ซ่า...
เสียงฝนสาดกระทบบานกระจกของตึกผู้ป่วย VIP อย่างหนัก สวนทางกับความเงียบสงัดภายในโถงทางเดินชั้นบนสุด นาฬิกาดิจิทัลบนผนังบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่กลับมีเงาเล็ก ๆ เงาหนึ่งกำลังเดินลากรองเท้าแตะไปตามทางเดินใต้แสงไฟสีขาวนวล
แพรวากำขวดน้ำพลาสติกเปล่าในมือแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มง้ำงอด้วยความง่วงงุนผสมกับความหวาดระแวง ดวงตากลมโตล่อกแล่กซ้ายทีขวาที
"ตู้กดน้ำบ้า... ทำไมต้องมาเสียตอนเที่ยงคืนด้วยเนี่ย" เธอขยับปากบ่นมุบมิบกับตัวเอง "แค่มากดน้ำนะแพรวา กดเสร็จแล้วก็รีบวิ่งลงไปเลย อย่าให้เจอคุณหมอหน้าดุคนนั้นเชียวนะ... สาธุ"
แต่ดูเหมือนแต้มบุญของคนโก๊ะจะทำงานผิดพลาด...
เท้าเล็กชะงักกึกแทบจะล้มคะมำ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังลอดมาจากมุมอับข้างห้องพักบุคลากรพิเศษ แพรวารีบตะครุบปากตัวเอง ถอยหลังกรูดไปแนบแผ่นหลังเข้ากับกำแพงเย็นเฉียบ
"อย่าให้หลุดอีก... เข้าใจใช่ไหม"
เสียงนั้นเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงความอำมหิตและแรงกดดันจนคนแอบฟังขนลุกซู่
"ถ้าใครรู้เรื่องนี้ก่อนเวลา... จัดการให้เรียบร้อย"
หมอคิม! ดวงตากลมเบิกกว้างสุดขีด หัวใจเต้นกระหน่ำจนปวดหนึบไปทั้งอก จัดการให้เรียบร้อย? จัดการอะไร? สมองที่กำลังตื่นตระหนกสั่งการให้สองขาก้าวหนี แต่ความกลัวกลับทำให้มือที่กำขวดน้ำอยู่สั่นเทาจนเผลอบีบขวดพลาสติก
กรอบ... ฝาขวดน้ำพลาสติกที่ปิดไว้ไม่สนิทดีดตัวออก หลุดลอยจากมือ หล่นกระทบพื้นกระเบื้อง
ก๊อก... กรุ๊งกริ๊ง... ฝาสีขาวกลิ้งหลุน ๆ ตัดความเงียบสงัด... ไปหยุดกึกอยู่ตรงหัวรองเท้าหนังสีดำขลับของใครบางคน
แพรวากลั้นหายใจ ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเงาสูงใหญ่ก้าวช้า ๆ ออกมาจากมุมมืด แสงไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าคมคายที่บัดนี้ไร้ซึ่งแววตาของหมอรักษาผู้คน มีเพียงสายตาดุดันที่กำลังจ้องมองเหยื่อ
"เดินเพ่นพ่าน... อีกแล้ว?"
น้ำเสียงเย็นเยียบกว่าสายฝนข้างนอกหลายเท่านัก แพรวาสะดุ้งเฮือก สองมือตะครุบขวดน้ำมากอด พยายามเค้นรอยยิ้มแหยที่สั่นระริกส่งไปให้
"น... หนู... หนูแค่มากดน้ำค่ะ! ตู้ข้างล่างมันเสีย หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจมาฟังนะคะ! เอ้ย! ไม่ได้ตั้งใจได้ยิน... ฮือ..."
ยิ่งพูดยิ่งเข้าเนื้อ แพรวาก้าวถอยหลังหนีสัญชาตญาณคุกคามที่แผ่ออกมาจากร่างสูง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับผนังทางเดินเข้าอย่างจัง หมดทางหนี คิมหันต์สาวเท้าเข้าประชิด ร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับลงมาจนเงาดำกลืนกินร่างเล็ก ๆ ของเธอไว้มิดชิด
"เมื่อกี้... ได้ยินอะไร?"
เขาไม่ได้ตะคอก แต่ระดับเสียงที่กดต่ำจนเกือบเป็นเสียงกระซิบนั้นกระแทกเข้ากลางใจคนฟัง คิมหันต์หรี่ตาลง ประเมินคนตรงหน้าที่กำลังตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
"ม... ไม่... ไม่ได้ยินอะไรเลยค่ะ! หนูสาบาน! หนูแค่... แค่เดินมากดน้ำจริง ๆ..." เธอหลับตาปี๋ ส่ายหน้าหวือ
คิมหันต์จ้องมองพวงแก้มขาวที่ซีดเผือดสลับกับริมฝีปากที่เม้มแน่น เขาล้วงมือออกจากกระเป๋ากาวน์ช้า ๆ ก่อนจะยื่นไปคว้าข้อมือเล็กที่กำลังกอดขวดน้ำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดขึ้นมา
แพรวาสะดุ้งเฮือก จะชักมือกลับก็สู้แรงบีบมหาศาลไม่ได้ ดวงตาคมปลาบหลุบมองพลาสเตอร์ยาบนนิ้วชี้ที่เผยอออกจนเห็นรอยเลือดซึม
"เลอะอีกแล้ว..."
