ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะ แข่งกับเสียงหยาดฝนที่สาดกระทบกระจกบานยักษ์ของตึกผู้ป่วย VIP ชั้นบนสุด
แฟ้มประวัติคนไข้เล่มหนาถูกปิดลงดังตั้บ คิมหันต์ถอนหายใจยาว นิ้วเรียวยาวแบบศัลยแพทย์ยกขึ้นนวดหว่างคิ้วตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ... ตีสองสิบห้า เขาเพิ่งจัดการเคสผ่าตัดด่วนเสร็จ ร่างกายสูงใหญ่ในชุดสครับสีเขียวเข้มดูอ่อนล้า แต่แววตาคมกริบใต้กรอบแว่นยังคงดุดันเป็นปกติชนิดที่พยาบาลเวรดึกยังพากันหลบสายตา
ร่างสูงผลักประตูห้องตรวจออกมาเตรียมจะกลับไปพัก แต่หางตาขวากลับสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่มุมโถงทางเดิน
“เอ๊ะ... ทางไปลิฟต์มันอยู่ตรงไหนเนี่ย เมื่อกี้ก็เดินมาจากทางนี้นี่นา...”
เสียงพึมพำงุ้งงิ้งดังมาจากก้อนกลม ๆ ในมุมมืด คิมหันต์หรี่ตาลง... เด็กผู้หญิง? ชุดนักศึกษาเปียกลู่แนบเนื้อ กระเป๋าผ้าแคนวาสยับยู่ยี่ถูกกอดเอาไว้แนบอก สภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำที่หลงฝูงมากกว่าจะเป็นญาติคนไข้ระดับวีไอพีของชั้นนี้
เขาล้วงมือเข้ากระเป๋าเสื้อกาวน์ ก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง
“มาทำอะไรตรงนี้?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเฉียบดังก้องในความเงียบ ถ้าเป็นคนอื่นคงสะดุ้งจนตัวสั่นและรีบก้มหน้าขอโทษ แต่ไม่ใช่กับผู้หญิงคนนี้
เด็กสาวสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับมาพร้อมดวงตากลมโตที่เบิกกว้าง
“เอ๊ะ? คุณหมอเหรอคะ!?” เธอชี้หน้าเขา ก่อนจะลดมือลงอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นสายตาดุ ๆ สองมือเล็กปัดปอยผมเปียกชื้นที่ปรกหน้าออกอย่างลนลาน “คือ... หนู... หนูหลงค่ะ! ฮือออ แพรวาหลง แพรวาจะกลับไปชั้นหก ไปหาคุณตา แต่กดลิฟต์ผิด ไม่รู้โผล่มาตึกนี้ได้ยังไง...”
ปากเล็ก ๆ นั่นขยับพูดรัวเป็นปืนกล คิมหันต์ยืนนิ่ง ปล่อยให้เธอลนลานอธิบายไป สายตาคมกวาดมองตั้งแต่ใบหน้าเล็กที่แดงจัดเพราะความอาย ไปจนถึงหยดน้ำฝนที่เกาะพราวบนเสื้อ... เสื้อที่เปียกจนบางเกินไป เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที กระแอมในลำคอเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“ชั้นนี้ไม่ใช่ทางผ่าน” เขาพูดเสียงเรียบ ข่มความรู้สึกแปลก ๆ ที่ตีรวนในอก “ถ้าไม่ใช่ญาติคนไข้ ก็อย่าเดินเพ่นพ่าน”
มันเป็นคำไล่ที่ชัดเจนและเย็นชาที่สุด แต่แม่ลูกหมาตกน้ำกลับพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างแข็งขัน
“ค่ะ! เข้าใจแล้วค่ะ! ขอโทษจริง ๆ นะคะ หนูจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ!”
พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวไปอีกทาง... ทางที่มีป้ายติดไว้ชัดเจนว่า ‘ห้องเก็บอุปกรณ์การแพทย์’
คิมหันต์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กดเสียงต่ำลงกว่าเดิม
“ลิฟต์อยู่อีกทาง”
ร่างเล็กชะงักกึก หันมายิ้มแหยแบบที่คนมองไม่รู้ว่าจะหงุดหงิดหรือขำดี ก่อนจะรีบสับเท้าวิ่งเหยาะ ๆ ไปทางโถงลิฟต์อย่างทุลักทุเล
หมอหนุ่มยืนล้วงกระเป๋ามองตามแผ่นหลังเล็กนั้นจนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง
ยัยเด็กบ๊องเอ๊ย... เขาส่ายหน้าเบา ๆ พยายามปัดความรู้สึกสะดุดใจทิ้งไป มันก็แค่ความผิดพลาดของเด็กหลงทางคนหนึ่ง ไม่มีอะไรต้องจำใส่ใจ
...เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ
เช้าวันต่อมา... แผนกผู้ป่วยสูงอายุ ชั้น 6
“โอย... เลือดออกอีกแล้ว”
แพรวานิ่วหน้า บ่นอุบอิบกับตัวเองขณะรีบดึงทิชชู่มาซับปลายนิ้วชี้ บนโต๊ะข้างเตียงมีแอปเปิ้ลที่ถูกปอกแหว่ง ๆ วิ่น ๆ วางอยู่ เธอตั้งใจจะปอกให้คุณตา แต่ความซุ่มซ่ามระดับพระกาฬก็ทำให้มีดเฉือนเนื้อตัวเองจนได้
แอ๊ด...
