หมดช่วงเวลาเช้าที่น้ำหวานยอมกินข้าวต้มแต่โดยดี แถมยังยอมเรียกเขาว่าอาแฟรงค์อย่างไม่เต็มใจนัก แฟรงค์และธาวินก็ออกไปทำงานตามปกติ ถึงเขาจะเป็นมาเฟียที่มีเงินมากมายจนสบายไปทั้งชาติแต่แฟรงค์ก็ทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างหนัก จะทิ้งให้บอดี้การ์ดไว้บางส่วนเพื่อเฝ้าที่บ้านเท่านั้น
น้ำหวานมองเสื้อผ้าที่พวกลูกน้องของแฟรงค์เอามาให้ล้วนแต่เป็นเสื้อผ้าใหม่ทั้งหมด ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงมีความเชื่อที่ว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ แต่ตัวเธอเองตอนนี้ก็ไม่มีเสื้อผ้าเลยสักชุดจึงต้องยอมรับเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาให้ มันน่าแปลกที่เขาเลือกซื้อชุดชั้นในมาได้ตรงไซส์เธอพอดิบพอดี หรือว่าเพราะคืนนั้น...แค่เห็นก็รู้เลยงั้นหรือ
“ตาแก่โรคจิตนั่น!!”
น้ำหวานพูดออกมาอย่างนึกเคือง ถึงแม้เขาจะไม่ได้แตะต้องเธอแต่เขาก็จ้องมองเรือนร่างของเธออยู่ดี คงต้องมีสักคืนที่เธอไม่รอดเขาไปแน่ๆ เขาเป็นคนยังไง เธอไม่รู้นิสัยใจคอเลยสักนิด แล้วจะอยู่ร่วมบ้านกันได้ยังไง เมื่อคิดได้อย่างนั้น น้ำหวานก็อาบน้ำแต่งตัวพร้อมกับเลือกชุดที่ลูกน้องของเขาเอามาให้ ไม่ว่าจะหาเท่าไหร่ก็มีแต่เพียงชุดเดรสเท่านั้น
“โอ๊ย! ไม่มีกางเกงเลยสักตัว! บ้าจริง!!”
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เลือกที่จะใส่ชุดเดรสสีดำสายเดี่ยวจั๊มเอวกระโปรงไม่รัดรูปมากนักถึงจะสั้นไปหน่อยก็ตาม แต่ก็ไม่ได้สั้นมากขนาดนั้นแค่เลยเข่ามานิดหน่อย เมื่อแต่งตัวเสร็จเธอก็เริ่มเดินออกจากห้องท่ามกลางสายตาของบรรดาคนรับใช้และบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตู
“คุณผู้หญิงจะไปไหนครับ? ออกจากบ้านไม่ได้นะครับ เป็นคำสั่งของนาย”
บอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าประตูคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางทางเธอที่กำลังจะเดินจากตัวบ้าน น้ำหวานหันไปมองหน้าเขานิ่งพร้อมกับยืนกอดอก
“นายคิดว่าฉันเป็นใครถึงกล้ามาขวางทาง” น้ำ
หวานพูดอย่างมาดมั่น เธอคิดว่าจะทำให้มีพิรุธไม่ได้ต้องข่มไว้ก่อน เพราะเธอไม่ได้ตั้งใจจะหนีตอนกลางวันแน่ เธอรู้ว่าแฟรงค์กลับดึกแค่ไหนหลังจากที่แอบรอดูมาหลายคืน ตอนนี้เธอต้องการจะเดินดูรอบๆตัวบ้านเพื่อดูลาดราวเท่านั้น
“คุณผู้หญิงคือผู้หญิงที่นายประมูลมา...”
“แค่นั้นหรอ? ไม่รู้หรอไงว่าฉันเลื่อนตำแหน่งเป็นคุณผู้หญิงเพราะอะไร?”
“เอ่อ...ถึงอย่างนั้นคุณก็ออกไปข้างนอกไม่ได้ครับ ต้องรอให้นายกลับมาก่อน”
“ฉันแค่จะไปเดินเล่นรอบๆบ้าน ไม่ได้หรือไง?”
