การประมูลในตลาดมืดได้เริ่มต้นขึ้น หญิงสาวหน้าตาสะสวยอายุน้อยที่สุดในการประมูลครั้งนี้ ถูกขังอยู่ในกรงที่เหมือนกรงนก ร่างกายสั่นเทาเพราะความหวาดกลัวที่ล้นอยู่ภายในใจ ต่อให้อธิษฐานต่อพระเจ้า ภาวนายังไงก็ไม่เป็นผลเลยสักนิด...พระเจ้าช่วยลูกด้วย...เธอยังคงนั่งภาวนาอยู่อย่างนั้น ความหวังเล็กๆของเด็กสาวที่พึ่งจะอายุครบ20ได้ไม่กี่วัน...มันเริ่มริบรี่ลงไปทุกที
“2ล้าน”
“5ล้าน”
“10ล้าน”
“50ล้าน”
เสียงของการประมูลราคาค่าตัวเธอดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะความสาวความสวย ผิวขาวเนียนผ่อง บวกกับความบริสุทธิ์ที่ติดตัวเธอมา เป็นที่ต้องการของชายแก่ ชายหนุ่ม มากหน้าหลายตา สายตาที่มองเธออย่างหื่นกระหาย...
“100ล้าน”
เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งพูดขึ้นจากที่ไกลๆ หญิงสาวที่โดนปิดตาอยู่หันไปตามทิศทางของเสียงที่ได้ยิน ผ้าปิดตาสีแดงทำให้ไม่สามารถมองห็นใบหน้าของคนที่กล้าประมูลราคาค่าตัวของเธอสูงขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครเธอก็ไม่คิดจะอยากขายตัวแบบนั้นแน่!
“มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ? 100ล้าน ครั้งที่1...100ล้านครั้งที่2...”
เสียงทุกเสียงเงียบกริบ...ไม่มีใครอยากจะสู้ราคาที่สูงมากขนาดนี้แน่ๆกับแค่ผู้หญิงคนเดียว ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อะไรนอกจากความสาว ความสวย ความสด ใครกันมันบ้าที่จะประมูลผู้หญิงต่ำต้อยอย่างเธอถึงร้อยล้าน
“100ล้านครั้งที่3 ปิดการประมูล!! คุณแฟรงค์ชนะประมูลครับ!”
“100ล้านมันไม่เยอะไปหรือครับนาย” ลูกน้องหันมาถามย้ำกับผู้เป็นเจ้านายอีกครั้งก่อนที่พิธีกรจะลั่นเคาะค้อนไม้ แต่ดูเหมือนเจ้านายของเขาจะไม่นึกที่จะเปลี่ยนใจเลย
เขายังคงนิ่งและมองนกน้อยในกรงอย่างนึกสงสัยเอะใจ ก่อนจะหยัดเต็มความสูงและวางแก้ววิสกี้สีเข้มลง มือทั้งสองล้วงกระเป๋ากางเกงพร้อมกับก้าวสองเท้าลงบันไดจากชั้นบนเพื่อไปยังบนเวที
หญิงสาวร่างกายสั่นเทาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมือและขาทั้งสองข้างที่ถูกตรึงไว้ถูกสั่งให้ปลดออก น้ำหวานลุกขึ้นจากชิงช้าที่เธอนั่งเมื่อครู่แล้วเดินตรงไปด้านหน้าตามความรู้สึกว่ามีคนยืนอยู่ตรงนั้น
สองมือกระชากผ้าปิดตาของตัวเองออกจ้องมองชายหนุ่มร่างสูงกำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทกางเกงสแลก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอจ้องมองเขาอย่างนึกโกรธเคือง ทั้งสองยืนประจันหน้ากันผ่านกรงทอง
....เธอคนนี้คือ.... แฟรงค์ทำหน้าอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะปรับแปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉยตามเดิม
“คุณน่ะหรือที่ประมูลฉัน”
“......”