เสียงผลักประตูห้องพักดังขึ้น แพรวาเงยหน้าขึ้นมองอัตโนมัติ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตาเดินก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มประวัติ
ดวงตากลมโตเบิกกว้างอีกครั้ง ริมฝีปากอ้าค้าง รอยยิ้มแหยแบบเมื่อคืนผุดขึ้นมาบนใบหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เอ๊ะ... คุณหมอดุ ๆ เมื่อคืนนี่นา!”
เธอเผลอโพล่งออกไปเสียงดัง ก่อนจะรีบลนลานยกมือที่เปื้อนเลือดขึ้นไหว้
เคร้ง!
ความลนลานทำให้แขนไปปัดโดนจานแอปเปิ้ล มีดปอกผลไม้เล่มเล็กร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังลั่นห้อง
คิมหันต์ชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปตรวจชีพจรคนไข้ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองผลงานความพินาศบนพื้นสลับกับใบหน้าตื่นตระหนกของเด็กสาว
“ระวังหน่อย” เสียงทุ้มเอ่ยเตือนนิ่ง ๆ
“ขอโทษค่ะๆๆ หนูนี่มัน...” แพรวารีบก้มลงไปตะครุบเก็บมีด และแน่นอน... ความรีบร้อนทำให้คมมีดบาดเข้าที่ปลายนิ้วเดิมซ้ำอีกรอบ “โอ๊ย!”
คิมหันต์ลอบถอนหายใจ สายตาคมที่เคยมองคนไข้ด้วยความเคร่งขรึม ตวัดมองรอยเลือดสีสดบนนิ้วเล็ก ๆ นั่น แววตาดุดันเมื่อคืนอ่อนลงโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัว
“แกนี่มันจริงๆ เลยยัยแพรวา” คุณภักดีที่นอนพิงหมอนอยู่หัวเราะร่วน ก่อนจะหันมาทางหมอหนุ่ม “ขอบใจแกมากนะหมอคิมที่แวะมาดูคนแก่... นี่หลานสาวฉันเอง ชื่อแพรวา เพิ่งเรียนปีสุดท้าย ดันมาเฝ้าฉันจนจะกลายเป็นพยาบาลอยู่แล้วเนี่ย ฮ่า ๆ”
คิมหันต์พยักหน้ารับคำผู้ใหญ่ช้า ๆ มือก็จดบันทึกอาการลงในแฟ้ม แต่หางตายังคงจับจ้องไปที่เด็กสาวที่กำลังนั่งเป่าปลายนิ้วตัวเองฟู่ ๆ
แพรวา...
เขาค่อนข้างมั่นใจในความจำตัวเอง เขามีคนไข้และเครือข่ายคนรู้จักนับร้อย ไม่เคยมีชื่อไหนที่แค่ได้ยินก็ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกแปลก ๆ แบบนี้
แพรวาช้อนตากลมโตขึ้นมองสบตาเขาพอดี เธอยิ้มแหย ๆ ให้เขาอีกครั้ง รอยยิ้มที่เหมือนจะรู้ตัวว่าทำเรื่องขายหน้าลงไปเต็มประดา
คิมหันต์ไม่ตอบรับรอยยิ้มนั้น เขาปิดแฟ้มประวัติ โค้งศีรษะให้คุณภักดีเล็กน้อย
“คุณตาดีขึ้นมากแล้วครับ อีกสองสามวันน่าจะย้ายไปพักฟื้นที่บ้านได้... ผมขอตัวก่อน”
ร่างสูงเดินพ้นประตูห้องพักออกมามุ่งหน้าไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลกลาง
“หมอคิมรับออเดอร์ยาเพิ่มไหมคะ?” พยาบาลสาวเวรเช้ารีบเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“อืม...” เขาครางรับในลำคอ หยิบปากกาขึ้นมาเขียนสั่งยาลงในชาร์ตด้วยลายมือหวัด ๆ ก่อนจะชะงักปากกา ดึงสายตากลับมามองหน้าพยาบาล
“ขอพลาสเตอร์ยาเพิ่มด้วย”
พยาบาลเลิกคิ้ว “พลาสเตอร์ยา? ของคุณภักดีเหรอคะ? แกไม่มีแผล...”
“เอามาเถอะน่า” เสียงทุ้มตัดบทเรียบนิ่ง ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
เขาแค่รำคาญตา... ปล่อยให้เดินซุ่มซ่ามเลือดออกเรี่ยราดแบบนั้น มันผิดสุขอนามัยของโรงพยาบาลต่างหาก ไม่ได้มีเหตุผลอื่นเลยสักนิด