สองเท้าเล็กๆใส่รองเท้าคัชชูสีดำเข้ากับชุดเดรสสีดำที่เลือกใส่เพื่อปิดพลางตนเองในความมืด ทุกก้าวที่ย่างเท้าอย่างไม่มั่นคงและทุลักทุเลด้วยความเหนื่อยอ่อน ทั้งหลบทั้งวิ่งตามซอกตรอกซอยมานานหลายชั่วโมง มองไปทางไหนก็มีแต่ความมืดของตรอกซอยเล็กๆ
หญิงสาวที่ดูใกล้จะหมดแรงเต็มทน มือข้างหนึ่งค้ำยันผนังตึกเพื่อพยุงตัวเองให้เดินไปทางตรอกเล็กๆ เธอไม่เคยหยุดพักเลย เพราะความคิดที่ว่าจะต้องหนีให้พ้นมันเป็นแรงผลักดันอยู่เต็มอก เธอเลือกวิ่งมาทางมหาวิทยาลัยของตัวเองที่เคยเรียนอยู่ แต่ก็ต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะโดนจับตัวไปประมูลเสียก่อน แม้มันจะไกลแต่มันเป็นทางเดียวที่เธอพอจะรู้ทาง
น้ำหวานกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างเหนื่อยหอบอ้อมไปหลังมหาวิทยาลัยของตน เธอจำไม่ผิดหลังมหาวิทยาลัยมีร้านเหล้าผับบาร์มากมาย เธอมั่นใจว่าตัวเองวิ่งมาเกินสิบกิโลเมื่อมาถึงที่นี่ ยังดีที่สมัยเรียนปีหนึ่งตอนรับน้องเขาบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งมาราธอนของมหาวิทยาลัย
หญิงสาววิ่งมาหยุดหน้าผับใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งถ้าเธอจำไม่ผิดเพื่อนๆของเธอชอบชวนมาเที่ยวแล้วนัดกันที่นี่ในแชทกลุ่ม เธออ่านแต่ก็ไม่เคยคิดจะมาด้วยจึงพอจำได้คร่าวๆ เพราะมันเป็นผับชื่อดังหลังมอ
น้ำหวานเงยหน้ามองป้ายหน้าผับก่อนจะรีบเดินเข้าไป ในใจแอบหวังว่าเพื่อนๆของเธอจะนัดกันมาที่นี่เหมือนที่เคยนัด อย่างน้อยสักคนก็ยังดี...
“เฮ้ย...ไอ้หวาน...ใช่ไอ้หวานรึเปล่าวะนั่น?”
เสียงหนึ่งพูดขึ้นกับเพื่อนๆ ท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มและแสงไฟสลัวิบวับของสปอร์ตไลท์หลากสี กลุ่มเพื่อนๆทั้งสามมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ เพราะอยู่ๆเพื่อนสาวในกลุ่มอย่างน้ำหวานก็หายไปเหมือนไม่มีตัวตน ด้วยความที่อยากรู้เพื่อนคนหนึ่งจึงเดินไปคว้าแขนของหญิงสาวที่คาดว่าน่าจะเป็นน้ำหวาน
“ไอ้หวาน...ใช่จริงๆด้วย!! แกหายไปไหนมา!!”