“เลวสิ้นดี”
“เธอควรระวังปากหน่อย” ลูกน้องหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆรีบร้องเตือนหญิงสาวด้วยท่าทีขึงขังแต่ผู้เป็นเจ้านายกลับยกมือห้ามไว้ เขาแสยะยิ้มให้หญิงสาวที่ปากกล้าตรงหน้า แต่ท่าทีของเธอกลับไม่ได้รู้สึกยินดีที่เขาประมูลเธอไป แม้ว่าเขาจะหน้าตาดีแค่ไหนก็ตาม ความรักศักดิ์ศรีของเธอทำให้เขาอยากจะทำลายศักดิ์ศรีนั้นทิ้งเสียให้สิ้นซาก
“เอ่อ...คุณแฟรงค์ครับ...เรายังมีสินค้าที่ต้องประมูลอีกนะครับ”
พิธีกรหันมากระซิบผู้เป็นเจ้าของงานประมูลแห่งนี้หลังจากที่เขาได้ประมูลหญิงสาวไปถึงหนึ่งร้อยล้าน และแขกที่มาร่วมงานต่างตั้งหน้าตั้งรอสินค้าถัดไป ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เวทีการประมูล
“อืม...พาตัวเธอไป แล้วมารับเช็คที่ฉัน”
แฟรงค์พูดขึ้นก่อนจะเดินลงจากเวทีประมูล แต่สายตาคมก็ยังไม่วายที่จะปรายมองหญิงสาวในกรงทองและเธอเองก็ยังคงจ้องมองเขาเขม็ง...สายตาของเธอนั้นที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเกลียดชัง ขยะแขยงชายตรงหน้าที่กำลังเดินผ่านไปเสียเต็มทน แต่...เขาดันเป็นคนที่ประมูลเธอไป แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่ประมูลตัวเธอไป เธอก็รู้สึกเกลียดทั้งนั้น
ลูกน้องคนสนิทของเขายังคงยืนรอให้เจ้าหน้าที่ของงานประมูลนี้ปลดล็อคกรงทองนั้น เพื่อรอสินค้าหรือหญิงสาวในกรงให้ตามกลับไปด้วยตามความต้องการของผู้เป็นนาย
พอกรงปลดล็อคมีหรือที่หญิงสาวจะปล่อยโอกาสนี้ให้รอดไป เธอคิดเพียงสั้นๆง่ายๆว่าต้องหนี สองเท้าเปลือยเปล่าก้าวออกจากกรงนรกนั่นก่อนจะเตรียมวิ่ง แต่เธอก้าวเท้าได้เพียงสองก้าวเท่านั้นก็ถูกมือหนาของลูกน้องคนที่แฟรงค์โปรดปราณคว้าไว้ทัน
“ปล่อย!!! ปล่อยฉันนะ!! ไอ้พวกชั่ว!!”
“เชิญ!...ไปกับเราด้วย เธอเป็นของนายแล้ว” ลูกน้องหนุ่มพูดเสียงเคร่งขรึมและออกจะดุดันเสียหน่อย ดูจากท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าคงจะฤทธิ์เยอะไม่น้อย และเขาเองก็ไม่ถูกชะตาเธอเท่าไหร่นัก
ความรู้สึกเหมือนจะต้องเกิดเรื่องปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นแน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ขัดผู้เป็นนายไม่ได้ จึงทำได้แค่ลากเธอให้ลงเวทีตามเขาไปแม้ว่าเธอจะดิ้นขัดขืนเท่าไหร่ก็ตาม
ตลอดทางที่น้ำหวานพยายามดิ้นไม่หยุดแต่ยิ่งเธอดิ้นแรงบีบที่แขนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่ไยดี ตามทางที่เดินไปคนที่เดินผ่านต่างหันไปมองตามเธอเป็นตาเดียว... แต่น่าเศร้าที่ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปยุ่งเพราะรู้ว่าคนที่ลากเธอไปนั้นเป็นลูกน้องคนสนิทของชายผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในสถานที่แห่งนี้
.