เขาพึมพำในลำคอ คล้ายหงุดหงิด ก่อนที่ปลายนิ้วหัวแม่มือจะเกลี่ยเบา ๆ ลงบนหลังมือของเธอ... ชั่ววินาทีนั้น แพรวารู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นปราดจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ มันเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุอกออกมา
เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สบเข้ากับดวงตาคมเข้มที่จ้องลึกเข้ามา ราวกับจะสูบเอาลมหายใจของเธอไปจนหมด
"ถ้าไม่ได้ยิน... ก็ดี" คิมหันต์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างแก้มเนียน "แต่ถ้าได้ยินมากไป... ฉันจะไม่ปล่อยกลับไปง่าย ๆ เข้าใจใช่ไหม... แพรวา?"
สรรพนามที่ถูกเรียกเต็มปากเป็นครั้งแรกพร้อมกับน้ำเสียงแหบพร่าข้างใบหู ทำเอาขนอ่อนท้ายทอยของเด็กสาวลุกเกรียว
เธอพยักหน้ารัวและแรงราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนคำสั่ง ความร้อนประหลาดเห่อลามขึ้นสองข้างแก้มจนต้องรีบหลุบตาลงมองพื้น ขืนสบตากับเขาต่อไป เธอคงได้ขาดใจตายตรงนี้แน่ ๆ
คิมหันต์คลายแรงบีบที่ข้อมือ ปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระช้า ๆ มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่แพรวาอ่านไม่ออกเลยว่าเขากำลังพอใจ หรือกำลังคาดโทษ
"กลับไปเฝ้าตาเธอซะ... แล้วอย่ามาเดินเพ่นพ่านแถวนี้อีก"
แพรวารีบก้มหัวปะหลก ๆ สองขาสับตีนแตกวิ่งหนีกลับไปทางบันไดหนีไฟแทบจะทันที ไม่สนแล้วลิฟต์ ไม่สนแล้วน้ำเย็น!
คิมหันต์ยืนล้วงกระเป๋ามองตามแผ่นหลังเล็กที่วิ่งเตลิดไปจนลับสายตา รอยยิ้มจาง ๆ บนมุมปากเลือนหายไป แทนที่ด้วยความสับสนที่ฉายชัดในแววตา
ยัยเด็กบ๊อง... ถ้าฉลาดนัก ก็ควรจะวิ่งหนีไปให้พ้นหน้าเขาตั้งแต่วันนี้
เขาด่าตัวเองในใจ... เพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ดีว่า ไอ้ความรู้สึกที่ไม่อยากให้เธอหายหน้าไปไหนเลยต่างหาก... ที่เป็นเรื่องอันตรายที่สุด
สองวันต่อมา...
แพรวาใช้ชีวิตเหมือนนินจา เธอพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับผนังห้องพักผู้ป่วยมากที่สุด แม้คุณตาจะอาการดีขึ้นจนเริ่มบ่นหิวของอร่อย เธอก็ยืนกรานจะสั่งเดลิเวอรี่แทนการเดินลงไปโรงอาหาร เพราะกลัว... กลัวจะไปบังเอิญเดินชนปีศาจร้ายในชุดกาวน์คนนั้นเข้าอีก
แต่คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต... ยิ่งเธอหลบ คนที่เธอพยายามหนีกลับยิ่งเดินเข้าหาเสียเอง
ครืด...
