร แพทก็เห็นพวกเขาตั้งใจทำงานกัน”
“ก็มันบังอาจมามองคุณ”
กฤษณ์ดนัยพูดออกมาเสียงดัง จนภัททิราต้องทำหน้าปราม เพราะปกรณ์ยืนอยู่ในรัศมีที่อาจได้ยิน แต่เมื่อเห็นผู้จัดการไร่กำลังชมนกชมไม้อยู่เธอจึงค่อยวางใจ และหันมายิ้มให้คนตัวโต
“ก็แค่มอง คุณไม่เห็นต้องโกรธเลยค่ะ”
“มองก็ไม่ได้ครับ”
“ทำไมละคะ” เธอถามพร้อมทำหน้าล้อ
ชายหนุ่มหันมาทำตาดุใส่
“ผมหวง” คำตอบของเขาเล่นเอาเธอใบหน้าร้อนผ่าว หญิงสาวจึงตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
“ทำงานดีกว่าค่ะ”
ภัททิราเดินหนีชายหนุ่มออกไป แสร้งทำเป็นยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพต่อ กฤษณ์ดนัยจึงหันไปเรียกปกรณ์ให้ตามมาสมทบ ก่อนที่ทั้งสามคนจะเริ่มคุยกันถึงรายละเอียดคร่าว ๆ ของโครงการนี้ จากนั้นทั้งหมดก็กลับไปประชุมกันต่อที่ออฟฟิศ การประชุมนี้กินเวลาช่วงเช้าทั้งหมด ซึ่งกว่าจะเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาพักเที่ยงพอดี
“แพทหิวหรือยังครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อทั้งสองอยู่กันตามลำพังภายในห้องทำงานของกฤษณ์ดนัย หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ
ไอแพด ยกข้อมือขึ้นดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา
“โห จะบ่ายแล้ว ตอนแรกก็ไม่หิวนะคะ พอเห็นเวลาก็ชักหิวขึ้นมา” เธอกล่าวพร้อมฉีกยิ้มสดใส
“ทนไหวไหม เดี๋ยวเราต้องขับรถไปประมาณสิบห้านาที”
“ไปไหนคะ” หญิงสาวถามพร้อมเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย
“ความลับ” เขาทิ้งคำตอบที่ไม่กระจ่างให้แก่เธอ ก่อนลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน ไปคว้าเสื้อแจ็กเกตขึ้นมาสวม แล้วจึงเดินมาจับจูงข้อมือเล็กให้ลุกขึ้น เธอก็ยอมเดินตามออกไปแต่โดยดี
ระหว่างที่ทั้งคู่เดินออกจากออฟฟิศ สายตาทุกคู่ของพนักงานต่างมองตามด้วยความสงสัย พ่อเลี้ยงหนุ่มที่ไม่เคยมีหญิงสาวข้างกายเลยแม้แต่คนเดียว ถ้าจะบอกว่าเธอคนนี้คือสถาปนิกที่เขาจ้างมาทำงาน ใครเชื่อก็คงโง่เต็มทน
เมื่อทั้งคู่เดินออกจากประตูออฟฟิศไป พนักงานส่วนหนึ่งก็กรูกันเข้ามาหาปกรณ์ บางส่วนก็ชะเง้อคอรอฟังอย่างตั้งใจ
“พี่กรณ์ ใครอ่ะพี่” พนักงานบัญชีสาวที่อยู่โต๊ะติดกันรีบเอ่ยถามขึ้น
“คุณแพท สถาปนิกที่พ่อเลี้ยงจ้างมาออกแบบร้านอาหารกับคาเฟ่” ปกรณ์ตอบเพียงแค่นั้น แต่ก็ไม่ได้คลายความสงสัยให้แก่ชาวออฟฟิศได้เลย
“แค่สถาปนิกจริงเหรอ” ปกรณ์ถอนหายใจก่อนวางปากกาลง และหันมากล่าวต่อ
“แล้วเหมือนจะเป็นแค่สถาปนิกไหมล่ะ” ทุกคนส่ายหน้าโดยพร้อมเพรียงกัน “เออ ก็ไม่น่าถามนะพวกแก แค่ดูก็น่าจะรู้ แต่นั่นมันเรื่องของเจ้านาย เดี๋ยวเอาไว้พ่อเลี้ยงสะดวกเขาก็เปิดตัวเองแหละ ไป ไป ไปทำงานกันได้แล้ว ไอ้พวกนี้นี่ ทีเรื่องของชาวบ้านกระตือรือร้นมากกว่าตอนทำงานอีก” ปกรณ์บ่นงึมงำพร้อมส่ายหัวให้กับลูกน้องชายหญิงทั้งหลาย ก่อนหันกลับมาสะสางงานบนโต๊ะต่อ