ตลอดทางที่รถแล่นผ่านถนนหนทางไปไกลจากสถานที่ที่เธอถูกกักขังในกรงทองห้องโถงงานประมูลนั้นเรื่อยๆ ข้อมือเล็กๆถูกมัดด้วยเชือกหนา มันแน่นจนรู้สึกเจ็บไปหมด ปากที่เคยร้องก่นด่าผู้ที่พามาถูกสก็อตเทปปิดเอาไว้ เพราะความรำคาญหู ดวงตาดวงสวยทอดมองออกไปนอกรถ...ภายในหัวคิดถึงแต่ผู้เป็นพ่อที่ป่านนี้คงจะวุ่นอยู่กับการหาตัวเธออยู่เป็นแน่
แค่คิดถึงสภาพผู้เป็นพ่อก่อนจากมาน้ำตาจากดวงตาสวยก็เอ่อล้นออกมา...ชีวิตบ้านี้มันอะไรกัน...เธอเสียแม่ไปเพราะอุบัติเหตุตั้งแต่เด็กยังไม่สาแก่ใจกับผู้กำหนดชะตาชีวิตอีกหรือ ยังต้องมาพลัดพรากจากพ่อที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างก็ไม่อาจรู้เลย จะมีคนพาไปหาหมอไหม...จะมีคนทายาให้พ่อหรือเปล่า ทุกอย่างชีวิตทำไมถึงพังไม่มีชิ้นดีเลย...
.
.
“เห็นลูกสาวผมไหมครับ? หน้าตาแบบนี้” ชายวัยกลางคนยื่นรูปให้กับร้านค้าต่างๆระหว่างทางใกล้ๆกับตึกเล็กๆที่ตั้งบริษัทของเจ้าสัวที่เขาเคยเข้าไปกู้เงิน แต่ทุกคนกลับส่ายหน้าไปมา เขาพยายามที่จะเข้าไปพบเจ้าสัวหลายครั้งแต่ก็โดนโยนออกมา
สภาพของชายวัยกลางคนที่วิ่งตามหาลูกสาวของตนนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นโคลนซ้ำยังเปื้อนเลือดของตัวเอง ใบหน้าฟกช้ำจากการถูกทำร้ายก่อนหน้า ภายในร่างรู้สึกเจ็บปวดไปหมด แต่ก็ต้องอดทน ด้วยความที่รักและห่วงลูกสาวคนเดียวที่เหมือนเป็นแก้วตาดวงใจ
“มาอีกแล้วเหรอวะ” ลูกน้องของเจ้าสัวบ่นอย่างหัวเสีย เมื่อเห็นว่าชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อของหญิงสาวที่พวกเขาจับตัวไปขายทอดตลาดมืดและถูกประมูลไปแล้วนั้นเดินวนกลับมาที่ตึกทำการเงินกู้ของเจ้าสัวรอบที่สิบเห็นจะได้
“ให้ผมพบเจ้าสัวเถอะครับ...ผมขอเจอลูกหน่อยเถอะครับ ผมขอร้องล่ะ..”
“อะไรอีกวะ! บอกไม่ได้ไงไม่เข้าใจหรือไงวะ!!”
“ได้โปรดเถอะครับ...ผมจะหาเงินมาคืนให้ ผมแค่ขอเวลาสามวัน...ขอร้องล่ะครับ!”
ชายวัยกลางคนคุกเข่าคร่ำครวญขอร้องเสียงสั่นน้ำตาไหลพรากต่อหน้าพวกที่เฝ้าอยู่หน้าตึกของเจ้าสัว ภายในใจห่วงลูกสาวจับใจ คิดถึงว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างก็ไม่รู้ขอแค่ได้เห็นว่าลูกสาวของตนปลอดภัยก็พอ เพราะเขารู้ว่าเจ้าสัวชอบส่งลูกสาวของลูกหนี้ที่ยกให้มาขัดดอกไปขายส่อง นั่นจึงเป็นเหตุที่เขาร้อนใจ
“พูดไม่เข้าใจหรือไงวะ!! ไอ้แก่นี่!!”