“ได้ครับ...แต่พวกผมต้องติดตามไปด้วย”
“โอ๊ย! รำคาญจริง!”
น้ำหวานปล่อยมือจากการกอดอกอย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะเดินหน้ายู่ออกไปยังสวนโดยมีลูกน้องของแฟรงค์คอยเดินตามอยู่ไม่ห่าง จะตามก็ช่างประไรเพราะเธอไม่ได้จะหนีตอนนี้อยู่แล้ว ถึงเดินตามไปก็ไม่ได้เสียหายและไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่แล้ว น้ำหวานพยายามคิดปลอบใจตัวเองก่อนจะเดินไปยังสวนรอบๆบ้าน
เธอมองหาหน้าต่างห้องของตัวเองที่ทำสัญลักษณ์ไว้ ก่อนจะมองไปรอบๆบริเวณก็เห็นว่ามีคนคอยเดินตรวจตราอยู่ไม่ไกลนัก ห้องที่เธออยู่มองเห็นสระน้ำและศาลาพักผ่อนกลางสระเธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างยิ้มๆ เมื่อเห็นจุดอับสายตาคือประตูเหล็กหลังบ้าน ถึงจะมีคนยืนเฝ้าอยู่แต่มันก็ต้องมีเวลาที่ลูกน้องของเขาไปพักบ้างล่ะ
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอจึงพาตัวเองไปยังศาลาพักกลางสระในสวนแล้วหย่อนตัวนั่งพัก โทรศัพท์ก็ไม่มีสักเครื่องแย่จริงๆ เธอจึงทำได้แต่นั่งกอดอกหน้ามุ่ย หันไปมองบอดี้การ์ดที่เดินตามเธอมาซ้ำยังยืนเฝ้ารอบศาลาที่เธอนั่ง
“คุณผู้หญิงต้องการอะไรไหมครับ?”
“เบื่อ...ไม่มีโทรศัพท์เลย...ไม่มีหนังสือ...”
“งั้นผมจะไปเอาหนังสือกับของว่างมาให้ครับ”
“ขอบใจ”
น้ำหวานหันไปพูดสั้นๆ ก่อนที่บอดี้การ์ดคนนั้นจะเดินตรงไปยังตัวบ้าน แต่ก็ยังเหลือบอดี้การ์ดอีกตั้งสามคนที่ยืนเฝ้าเธออย่างเงียบๆ เธอคิดว่าอย่างน้อยก็นั่งตรงนี้จนกว่าจะมืดแล้วกัน ...
.
(คุณผู้หญิงเดินเล่นรอบๆบ้านครับนาย ตอนนี้เธอนั่งอยู่ที่ศาลาในสวน)
“อืม...ดูให้ดีๆ”
(ครับ เธอยังบ่นอีกว่าไม่มีโทรศัพท์ให้เล่น ผมเลยเข้ามาเอาหนังสือและของว่างให้ครับ ยังมีคนเฝ้าอีกสามคนที่อยู่กับคุณผู้หญิง...)
“เออ เดี๋ยวกูจะรีบกลับ..ไม่เกินเที่ยงคืน”
(ครับนาย)
“เฝ้าให้ดีๆ อย่าให้หายไปไหน...ไม่งั้นพวกมึงทุกตัวได้ลงไปคุยกับรากมะม่วงแน่”
(ทราบแล้วครับนาย)
เมื่อปลายสายตอบรับแฟรงค์ก็กดวางสายพร้อมกับหันไปสนใจงานของเขาต่อ ธาวินหันมองหน้าเจ้านายตนอย่างไม่เข้าใจนักที่เขาใจเย็นอยู่ได้ขนาดนี้ การเดินเล่นรอบบ้านก็เหมือนหาทางหนีทีไล่ไม่ใช่หรือ
“จะถามก็ถามมา”
“นายไม่สงสัยว่าเธอจะหาทางหนีหรอครับ?”
“มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”
แฟรงค์พูดด้วยท่าทีนิ่งเฉย สายตายังคงจ้องมองเอกสารของตนอย่างไม่ใส่ใจในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทพูดนัก ธาวินยิ่งขมวดคิ้วสงสัยไปกันใหญ่
“หรือนายจะยอมปล่อยให้เธอหนีหรอครับ?”
แฟรงค์เหลือบตามองธาวินก่อนจะยกยิ้มแล้วถอดแว่นที่ตนใส่ออก เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างใจเย็นนั่นยิ่งทำให้ธาวินไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็นนาย เขาต้องการจะเล่นอะไรกันแน่
“หนีไปไหนได้ไม่ไกลหรอก ค่อยตามหาทีหลังก็ยังทัน”
“ครับ?”
“กูอยากรู้เหมือนกันว่าจะหนียังไง”
พูดจบแฟรงค์ก็ใส่แว่นแล้วหันไปทำงานของตนต่อ ธาวินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะช่วยงานผู้เป็นเจ้านายต่อเช่นกัน บางทีเจ้านายของเขาอาจจะคาดการณ์ไว้แล้วก็ได้ จึงคิดว่าคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนักหรอกและคิดว่าเธอคงหนีไปไม่ได้ไกล
“รายงานข่าวด่วนเหตุร้ายนะคะ เมื่อคืนนี้มีคนพบศพของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่โดนรถทับอยู่ริมถนนใหญ่ทางขนส่งที่รถบรรทุกผ่านตลอดเวลา ทางตำรวจสันนิฐานว่าน่าจะเมามีเรื่องแล้วโดนซ้อมหมดสตินอนอยู่ข้างทางระหว่างกลับบ้าน จึงเป็นเหตุให้รถบรรทุกที่ผ่านไปผ่านมาทับร่างเพราะมองไม่เห็นจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต...ตำรวจตรวจสอบว่าชื่อ นาย วินัย วงศ์ดี อายุ 48ปี เป็นเจ้าของร้านกาแฟโบราณตลาดสัวลี ตอนนี้ทางตำรวจติดต่อหาญาติของผู้เสียชีวิตไม่ได้ ใครเป็นญาติช่วยติดต่อกลับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ...”
เสียงรายงานข่าวดังขึ้นจากโทรทัศน์ในห้องทำงานของแฟรงค์ที่เปิดทิ้งไว้ แฟรงค์ละสายตาจากเอกสารพร้อมกับเลื่อนขึ้นมองหน้าจอนั้น ก่อนจะเห็นภาพข่าวที่เสนอขึ้นรูปใบหน้าของผู้เสียชีวิตคือใบหน้าที่เขาคุ้นเคยเมื่อสี่ปีก่อน
“นายครับ...นั่นใช่...”
“...อืม...ติดต่อขอรับศพไป...”
“ได้ครับนาย”
“ไม่คิดว่าจะต้องเจอกันแบบนี้ มึงไปสืบเรื่องการตายมาให้ดีด้วย”
“ครับนาย”
ธาวินตอบรับเจ้านายก่อนจะเดินออกจากห้องไปเพื่อสืบหาต้นสายปลายเหตุอีกครั้งที่ตอนแรกเขาเองก็พยายามสืบหาแต่กลับไม่เจอตัว แต่ไม่คิดว่าจะมาเจอตอนที่เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว แฟรงค์อดคิดถึงหญิงสาวที่บ้านไม่ได้ว่าถ้าเธอรู้จะเป็นยังไง แต่ก็คิดอีกทีว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เธอจะรู้สึกยังไงก็ช่าง
.
.
น้ำหวานนั่งอ่านหนังสือจบไปหลายเล่มจนมืดค่ำก็ยังไม่ยอมไปไหน บอดี้การ์ดลอบมองเธอเป็นระยะคิดอยู่ว่าจะบอกหรือไม่บอกเธอดี ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของหญิงสาวที่เขาเรียกว่าคุณผู้หญิง
“เอ่อ...คุณผู้หญิงครับ...”