ทางด้านภัททิราซึ่งนั่งรถออกมากับกฤษณ์ดนัย ชายหนุ่มขับรถพาเธอมายังท้ายไร่ จากทางคอนกรีตราบเรียบ กลายเป็นทางลูกรังขรุขระ สองข้างทางเริ่มเป็นป่าทึบ หญิงสาวเหลือบมองสารถีหนุ่มด้วยความข้องใจ
“นี่เราจะไปไหนคะ”
กฤษณ์ดนัยหันมาตามเสียงหวาน เมื่อเห็นดวงหน้าสวยเริ่มมีความหวาดระแวงก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น
“ผมไม่พาไปฆ่าไปแกงหรอกน่า ใกล้จะถึงแล้ว” ชายหนุ่มว่าจบก็หันไปขับรถต่อ หญิงสาวจึงหันไปมองทางข้างหน้า รถกระบะโฟวิลค่อย ๆ ขับขึ้นเนินเขาไปเรื่อย ๆ จนเธอเริ่มเห็นต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าทั้งสองข้างทางที่ออกดอกสีชมพูเต็มต้น มองไกล ๆ คล้ายดอกซากุระ ที่เธอเคยเห็นที่ประเทศญี่ปุ่น
“สวยไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถาม เธอหันไปพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มด้วยความชอบใจ
“เหมือนต้นซากุระเลยนะคะ”
“อันนี้ต้นนางพญาเสือโคร่ง”
“อ๋อ ต้นนางพญาเสือโคร่งนี่เอง แพทเคยเห็นแต่ในรูป ของจริงสวยกว่าตั้งเยอะ”
รถกระบะโฟวิลมาจอดนิ่งสนิทอยู่บนเนินกว้าง ด้านหนึ่งเต็มไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งออกดอกสีชมพูสดใส อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน มองออกไปเห็นภูเขาสีเขียวขจี หญิงสาวรีบเปิดประตูลงจากรถ เดินออกไปบนลานกว้างยืนมองความงดงามของธรรมชาติ ก่อนสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นเข้าไปจนเต็มปอด
ด้านกฤษณ์ดนัย เมื่อลงจากรถมาได้ เขาก็เปิดประตูห้องโดยสารด้านหลังหยิบตะกร้าหวายปิกนิกลงมา ก่อนเดินไปด้านท้ายของรถกระบะ เปิดฝาปิดท้ายรถลง และวางตะกร้าหวายใบโต
จากนั้นชายหนุ่มก็เดินไปหาร่างเล็กที่ยืน
ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ ก่อนเข้าสวมกอดเธอจากทางด้านหลัง ซึ่งเธอก็ไม่ขัดขืน อีกทั้งยังลูบไล้แขนแกร่งที่โอบกอดเธอไว้
“สวยมากเลยค่ะ”
“ก็งั้น ๆ แพทสวยกว่าตั้งเยอะ”
“หืม จะเอามาเปรียบเทียบกันได้ยังไงคะ
แพทรู้ว่าแพทสวย แต่นั่นธรรมชาติเขาก็สวยในแบบของเขา”
ได้ยินคนตัวเล็กต่อปากต่อคำแบบนั้นก็นึก
มันเขี้ยว เขาก้มลงฝังจมูกโด่งลงบนแก้มนวล สูดกลิ่นหอมหวานจนเต็มที่ ก่อนผละออกมา
“ตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนะ เห็นดาวเต็มท้องฟ้าเลย”
“จริงเหรอคะ อยากมาเห็นจัง”
“งั้นเอาไว้ผมพามากางเต็นท์นอนดูดาวดีไหม”
“ดีค่ะ” ภัททิราพยักหน้ารัว ๆ ก่อนหันมายิ้มจนตาหยี
ชายหนุ่มจับไหล่บอบบาง หมุนร่างเล็กให้หันมาเผชิญหน้า ก่อนใช้แขนแกร่งกอดเธอไว้หลวม ๆ
