ภัททิรามาอยู่ไร่เปี่ยมรักได้เกือบสองเดือนแล้ว งานออกแบบคาเฟ่ก็ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร เพราะพ่อเลี้ยงหนุ่มนั้นมักจะมีความเห็นให้เธอปรับแก้แทบทุกครั้ง ซึ่งต่างจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่คืบหน้าไปมาก
ไม่ว่ากฤษณ์ดนัยจะไปไหน เขาก็จะพาสถาปนิกสาวไปด้วย แม้กระทั่งเวลาไปทำงานที่ออฟฟิศ ภัททิราก็ต้องติดตามไปนั่งทำงานด้วยกัน ซึ่งในตอนนี้คนทั้งไร่ก็เข้าใจในสถานะของสถาปนิกสาวเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่ต้องรอให้กฤษณ์ดนัยออกมาป่าวประกาศ ส่วนภัททิราเองก็คุ้นชิน ไม่ตระหนกตกใจเวลาชายหนุ่มถึงเนื้อถึงตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น จนในที่สุดทุกคนก็เลิกจับจ้องกันไปเอง
วันนี้เป็นวันหยุด ภัททิราจึงขอร้องให้พ่อเลี้ยงหนุ่มพาเธอเข้าเมืองเพื่อซื้อของใช้ส่วนตัว และอีกเหตุผลหนึ่งคือหญิงสาวอยากไปหาผลไม้อื่นมาติดตู้เย็นไว้บ้าง เพราะที่บ้านในไร่หันไปทางไหนก็มีแต่ส้ม แต่ทว่าแผนเกือบล่ม เนื่องจากกฤษณ์ดนัยต้องประชุมกับลูกค้ากะทันหัน ภัททิราจึงต้องเข้าเมืองกับป้าอิ่มแทน โดยมีปกรณ์ทำหน้าที่เป็นสารถี และมีเด็กรับใช้ในบ้านตามมาช่วยถือของอีกสองคน
เมื่อไปถึงตลาดในตัวอำเภอ ทุกคนตกลงกันว่าจะแยกย้ายไปซื้อของ โดยนัดมาเจอกันที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ด้านหน้าตลาด จากนั้นภัททิราจึงแยกตัวออกมาคนเดียว
ภัททิราใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้ข้าวของที่ต้องการจนครบ เธอเดินเล่นต่ออีกครู่ใหญ่ก็เริ่มร้อน จึงตัดสินใจเดินไปร้านกาแฟ จะได้มีที่นั่งรอแอร์เย็นฉ่ำ
หญิงสาวเดินเข้าไปในร้าน ซึ่งลูกค้าค่อนข้างบางตา อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นร้านกาแฟธรรมดาบ้าน ๆ คงจะไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะในปัจจุบัน คนจะเลือกใช้บริการคาเฟ่ที่ตกแต่งสวยงามมากกว่า ซึ่งเธอก็เคยมาออกแบบคาเฟ่แห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่นี้เมื่อปีที่แล้ว
พอคิดมาถึงตรงนี้ เธอยังแอบขนลุกกับลูกค้ารายนี้ไม่หาย เจ้าของคาเฟ่ที่มาว่าจ้างเธอรายนี้ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ด้วยความที่พ่อแม่ร่ำรวย มีเงินถุงเงินถัง พอเรียนจบมาก็อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง เลยเลือกที่จะเปิดคาเฟ่
แต่สิ่งที่น่าขนลุก คือ ลูกค้ารายนี้เกิดปิ๊งเธอ คอยจีบคอยหยอดตลอดเวลาที่ร่วมงานกัน แต่เธอก็ปฏิเสธมาโดยตลอด จนกระทั่งงานของเธอเสร็จสิ้น ส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย เขาก็ยังไม่เลิกติดต่อมาหา ทั้งโทรและส่งข้อความหาเธอวันละหลายรอบ หากเธอไม่อ่านข้อความภายในห้านาที เขาก็จะโทรมาจิกทันที
หญิงสาวสู้อุตส่าห์ทนกับพฤติกรรมนี้มาร่วมเดือน เพราะเห็นแก่ว่าเคยเป็นลูกค้ากันมาก่อน แต่ในที่สุด ความอดทนของเธอก็สิ้นสุดลง เพราะมันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเธอ และเกือบลุกลามไปจนถึงเรื่องงาน มันทำให้เธอแทบไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ เธอจึงตัดสินใจบล็อกเขาทุกช่องทางการติดต่อ
ภัททิรารีบส่ายศีรษะสลัดความทรงจำไม่ดีทิ้งไป ก่อนหันไปสั่งลาเต้เย็นมานั่งดื่มรอสมาชิกที่มาด้วยกัน ระหว่างนั้นหญิงสาวก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็กข้อความ บนหน้าจอปรากฏการแจ้งเตือนว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มได้ส่งข้อความมาหาเมื่อประมาณสิบห้านาทีที่แล้ว ดวงหน้าสวยคลี่ยิ้มบางออกมา ก่อนกดเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าว
Krit : จะกลับหรือยัง ผมเพิ่งประชุมเสร็จ ให้ไปหาไหม
ภัททิราอ่านจบ ก็รีบกดพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
Pattie : เสร็จแล้วค่ะ ใกล้จะกลับแล้ว ไม่ต้องมาหรอก
ส่งไปเพียงไม่กี่วินาที ชายหนุ่มก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
Krit : โอเคครับ คิดถึงนะ อยากเจอแพทแล้ว
Pattie : คิดถึงเหมือนกันค่ะ
พอกดส่งข้อความกลับไป เธอก็นั่งยิ้มให้กับหน้าจอสี่เหลี่ยมโดยไม่สนใจสายตาผู้คน
จนกระทั่ง...