หญิงสาวในชุดเซ็กซี่พูดขึ้นเมื่อน้ำหวานหันไปทางเธอหลังจากที่โดนดึงแขนไว้ น้ำหวานหรี่ตามองหญิงสาวคนนั้นก่อนจะเบิกตากว้าง น้ำตาเอ่อคลอเหมือนเห็นแสงสว่าง
“ไอ้แพรว! ฮึกๆ..ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”
“แก...ใจเย็นๆก่อนนะ...ป่ะ ไปที่โต๊ะก่อนค่อยเล่า”
แพรวพูดขึ้นพร้อมกับพาเพื่อนสาวของตนเข้าไปหากลุ่มเพื่อนๆที่ยืนมองกันอย่างอึ้งๆ เมื่อรู้ว่าเป็นน้ำหวานก็รีบเข้าไปกอดกันกลมที่เจอเพื่อนสาวของตนเสียที
“ไอ้แพรว...ไอ้โม ไอ้ฟ้า ฉันโคตรคิดถึงพวกแกเลย”
น้ำหวานพูดไปน้ำตาไหลพรากไปอย่างสุดจะกลั้น เพื่อนๆของเธอเองก็น้ำตาคลออย่างสุดกลั้นที่เจอเพื่อนสักที เพราะพวกเธอตามหาไปทั่วทั้งที่บ้านร้านกาแฟแต่ก็ดันปิด จนไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน ตอนแรกพวกเธอนึกว่าน้ำหวานอาจจะย้ายที่อยู่ที่เรียน
เมื่อพวกเธอไปถามอาจารย์ว่าน้ำหวานลาออกไปแล้วหรือเปล่า แต่อาจารย์กลับบอกว่าไม่ได้ทำเรื่องลาออกไม่มีข่าวคราว อยู่ๆก็หายไปเฉยๆ อาจารย์เองก็เสียดายเพราะน้ำหวานเป็นเด็กเรียนดีเกรดนิยม แต่ก็คิดว่าอาจจะไม่มีเงินเรียนจึงไม่ได้ติดใจอะไร
“ไหนเล่าว่าแกไปอยู่ไหนมา”
โมเมเพื่อนสาวอีกคนตั้งสติแล้วหันไปถามน้ำหวาน ทุกคนมัวแต่สนใจน้ำหวานโดยไม่ทันได้สังเกตรอบๆข้างเลยแม้แต่น้อย ว่ามีการ์ดของผับเดินมาคุมพวกเธอรอบๆโต๊ะ ก่อนที่จะมีชายหนุ่มหน้าตาดีใส่สูทผูกไทด์เดินเข้ามาหาพวกเธอพร้อมกับลูกน้องอีกห้าคน ไม่รวมที่กันบริเวณไปรอบๆ
“คือว่าฉัน....”
“ย้ายมาอยู่กับอาไง”
เสียงทุ้มพูดขัดขึ้นทั้งที่ยืนอยู่ข้างหลังน้ำหวาน หญิงสาวรีบหันไปมองชายหนุ่มรูปหล่อที่มาเยือนด้วยท่าทีตกใจไม่น้อย ส่วนเพื่อนๆของเธอกลับมองเขาตาหวานเยิ้มอย่างหลงใหล สาวๆในผับเองต่างก็มองเขาเป็นตาเดียว
แฟรงค์โน้มหน้าลงมามองหน้าน้ำหวานพร้อมกับยกยิ้มแม้สายตาของเขาจะคาดโทษเธอไม่น้อย ดวงตากลมโตสั่นระริกอย่างหวาดกลัวและรู้สึกหมดหวังอย่างปิดไม่มิด
“หรือเธอจะบอกเพื่อนๆว่าโดนขายให้ฉันล่ะ?...เพื่อนเธอจะมองเธอว่ายังไงนะ”
แฟรงค์กระซิบข้างๆใบหูเล็กพอให้ได้ยินกันแค่สองคน ก่อนจะหยัดตัวตรงหลุบตามองน้ำหวานที่เอาแต่เงียบแล้วหันไปมองเพื่อนๆ ที่เอาแต่จ้องมองแฟรงค์กันไม่วางตา
“แกมีคุณอาหล่อรวยขนาดนี้ก็ไม่บอก...คุณอาชื่ออะไรหรอคะ? แต่งงานหรือยังคะ?”
“ไอ้แพรว!”
ฟ้าใสหันไปเอ็ดเพื่อนที่ถามออกไปอย่างนั้น แต่ก็หันไปมองหน้าชายหนุ่มด้วยความอยากรู้เช่นกัน โมเมเองก็ไม่ต่างจากทั้งสองคนเลย น้ำหวานได้แต่ทำหน้าเจื่อนเพราะจะให้บอกเพื่อนตอนนี้คงไม่ทันเสียแล้ว
“ชื่อแฟรงค์ ยังไม่แต่งงาน”
“สนใจสาวรุ่นหลานห่างสักสิบปีไหมคะ?”
โมเมถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ๆแฟรงค์ ธาวินเดินเข้ามาเหมือนจะห้ามแต่แฟรงค์กลับยกมือห้ามธาวินเสียก่อน แฟรงค์ปรายสายตามองน้ำหวานที่ทำหน้าเสียก่อนจะหันไปมองโมเมแล้วตอบคำถามของเธอ ทำเอาน้ำหวานถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำตอบ
“ไม่ล่ะ...แค่หลานสาวคนเดียวก็ปวดหัวจะแย่...หนีเที่ยวไม่บอกกล่าว ว่าจะกลับไปทำโทษเสียหน่อย”
“แหม...ไอ้หวานมันหายไปนานน่ะค่ะ ให้เที่ยวกับเพื่อนสักวันคงไม่เป็นไรมั้งคะ” แพรวพูดขึ้นด้วยสีหน้าออดอ้อนขอร้องแทนเพื่อนสาว ก่อนที่เพื่อนๆของเธอก็พยักหน้าเห็นด้วย ส่วนน้ำหวานั้นเอาแต่เงียบกริบ
“เดี๋ยวนะ...คุณแฟรงค์...เจ้าของผับที่นี่ไม่ใช่หรอคะ? หรือฉันจำผิด...เป็น เอ่อ...มาเฟีย?”
โมเมพูดขึ้นเหมือนนึกอะไรออก เพราะไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าของผับรูปหล่อแต่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นหน้านัก แฟรงค์ยกยิ้มก่อนจะพยักหน้าทำเอาเพื่อนๆของน้ำหวานถึงกับตาโตเมื่อสิ่งที่พวกเธอคิดนั้นเป็นความจริง
“งั้นขอถามตรงๆเลยนะคะ ไอ้หวานเป็นหลานหรือเป็นเด็กของคุณ แบบ...เด็กเสี่ย...”
ฟ้าใสถามขึ้น เพราะจากที่น้ำหวานเล่าให้ฟังเธอไม่ญาติที่ไหนเลย แล้วอยู่ๆ คุณอาก็โผล่มาซะงั้น
“หึ...นั่นสิ”
“จริงหรือหวาน”
แพรวตาโตหันมาถามเพื่อนที่เอาแต่ยืนเงียบไม่พูดไม่จาพร้อมกับเขย่าแขนเธอเป็นเชิงเน้นสิ่งที่ตนถามไป เพื่อนอีกสองคนต่างหันไปมองเธออย่างสงสัยใคร่รู้เช่นกัน แต่น้ำหวานกลับเงียบไม่ตอบไม่มองหน้าเพื่อนเสียอย่างนั้น
“เอ่อ....”
“เอาเถอะ...ไหนๆก็ไหนๆแล้วถือว่าวันนี้ฉันเลี้ยง...”
“แล้วคุณแฟรงค์จะอยู่ดื่มด้วยกันไหมคะ?” โมเมถามขึ้นด้วยใบหน้าที่มีความหวัง
“แน่นอนสิ...รอเด็กกลับบ้าน”
“โห...อิจฉาเลยอ่ะ...ไม่รับเด็กเพิ่มหรือคะ?”
แพรวพูดขึ้นเป็นเชิงหยอกล้อ แฟรงค์กลับไม่ได้ตอบอะไรแล้วยกยิ้มขึ้น ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาด้านหลังโต๊ะของพวกเธออย่างเงียบๆ สายตาจ้องมองหญิงสาวที่หนีเขามาเป็นสิบกว่ากิโลไม่วางตา
“นายครับ...ทำไมไม่ลากตัวเธอกลับเลยล่ะครับ”
“ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะทำยังไงต่อ...ทั้งที่อุตส่าห์วิ่งหนีมาไกลเป็นสิบกิโลขนาดนี้”
“....”
ธาวินพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรก่อนจะมองไปทางสาวๆที่ยกแก้วเหล้าดื่มพร้อมกับหันมามองแฟรงค์ผู้เป็นเจ้านายของเขาเป็นระยะๆ น้ำหวานเองก็ยกเหล้าขึ้นกระดกดื่มไม่พักอย่างโมโห ทำไมถึงหนีเขาไม่พ้น แล้วทำไมที่นี่เขาต้องเป็นเจ้าของด้วยนะ
“ไอ้หวานเบาๆ”
แพรวร้องห้ามเพื่อนเมื่อเห็นเธอยกเหล้าไม่หยุดทั้งที่น้ำหวานนั้นไม่เคยดื่มเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้กลับยกมันขึ้นดื่มเหมือนน้ำเปล่า รสชาติเหล้าที่ว่าขมยังขมไม่เท่าชีวิตของเธอตอนนี้เลยเสียด้วยซ้ำ
ด้วยความที่ไม่เคยดื่มเลยฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็เริ่มทำงานไวเหมือนจรวด เพราะร่างกายของเธอไม่เคยรับสิ่งนี้จึงทำให้เธอเมาแทบจะไม่รู้เรื่อง เพื่อนๆของเธอและตัวเธอเองกอดคอเต้นอย่างไม่ได้สติ ที่ไม่ได้สติคือน้ำหวานคนเดียวแต่เพื่อนๆนั้นก็พอรู้เรื่องอยู่บ้าง
แฟรงค์จ้องมองร่างเพรียวที่เต้นโยกย้ายส่ายสะโพกไปมานั้นไม่วางตาพร้อมกับยกแก้วเหล้าของตนขึ้นมาดื่มหลังจากที่บริกรเอาเสิร์ฟ
เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะเดินวนกลับมาอยู่แค่ปลายจมูกของเขาเท่านั้น เพราะผับนี้เขาเองก็มาบ่อยตอนต้องการล่าบางคืน มันเป็นเรื่องปกติของผู้ชายโสดอย่างเขาที่จะมีเรื่องพวกนี้บ้าง แม้ว่าตอนนี้เขาจะอายุปาเข้าไปสามสิบแปดแล้วแต่ก็ยังไม่มีความคิดที่จะแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที
“นายครับ...ดูนั่นสิครับ”
“กูเห็นแล้ว...”
ธาวินรีบหันไปบอกผู้เป็นเจ้านายเมื่อเห็นว่าน้ำหวานกำลังมีผู้ชายมารายล้อมพร้อมกับชนแก้วแล้วเต้นด้วยกัน ด้วยความเมาเธอเองก็กอดคอเต้นกับชายหนุ่มคนนั้นอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ชายหนุ่มคนนั้นก็เต้นแล้วลูบไล้ไปที่เอวคอดกิ่วของเธอ ก่อนจะค่อยๆเลื่อนมือไปที่บั้นท้ายงอนๆนั่น
“นายจะไม่เข้าไปขัดหน่อยหรอครับ?”
“กูควรเข้าไปรึไง?...ในเมื่อเด็กมันอยากได้ก็ปล่อยมันสิ”
“เหรอครับ?...นั่นเป็นผู้หญิงที่นายประมูลมาร้อยล้านเลยนะครับ”
“......”
ธาวินพูดเชิงยุยงเล็กน้อย เพราะเขาเห็นสายตาที่น่ากลัวของผู้เป็นเจ้านายซึ่งมันขัดกับคำพูดเสียเหลือเกิน แฟรงค์ไม่ได้ตอบแต่กลับลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาน้ำหวานที่ตอนนี้กำลังเมาไม่รู้เรื่องพร้อมกับดึงกระชากตัวของเธอจนเซเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของเขา หนุ่มน้อยคนนั้นขมวดคิ้วแน่นก่อนจะหันไปมองหน้าผู้ที่มาแย่งเหยื่อของตนไป แม้ว่าแฟรงค์จะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ก็ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นหน้าซีดเผือด ก่อนหนุ่มน้อยจะยิ้มแห้งๆแล้วผงกหัวเป็นเชิงขอโทษแล้วเดินกลับโต๊ะไป
“อารายเนี่ย! คนกำลังสนุกเลย อึก..ทำไมคุณอาคนนี้ถึงได้มาขัด อึก..”