เสียงประตูบานเลื่อนของห้องพักถูกเปิดออก แพรวาที่กำลังตักข้าวต้มเป่าฟู่ ๆ สะดุ้งโหยง ชามข้าวต้มแทบหลุดจากมือ เมื่อร่างสูงใหญ่ที่แสนคุ้นตาก้าวเข้ามา... วันนี้เขามาคนเดียว ไม่มีพยาบาลหรือแพทย์ฝึกหัดเดินตามหลังมาเป็นพรวนเหมือนทุกที
"ส... สวัสดีค่ะ คุณหมอ..." เธอรีบวางชามข้าวต้ม ยกมือไหว้ประหลก ๆ พยายามก้มหน้ามองแค่ปลายเท้าของเขา แต่ก็รับรู้ได้ถึงสายตาคมกริบที่กดทับลงมากลางกระหม่อม
คุณภักดีที่กำลังอ้าปากรอรับข้าวต้มหัวเราะในลำคอเบา ๆ มองหลานสาวที่ยืนเกร็งจนตัวแข็งทื่อสลับกับหมอเจ้าเจ้าน้ำแข็ง
"หลานสาวผมมันคงเกรงหมอมากไปมั้งเนี่ย วันก่อนเห็นบอกว่าหมอเอ็ดไปทีนึงเรื่องเดินหลงทาง ฮ่าๆ"
คิมหันต์ไม่ตอบรับคำแซวนั้น เขาเพียงแค่ดึงหูฟังแพทย์ ขึ้นมาตรวจฟังเสียงปอดและหัวใจของคุณภักดี สายตาจดจ่ออยู่กับกราฟบนมอนิเตอร์ ก่อนจะปรายตาช้า ๆ มาหยุดที่ก้อนมนุษย์ที่ยืนกุมมือทำตัวหดลีบอยู่ข้างเตียง
"นิ้ว... เป็นไงบ้าง"
คำถามสั้น ๆ ฟังดูเหมือนถามตามมารยาทแพทย์ แต่สายตาที่จดจ้องมองลึกลงไปนั้นเจาะจงเป้าหมายชัดเจน
แพรวารีบตะปบมือตัวเองไพล่หลังอัตโนมัติราวกับเด็กถูกจับได้ว่าแอบขโมยขนม
"ด... ดีแล้วค่ะ! ไม่เจ็บแล้วค่ะ แหะๆ..."
คิมหันต์พ่นลมหายใจออกทางจมูกเบา ๆ แทนที่จะถอยห่าง เขากลับก้าวประชิดเข้ามา ร่างสูงก้มลงเล็กน้อยคล้ายจะเอื้อมไปเช็กสายน้ำเกลือ แต่ท่อนแขนแกร่งกลับตวัดอ้อมไปด้านหลัง คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กแล้วดึงกลับมาด้านหน้าหน้าตาเฉย!
"ซ่อนทำไม?"
เสียงทุ้มถามชิดใกล้ แพรวาเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยความตกใจ หัวใจที่เพิ่งสงบลงได้สองวันกลับมาเต้นระรัวเป็นกลองรบอีกครั้ง
"หนู... หนูไม่ได้ซ่อนนะคะ..." เธอเถียงเสียงตะกุกตะกัก พยายามขืนข้อมือออก แต่ปลายนิ้วของเขากลับพลิกหงายมือเธอขึ้นมาตรวจสอบ พลาสเตอร์ยาสีเนื้อเยิน ๆ ที่มุมหนึ่งเผยอออกจนเห็นรอยแผลที่ยังไม่แห้งสนิทปรากฏแก่สายตา
"เลอะ... อีกแล้ว"
เขาพึมพำประโยคเดิมกับเมื่อคืนก่อน ไม่มีท่าทีดุด่า แต่คิมหันต์เอื้อมมือไปหยิบชุดทำแผลเล็ก ๆ จากตะกร้าท้ายเตียง ก่อนจะใช้เท้าลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าเธอ... โดยไม่ขออนุญาตสักคำ
"นั่งลง"
สั้น กระชับ เด็ดขาด แรงดึงเบา ๆ ที่ข้อมือทำให้แพรวาต้องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวอย่างไม่อาจขัดขืน
หมอหนุ่มก้มหน้าลงจัดการลอกพลาสเตอร์เก่าออกอย่างเบามือที่สุด ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง แพรวานั่งเกร็งจนแทบลืมหายใจ ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเธอได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจาง ๆ จากตัวเขา มันใกล้เสียจนเธอเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน
"คราวหลัง... ถ้าโดนมีดบาดอีก ก็กดกริ่งเรียกพยาบาล ไม่ต้องอวดเก่งทำเอง"
เขาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง มือหนาบรรจงแปะพลาสเตอร์แผ่นใหม่ลงบนปลายนิ้วเล็กอย่างประณีต
แพรวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ค... ค่ะ..."
คิมหันต์ชะงักมือเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอในระยะประชิด ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสีส้มอ่อนโยนในห้องพัก สวนทางกับอุณหภูมิความร้อนที่แผ่ซ่านจากฝ่ามือหนาที่ยังคงกอบกุมมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย
"หรือจะให้ฉันทำให้ก็ได้... ถ้าคิดจะทำเลอะเทอะอีก"
เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศ แต่กลับดังก้องไปถึงขั้วหัวใจคนฟัง ริมฝีปากหยักของเขาอยู่ห่างจากพวงแก้มที่กำลังแดงก่ำของเธอเพียงแค่คืบ แพรวารู้สึกเหมือนออกซิเจนในห้องถูกสูบออกไปจนหมด ตัวร้อนผ่าวจนแยกไม่ออกว่ากำลังป่วยหรือกำลังแพ้ทางสายตาคู่นี้กันแน่
เขาจัดการขยะในมือเสร็จสรรพ ลุกขึ้นยืน สอดสองมือเข้ากระเป๋า
"อย่าให้เลอะอีก"
เขาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงแพรวาที่ยังคงนั่งจ้องปลายนิ้วตัวเองนิ่งงัน