“คุณแพทครับ”
ดวงหน้าสวยเงยขึ้นมองไปตามเสียงเรียก เมื่อได้เห็นชายหนุ่มตรงหน้า ภัททิราแทบไม่อยากจะเชื่อสายตา เขาคือลูกค้าน่าขนลุกรายนั้น ที่เธอพยายามสลัดออกจากความคิดเมื่อสักครู่ และตอนนี้เขาก็กำลังยืนส่งยิ้ม ทำหน้าตาดีอกดีใจ เธอจึงต้องฝืนยิ้มคืนกลับไปด้วยความจำใจ
“คุณนพ”
“คุณแพทมาเชียงใหม่ทำไมไม่โทรหาผมครับ แล้วนี่มานั่งทำอะไรในร้านแบบนี้” เขาไม่เพียงพูดอย่างเดียว หนำซ้ำยังกวาดสายตามองร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งนี้อย่างดูถูก ก่อนหันกลับมามองที่เธอ “ไปร้านผมดีกว่าครับ”
“เอ่อ แพทไม่สะดวกค่ะ พอดีแพทมาทำงาน แล้วแพทก็ติดรถของเจ้านายมาด้วย” แม้ภัททิราจะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แต่นพชัยก็ยังคงตื๊อไม่ลดละ เขาลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกและลงไปนั่งโดยที่เธอยังไม่ได้เชื้อเชิญ
“คุณแพทมาทำงานที่ไหนครับ เดี๋ยวผมไปส่งก็ได้” เหมือนสิ่งที่เธอพูดไปนั้นเป็นเพียงสายลมพัดผ่าน เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา และเธอก็ทำงานกับเขามานานพอจนทำให้รู้จักนิสัยเขาพอสมควร ทางออกที่ดีที่สุดคือเธอต้องรีบชิ่ง พลันหางตาก็เหลือบไปเห็น
ป้าอิ่มและปกรณ์กำลังเดินมาแต่ไกล ภัททิราจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ทันที
“แพทขอตัวนะคะต้องรีบกลับไปทำงาน”
หญิงสาวรีบหยิบข้าวของบนโต๊ะขึ้นมา แล้วรีบเดินออกจากร้านกาแฟ ซอยเท้าเร็ว ๆ เข้าไปหาป้าอิ่ม
ด้านหญิงชราก็เกิดอาการตกใจที่เห็นภัททิรารีบเดินจ้ำมาหน้าตาตื่น
“คุณแพท เป็นอะไรคะ มีใครทำอะไร”
“รีบไปที่รถก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวแพทเล่าให้ฟัง ไปค่ะคุณปกรณ์” ผู้จัดการหนุ่มที่ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ แต่ก็พร้อมรับคำสั่ง เพราะพ่อเลี้ยงหนุ่มได้กำชับเขาอยู่หลายครั้ง ว่าให้ดูแลภัททิราให้ดี
ปกรณ์จึงรีบเดินนำสองสาวต่างวัยกลับไปขึ้นรถมินิแวนคันหรูที่มีโลโก้ของไร่เปี่ยมรักติดอยู่ข้างรถ เมื่อภัททิราเหลือบไปเห็นโลโก้นั้น เธอก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้นพชัยเห็นเลย
พอขึ้นรถมาได้หญิงสาวก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อมองออกไปด้านนอกก็ไม่เห็นวี่แววของนพชัยเธอจึงเบาใจ แต่เมื่อหันกลับมาเห็นสีหน้าฉงนของป้าอิ่ม เธอจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง และยังเท้าความไปถึงอดีตเมื่อปีก่อนที่เธอต้องทำงานร่วมกับนพชัย
“หืม ไอ้หนุ่มนี่ ถ้าป้าอยู่ด้วยจะสั่งสอนให้ ผู้หญิงเขาไม่เล่นด้วยแล้วยังจะตามตื๊อ นี่ถ้าพ่อเลี้ยงรู้เข้าน่ะเป็นเรื่อง”
“ไม่ต้องรายงานคุณกฤษณ์หรอกค่ะ เรื่องไร้สาระ”
เมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง ภัททิราก็หันไปมองวิวข้างทาง พอได้นั่งสบายบนรถหรูพร้อมแอร์เย็นฉ่ำ ความง่วงเหงาหาวนอนก็เริ่มคืบคลานเข้ามา
หญิงสาวจึงปรับเบาะเอนไปทางด้านหลังเล็กน้อย ก่อนหลับตาลง กะว่าจะพักสายตาสักครู่ แต่เธอก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ป้าอิ่มมาสะกิดเรียกเธอให้ตื่น พอลืมตาขึ้นมารถก็เลี้ยวเข้าจอดหน้าบ้านพอดี