ไม่พูดเปล่าเหล่าลูกน้องของเจ้าสัวก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างนึกรำคาญใจ ก่อนจะพาเพื่อนลูกน้องคนอื่นๆไปลากตัวของชายวัยกลางคนนั้นออกมาโยนไว้ข้างถนนหน้าตึก ยังไม่สาแก่ใจ...ความหงุดหงิดรำคาญที่มีก็ยังคงไม่คลาย เพราะชายคนนี้ทำให้พวกมันไม่ได้พักได้ผ่อนเสียบ้างเลย จึงได้พากันรุมกระทืบชายผู้นั้นซ้ำอีกครั้งจนนอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่อย่างนั้น
“เฮ้ย!! พอ!! เดี๋ยวมันก็ได้ตายห่ากันพอดีหรอก เสียเงินค่าปิดข่าวไม่ให้นายรู้อีก”
เจ้าสัวที่เดินลงมาจากห้องทำงานของตัวเองหลังจากเห็นเหตุการณ์ในกล้องวงจรปิดก็รีบร้องห้ามลูกน้องของตน ร่างอ้วนท้วมเดินเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงตรงมายังชายวัยกลางคนที่นอนแน่นิ่งก่อนจะใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างชายผู้นั้นที่หมดสติดูว่าหมดสติจริงหรือไม่ เมื่อเห็นว่าร่างนั้นแน่นิ่ไม่ได้สติแล้วแน่นอนเขาก็หันไปสั่งการลูกน้องตัวเองทันที
“เอาไปทิ้งข้างทางที่ไหนก็ได้ที่ไกลจากที่นี่ ไกลพอที่มันจะมากวนเราไม่ได้อีก”
“ครับเจ้าสัว”
.
.
รถเบนซ์ลีย์สีดำหรูกระจกปิดทึบแล่นเข้ามายังบ้านหลังใหญ่หรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็คงไม่ผิดเพี้ยน แต่หญิงสาวที่ถูกปิดปากมัดมือนั่งอยู่ในรถกลับไม่ได้รู้สึกอึ้งทึ่งกับความงามนั้นแต่อย่างใด มันมีอะไรน่าดีใจงั้นหรือที่เธอต้องมาอยู่ที่นี่ในสถานะที่ถูกซื้อมา ไม่ว่าคนๆนั้นจะหล่อรวยขนาดไหนก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าโชคดีเลยสักนิด
ร่างของเธอถูกกระชากลากลงจากรถโดยมีคนคอยคุมไว้เหมือนเป็นนักโทษ ให้เดินตามทางที่พวกเขานำพาไป แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวกลับไม่ได้แสดงอารมณ์สีหน้าใดๆ
สายตาของเธอเหม่อมองลงพื้นทั้งๆที่ถูกลากไปตามทางเดิน สมองไม่รับรู้ว่าที่นี่ที่ไหน ไม่คิดจะตั้งคำถามว่าพวกเขาจะพาเธอไปไหน...สภาพเหมือนคนสิ้นหวังและหมดศรัทธาในชีวิตไปเสียแล้ว
ก๊อกๆ
“นายครับ..”
“เข้ามา”
เสียงเรียบนิ่งดังตอบรับจากในห้องที่ผู้เป็นลูกน้องเคาะขออนุญาต ก่อนที่ลูกน้องคนนั้นจะลากเธอเข้าไปในห้องของเจ้านาย ที่มีลูกน้องอีกสองสามคนยืนเรียงกันอยู่ในห้อง สายตาของเธอยังคงมองเหม่อลงบนพื้นห้องอย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่แม้แต่จะมองหน้าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าที่เป็นคนประมูลเธอมา
“ชื่ออะไร?”
“......”
หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบ ก่อนที่เธอจะค่อยๆเลื่อนสายตาขึ้นมองหน้าคนที่ถาม ชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างมองเธอพร้อมกับเอ่ยถามก่อนจะวางเอกสารลงอย่างเงียบๆ มือหนาเลื่อนขึ้นไปถอดแว่นสายตาที่ใส่เฉพาะตอนทำงานออกเพื่อจ้องมองใบหน้าสวยของหญิงสาวโดยตรง โดยที่ไม่มีอะไรมากั้นขวางสายตา
“ฉันถาม...ไม่ได้ยิน?”