“ว่า?”
“พวกผมก็ขอตัวไปเปลี่ยนกะ...เดี๋ยวจะมีบอดี้การ์ดอีกชุดมารับใช้นะครับ”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นสายตาของน้ำหวานก็ละจากหนังสือพร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแต่ก็เปลี่ยนมาทำหน้าเรียบนิ่งแค่ไม่กี่วินาที เธอเงยหน้าขึ้นมองบอดี้การ์ดคนนั้น
“ไปสิ ฉันจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้”
“แต่...ครับ”
บอดี้การ์ดหนุ่มไม่พูดอะไรต่อเมื่อเห็นว่าเธอก้มลงไปอ่านหนังสือต่อโดยไม่สนใจเขา จึงได้แต่ตอบรับอย่างจำยอมก่อนจะหันไปหาเพื่อนๆของตนแล้วพยักหน้าเดินจากไป
เมื่อน้ำหวานรู้สึกว่าพวกเขาไปกันหมดแล้วจึงเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองยังประตูด้านหลัง บอดี้การ์ดสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ก็เดินออกไปเช่นกัน มันเป็นอย่างที่เธอคิดไว้ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนกะทุกคนทุกพื้นที่ที่มีการควบคุม
ยังไม่ทันที่บอดี้การ์ดจะเดินเข้าตัวบ้านไปเธอก็ลุกพรวดขึ้นแล้วปิดหนังสือรีบวิ่งไปยังประตูหลังทันที เพราะต้องมีคนเข้ามาเฝ้าประตูหลังต่อพวกเขาจึงไม่ได้ล็อคกลอนประตูเหล็กนั้นไว้ น้ำหวานมองซ้ายมองขวาอย่างระวังตัวก่อนจะเห็นบอดี้การ์ดที่เข้ามาเปลี่ยนกะเดินมาทางเธอ น้ำหวานจึงรีบเดินออกประตูหลังไปอย่าเงียบๆ แล้วรีบวิ่งไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้อย่างสุดชีวิต
“นายครับ...เธอหนีไปตามที่นายคาดไว้เลยครับ แต่....”
“แต่?”
“เราหาเธอบริเวณนั้นในรัศมีห้ากิโลเมตรตามที่นายสั่งแล้ว...เราไม่เจอเธอเลยครับ”
“หึ...ฉันคาดการณ์ผิดไปสินะ”
แฟรงค์ยกยิ้มแต่ในใจกลับร้อนใจไม่น้อย เขาลืมคิดไปว่าเธอไม่ใช่ลูกคุณหนูที่ไหน เธอเป็นเพียงลูกสาวชาวบ้านธรรมดาที่สามารถทำได้ทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองหนีรอด ความดิ้นรนของคนธรรมดาน่ากลัวกว่าพวกคนมีเงินอย่างพวกเขามากนักนั่นคือสิ่งที่เขาลืมคิดถึงเรื่องนี้
“เอายังไงต่อดีครับนาย”
“หาให้เจอ ทุกที่ ทุกแห่งไม่ว่าใกล้หรือไกล ถ้าหาไม่เจอไม่ต้องพัก”
“ครับนาย”
พูดจบแฟรงค์ก็ลุกขึ้นละจากงานทุกอย่างก่อนจะเดินนำธาวินไป แม้ใบหน้าของเขาจะเรียบนิ่งแต่เขาก็ดูหัวเสียไม่น้อย ที่ทุกอย่างผิดคาดไปหมด
ธาวินคิดว่าคงถึงเวลาที่น้ำหวานลูกสาวลุงวินัยที่ช่วยชีวิตพวกเขาจะได้รับรู้ถึงความน่ากลัวของเจ้านายเขาก็คราวนี้แหละ ทั้งที่ตอนแรกแฟรงค์ตั้งใจจะปล่อยเธอไปพร้อมบอกเรื่องพ่อ แต่...เธอดันดื้อด้านไม่เชื่อฟังเขาน่ะสิ...
.
.
.