ภัททิราลงจากรถเดินเข้าไปภายในบ้าน เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบเพื่อหาพ่อเลี้ยงหนุ่ม แต่ก็ไม่เห็นวี่แวว จนกระทั่งเด็กรับใช้คนหนึ่งเดินถือถาดกาแฟออกมาจากในครัว ภัททิราจึงเอ่ยถาม
“ไปให้คุณกฤษณ์เหรอคะ”
“ค่ะ”
“คุณกฤษณ์อยู่ที่ไหนคะ”
“ในห้องทำงานค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวแพทยกไปให้เอง”
หญิงสาวยื่นมือออกไปรับถาดกาแฟมาถือไว้ ก่อนจะเดินเข้ามาหยุดยืนหน้าประตูห้องทำงานของกฤษณ์ดนัย มือเล็กเคาะประตูสามครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้คนด้านใน ก่อนค่อย ๆ เปิดเข้าไป
พ่อเลี้ยงหนุ่มกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มองลอดผ่านกรอบแว่นสายตายาว อ่านเอกสารกองโตที่วางอยู่บนโต๊ะ ภัททิราเห็นแบบนี้จนชินตา ในเวลาทำงานเขามักจะจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก ซึ่งเธอก็เข้าใจดี เพราะเธอเองก็ไม่ต่างกัน
เท้าเล็กค่อย ๆ ก้าวอย่างช้า ๆ เข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานของพ่อเลี้ยงหนุ่ม และวางถาดกาแฟลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ เขาเพียงแต่ปรายตามองถาดกาแฟเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนดึงสายตากลับไปดังเดิม
“ขอบใจ”
“พ่อเลี้ยงจะรับอะไรเพิ่มไหมคะ”
สิ้นเสียงหวาน ชายหนุ่มก็ชะงักไป ก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า เขาคลี่ยิ้มบางออกมาพร้อมส่ายศีรษะเบา ๆ และยกมือขึ้นถอดแว่นสายตาวางลงบนกองเอกสาร
“มานี่เลย แกล้งผมเหรอ” เขาว่าพร้อมเอนกายพิงพนักเก้าอี้ หญิงสาวก็เดินเข้าไปพร้อมทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็เกิดความ
มันเขี้ยว จึงเอื้อมมือไปคว้าร่างบางลงมานั่งบนตักแกร่ง ก่อนระดมจูบบนแก้มนวลเสียหลายที
“ฮื่อ อย่าเพิ่งค่ะ แพทไปข้างนอกมาทั้งเหนียวทั้งเหม็น”
“ไม่เห็นเหม็นเลย ออกจะหอม” ว่าจบก็จุ๊บแก้มโชว์อีกหนึ่งที
“แล้วนี่วันหยุด ทำไมมานั่งทำงานละคะ”
“ผมจะรีบเคลียร์งานสำคัญให้เสร็จ เดี๋ยวอีกสองสามวันจะพาคุณไปกางเต็นท์นอนดูดาว”
ภัททิราได้ฟังก็นัยน์ตาเป็นประกาย ทว่าจู่ ๆ ก็คิ้วขมวดย่น
“ถ้าคุณงานยุ่ง เรายังไม่ต้องไปกันก็ได้นะคะ แพทไปเมื่อไหร่ก็ได้”
“ไม่ได้หรอก ช่วงนี้อากาศดีขึ้นมาเยอะแล้ว ถ้าไม่รีบไปเดี๋ยวฝุ่น pm2.5 จะกลับมาซะก่อน”
“อ๋อ” พอได้ยินแบบนั้นภัททิราก็เข้าใจทันที เพราะตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่ ช่วงไหนที่มีปัญหาฝุ่น pm2.5 หนัก ๆ ทั้งเธอและกฤษณ์ดนัยก็แทบจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน อาศัยพึ่งพาเครื่องกรองอากาศในการดำรงชีวิต ทว่าช่วงนี้ฝุ่นนั้นเบาบางลงไปมาก ทำให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ “โอเคค่ะ งั้นคุณกฤษณ์ทำงานเถอะค่ะ แพทไม่รบกวนแล้ว”
“ไม่ให้ไป”
“อ้าวแล้วคุณจะไม่ทำงานเหรอคะ ก็ไหนบอกว่าจะพาแพทไปดูดาว”
“ทำครับ ทำแบบนี้แหละ” ว่าจบเขาก็หยิบแว่นสายตาขึ้นมาใส่ ก่อนหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็กอดเอวบางไม่ยอมปล่อย ภัททิราเห็นแบบนั้นก็เลยต้องคอยช่วยหยิบจับงานบนโต๊ะไปโดยปริยาย