“......”
“หึ...น้ำหวานสินะ...”
“......”
น้ำหวานยังคงนิ่งเงียบจ้องมองเขาด้วยแววตาว่างเปล่า เมื่อเห็นอย่างนั้นชายหนุ่มยิ่งรู้สึกหงุดหงิดที่เธอทำตัวเมินเฉยไม่เกรงกลัวเขา จึงลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตรงเข้าไปหาหญิงสาวที่เขาพึ่งประมูลมา
มือหนาจะบีบที่ปลายคางของเธอด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ สายตาคมดูดุดันน่ากลัวไม่น้อย หญิงสาวเจ้าของปลายคางนั้นก็ไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาที่น่ากลัวนั่นของเขาแต่อย่างใด กลับจ้องมองตอบด้วยสายตาว่างเปล่าดังเดิม
“ฉันไม่ได้ใจดีนักหรอกนะ...อย่าทำเป็นเล่นตัวไป”
“ฮึ.....” หญิงสาวยกยิ้มอย่างอ่อนแรงเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดขึ้น เธอไม่คิดว่าคนที่ประมูลผู้หญิงมาอย่างเขาจะใจดีอยู่แล้ว มันเลยดูน่าตลกที่เขาร้องเตือนเธอขึ้นมาก่อน
เมื่อชายหนุ่มเห็นท่าทีของเธอแบบนั้นก็ขบกรามแน่น แรงบีบที่ปลายนิ้วทั้งสิบของเขาแรงขึ้นจนคิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดเล็กน้อยด้วยเพราะความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกบีบ แต่ก็ไม่ได้อยากแสดงสีหน้าให้เขาเห็นมากนัก
“อย่าทำเป็นอวดดียิ้มเยาะฉัน...รู้ใช่ไหมว่าผู้หญิงที่ถูกซื้อมามีหน้าที่ทำอะไร”
พูดจบเขาก็สะบัดมือออกจากปลายคางสวยนั้น ใบหน้าของเธอหันไปตามแรงสะบัดก่อนจะหันกลับไปจ้องมองเขาอีกครั้งด้วยแววตาเช่นเดิม
“พาเธอไปที่ห้องกู”
“ครับนาย”
ลูกน้องคนอื่นตอบสั้นๆแค่นั้นก่อนจะลากตัวของหญิงสาวออกจากห้องทำงานนั้น เหลือก็เพียงลูกน้องคนสนิทของเขาเท่านั้นที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ชายหนุ่มเดินกลับไปนั่งที่เดิมก่อนจะหยิบเอกสารของตนขึ้นมาเพื่อทำงานต่อ
“นายจะ...เอ่อ...”
“ทำไม?”
“ปกตินายจะไม่ซื้อผู้หญิงมาทำแบบนั้นนี่ครับ? เป็นครั้งแรกด้วยที่นายประมูลผู้หญิงมาไม่ใช่สิ่งของ”
“มึงสงสัยอะไร?”
“ผู้หญิงคนนั้น...นายประมูลมาทำไมหรือครับ?”
“มือซ้ายที่กูมีตายไปแล้วนี่...แววตาที่หมดศรัทธาในชีวิตนั่น...น่าสนใจดี”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ผมว่านายไม่ได้ประมูลเธอมาเพื่อมาปั้นเป็นมือซ้ายแน่ๆ”
“มึงนี่ชักจะรู้ดีเกินไปแล้วนะ”
“ผมว่าผู้หญิงคนนั้นน่าคุ้นๆนะครับ...เธอ...เป็นใครหรือครับ?”
สายคมละจากเอกสารตรงหน้าก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองผู้เป็นลูกน้องของตน แววตาของเขาดูสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ศอกแกร่งท้าวยันที่พักแขนมือหนาทั้งสองประสานกันตรงปลายคางจ้องมองลูกน้องอย่างมีนัยยะ
“มึงจำไม่ได้?”
“ครับ?...อย่าบอกนะว่าเธอคือ...ลูกสาวของชายคนนั้น...ในคืนนั้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว?”
“......”
.
.
.