น้ำหวานพูดเสียงยืดยานและสะอึกไปด้วย เธอหันไปชี้หน้าแฟรงค์ด้วยดวงตาปรือเปรอแทบจะลืมไม่ขึ้น แค่จะทรงตัวก็จะไม่ได้อยู่แล้วโอนไปเอนมา แฟรงค์ขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับหลุบตามองเธอ
“กลับ”
“อารายนะ! กลับตอนนี้เนี่ยนะ! ฉันอุตส่าห์วิ่งหนีคุณอามาสิบกิโล อึก..จะให้กลับ..อึก”
น้ำหวานพูดยังไม่ทันจบก็ถูกคนที่เธอเรียกว่าอาลากตัวออกไป ส่วนเพื่อนๆของเธอนั้นแทบจะมอบอยู่กับโต๊ะ ธาวินมองพวกเธอพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ แล้วเดินตามผู้เป็นเจ้านายไปการ์ดคนอื่นๆก็เช่นกัน
รถคันหรูหลายคันแล่นมาจอดอยู่หน้าผับ แฟรงค์จับยัดร่างบางลงไปนั่งเบาะหลังก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ลูกน้องของเขาก็ขึ้นรถอีกคันอื่นๆ ส่วนธาวินเดินเข้าไปนั่งข้างคนขับในรถคันที่แฟรงค์นั่งอยู่ ไม่นานนักรถหลายคันจะค่อยๆแล่นออกไปเป็นขบวน
แฟรงค์ปรายตามองน้ำหวานที่นั่งโงนเงนอยู่ด้วยท่าทีงงงวยก่อนจะหันไปหาเขาทั้งตัวแล้วยกมือขึ้นชี้หน้าเขา แฟรงค์เองก็มองหน้าเธอด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่งเหมือนที่ชอบทำ
“ทำมาย..อาถึงเป็นคนที่แย่แบบนี้ อึก..”
“เหม็นเหล้า”
“แต่ฉันเหม็นขี้หน้าอา...อึก..ทำมายไม่ปล่อยฉันไป อึก..”
“...ปล่อยนี่หมายถึงปล่อยให้ไปกับไอ้หน้าจืดนั่นน่ะเหรอ?”
“ทำมะ? เขาก็รุ่นราวคราวเดียวกับฉัน..อึก...ทำมายจะไปไม่ด้าย?”
“หึ...รู้เหรอว่ามันจะพาเธอไปไหน?”
“รู้สิ อึก...ฉันไม่ใช่เด็ก อึก..แล้วนะ...”
“ดี...งั้นก็ควรจะรู้ได้แล้วว่าฉันจะกลับไปลงโทษเธอยังไง”
“หา?...ฉันยอมไปนอนกับหนุ่มนั่นดีกว่าเจอหน้าอาซะอีก...อึก”
น้ำหวานพูดพร้อมกับทำหน้ามุ่ยก่อนจะหันตัวกลับกอดอกอย่างเอาแต่ใจ แฟรงค์ที่ได้ยินที่เธอพูดก็ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ก่อนเขาจะหันไปจับปลายคางของเธอแล้วโน้มหน้าเข้าไปใกล้ๆ
“ฉันเป็นคนพาเธอออกมาจากไอ้กรงนั่น เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปนอนกับผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น”
“พูดจาตลกร้ายอะไร อึก...ฉันกับพ่อเป็นคนช่วยชีวิตคุณไว้ก็ถือว่าทดแทนกันไปสิ!”
“เธอ...จำได้งั้นเหรอ?”
แฟรงค์เบิกตากว้างเมื่อเธอพูดคำนั้นออกมา เธอจำเขาได้แล้วงั้นหรือ...น้ำหวานยกยิ้มจ้องมองเขาที่เธอพูดนั้นถูกต้อง ที่จริงเธอลืมไปแล้วล่ะ...แต่เพราะวันแรกที่เธอเข้าคฤหาสน์หลังนั้น เธอดันไปได้ยินแฟรงค์และธาวินพูดคุยกันในห้องทำงาน ตอนนั้นเธอตั้งใจจะเข้าไปยื่นข้อเสนอให้เขาแต่...ดันได้ยินเรื่องนี้เสียก่อน ก่อนที่ธาวินจะเดินออกจากห้องทำงานของแฟรงค์ เธอก็รีบวิ่งกลับไปยังห้องนอนตามเดิมก่อนที่แฟรงค์จะเข้าไปหาเธอในห้อง
“ฮึๆ...ทำมาย...ตกใจเหรอคะ...อาแฟรงค์”
น้ำหวานหัวเราะในลำคอพร้อมกับยกยิ้มร้ายจ้องมองเขาอย่างผู้ชนะ เพราะสีหน้าของแฟรงค์ตอนนี้ดูไม่จืดเลยเพราะเขาก็ตกใจไม่น้อย
.
.