“ดีใจที่แพทชอบ”
ภัททิราไม่ได้กล่าวตอบอะไรออกไป เธอเพียงส่งยิ้มอ่อนหวานให้เขา แต่นั่นยิ่งทำให้เขาจ้องมองเธอกลับด้วยความหลงใหล ราวกับมีแรงดึงดูดให้ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไป จนกระทั่งริมฝีปากหยักทาบทับลงบนกลีบปากบาง เธอเผยอปากตอบรับจุมพิตอันแสนหวานอย่างเต็มใจ ชายหนุ่มค่อย ๆ ละเลียดรสชาติหวานล้ำอันแสนโปรดปราน เลาะเล็มกลีบปากบางทั้งบนล่าง ก่อนส่งเรียวลิ้นเข้าไปในโพรงปากนุ่ม เธอโต้ตอบด้วยการส่งลิ้นเล็กเข้าเกี่ยวรัดอย่างคนขาดประสบการณ์ แต่ความพยายามนั้นกลับน่ารัก ทำเอาความรู้สึกในกายชายเริ่มปั่นป่วน
กฤษณ์ดนัยช้อนร่างบางขึ้นอุ้ม แต่ทว่าก็ยังไม่ยอมถอนจูบออก และยิ่งกลับเร่งเร้าดุนดันลิ้นร้ายรุนแรงขึ้น เขาเดินพาร่างบางมาวางลงบนท้ายรถกระบะคู่ใจ แทรกร่างกำยำยืนกลางหว่างขาเล็กทั้งสองข้าง เสียงหวานครางอื้ออึงในลำคอ ทำให้ชายหนุ่มยอมผละออก เพื่อให้เธอได้พักหายใจ
“ผมชอบคุณมาก คุณรู้ใช่ไหม” เสียงแหบพร่ากระซิบชิดแก้มนวลอันแดงปลั่ง
“...” ไม่มีเสียงใดเอื้อนเอ่ยออกมา มีเพียงเสียงลมหายใจถี่กระชั้นอันหอบเหนื่อยจากการจุมพิตอันแสนยาวนาน
“คุณจะไม่พูดอะไรบ้างเหรอ”
“อยากให้พูดอะไรคะ”
“แบบที่ผมพูดไง” เขากล่าวพร้อมคลอเคลียใบหน้าหน้าคมลงบนปรางแก้มใส
“แพทก็ชอบคุณมาก แพทถึงได้ยอมคุณแบบนี้ไงคะ” เธอส่งสายตากระเง้ากระงอดแสร้งไม่พอใจ รู้ทั้งรู้แก่ใจแต่กลับยังมาไล่ต้อนให้เธอพูดออกมา
ชายหนุ่มได้ยินแบบนั้น ก็ก้มลงจูบหนัก ๆ เธอไปอีกครั้ง ก่อนลดตัวลงไปซุกไซร้ซอกคอระหง มือไม้ล้วงเข้าไปใต้เสื้อกล้ามสีขาวรัดรูป ลูบไล้เอวบาง ทำเอากายสาวสะดุ้ง
“อื้อ คุณกฤษณ์ แพทไม่ทำที่นี่นะ อายเจ้าป่าเจ้าเขา”
“งั้นในรถ”
“ไม่เอามันแคบ”
กฤษณ์ดนัยขำพรืดให้กับข้อแม้อันมากมายของเธอ ชายหนุ่มจึงจำต้องกัดฟันข่มใจเอาไว้
“โอเค กินข้าวกันดีกว่า” เขาว่าพลางเบือนหน้าไปทางตะกร้าหวายสีน้ำตาลใบโต
“หืม มาได้ไงคะ”
“ผมให้แม่อิ่มเตรียม เด็กเพิ่งเอามาส่งตอนเที่ยง”
“น่ารักจัง” เธอว่าพลางยกมือขึ้นลูบเคราสากอย่างแผ่วเบาพร้อมส่งยิ้มจนตาหยี
“อย่ามาทำตัวน่ารักแบบนี้ ระวังจะไม่ได้กินข้าว” ชายหนุ่มว่าจบก็ผละออกจากร่างเล็ก กระโดดขึ้นนั่งบนรถ และหันไปคว้าตะกร้าหวายเข้ามาเปิดออก ภัททิราก็หันไปช่วยหยิบจับกล่องพลาสติกบรรจุข้าวปลาอาหารฝีมือป้าอิ่มออกมาวางเรียง ก่อนจะเริ่มลงมือจัดการอาหารตรงหน้าด้วยความหิว
ทั้งสองคนนั่งรับประทานอาหารกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อยท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม มีเสียงพูดคุยหยอกล้อกันดังขึ้นเป็นระยะ พออิ่มหนำสำราญ ก็นั่งเล่นรับลมกันต่ออีกสักพัก ก่อนที่พ่อเลี้ยงหนุ่มจะพาสถาปนิกสาวกลับบ้าน