ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังต่อเนื่อง ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้อง V.I.P
แพรวายืนแข็งทื่ออยู่ปลายเตียง สองมือกำสายสะพายกระเป๋าผ้าใบเก่าเอาไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ลมหายใจของเธอสะดุดกึกเมื่อมองผ่านปลายเท้าขึ้นไป
เมื่อก่อน... หนูเป็นแค่เด็กหลงทางที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าโถงรอตรวจ... แต่ทำไมวันนี้...
เธอกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ตรงลำคอ ก้าวเท้าเข้าใกล้เตียงช้าๆ ราวกับกลัวว่าเสียงรองเท้าผ้าใบจะทำให้คนบนเตียงรำคาญ
ไหนล่ะคนที่ชอบดุหนู... ไหนล่ะคนที่ชอบทำหน้าดุๆ แล้วออกคำสั่ง... แพรวาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง มือเล็กเอื้อมไปแตะขอบฟูกอย่างกล้าๆ กลัวๆ ใบหน้าคมคายที่เคยมองเธอด้วยสายตาเอาแต่ใจ บัดนี้ถูกครอบทับด้วยหน้ากากออกซิเจน รอยเลือดจางๆ ตรงไรผมยังถูกเช็ดออกไม่หมด
ฟันซี่เล็กกัดลงบนริมฝีปากล่างตัวเองแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด แพรวารีบยกหลังมือขึ้นปาดหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมาใต้ตาออกลวกๆ กลัวว่ามันจะหยดเปื้อนผ้าปูเตียงสีขาวของเขา
"คุณรู้ไหม..." เธอเค้นเสียงกระซิบแหบพร่าออกมาให้ดังกว่าเสียงเครื่องช่วยหายใจ "ตอนนี้หนูก็ยังซุ่มซ่าม... เดินชนราวบันไดอยู่เลยนะ..."
ไร้เสียงตอบรับ...
"ตอนหนูรีบปั่นจักรยานมาหาคุณ..." แพรวาสูดจมูก ฝืนฉีกยิ้มทั้งที่น้ำตายังไหลเปรอะแก้ม "หนูเบรกไม่อยู่... เกือบล้มหน้าทิ่มลงทางลาดโรงพยาบาลด้วยซ้ำ..."
เสียงหัวเราะฝืดเฝื่อนของเธอขาดห้วง กลายเป็นเสียงสะอื้นฮัก
เธอก้มหน้าลง สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะวางกระเป๋าผ้าลงบนเก้าอี้ ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง มือเล็กค่อยๆ เอื้อมไปแตะหลังมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยเจาะของเข็มน้ำเกลือ แพรวาสั่นไปทั้งมือ ไม่รู้ว่าต้องกุมมือเขาเบาแค่ไหนถึงจะไม่ทำให้รอยเข็มพวกนั้นเจ็บ
ดุหนูสิคะ... ตื่นขึ้นมาดุหนูสักคำก็ยังดี...
เธอบีบมือเขาแน่นขึ้นอีกนิด ซุบใบหน้าลงกับท่อนแขน ปล่อยให้ปลายผมชี้ฟูตกลงมาปรกหลังมือของเขา
จังหวะที่ขยับตัว หางตาก็พลันสะดุดเข้ากับแฟ้มปกหนังสีน้ำเงินเข้มที่วางเปิดอ้าทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง
'สัญญาดูแล: คุณวารี'
พร้อมตราประทับสีทองของเครือธารา...
ภาพผู้หญิงในชุดเดรสสีแดงรัดรูปที่เดินเชิดฉายออกจากคอนโดของเขาผุดขึ้นมาในหัว แพรวากะพริบตาถี่ๆ มองกระดาษแผ่นนั้น
หนูมีอะไรไปเทียบเขาได้บ้างล่ะ...
เธอแค่นยิ้มบางๆ มือเล็กเอื้อมไปพับปิดแฟ้มปกหนังนั้นเสียงดัง ปึก แล้วดันมันออกไปจนสุดขอบโต๊ะให้พ้นสายตา
"หนูจะไม่ถามหรอกนะคะ..." แพรวาก้มหน้าลง กระซิบชิดหลังมือหนาที่เย็นเฉียบ "ว่าคุณไปมีข้อตกลง... ไปมีสัญญากับใครบ้าง..."
หยดน้ำตาร่วงแหมะลงบนหลังมือของเขา
"เพราะหนู... ก็ไม่ได้เป็นใครในกระดาษพวกนั้นอยู่แล้ว..."
แพรวายกมือของเขาขึ้นมาทาบกับหน้าผากตัวเอง หลับตาลงรับไออุ่นจางๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ผ่านผิวหนัง แม้มันจะสั่นเทาเพราะสายน้ำเกลือ แต่ก็ยังอุ่นพอให้เธอรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้
"หนูไม่ได้ขอให้คุณมารักหนูก็ได้..." เธอสะอื้นฮัก ซุกหน้าลงกับฝ่ามือใหญ่ "แต่คุณ... อย่าหายไปไหนเลยนะคะ..."
เสียงสะอื้นค่อยๆ เงียบลง แพรวานอนกุมมือเขาหลับไปทั้งน้ำตา ท่ามกลางเสียงเครื่องวัดชีพจรในห้องที่กว้างเกินไปสำหรับคนสองคน
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ มหาวิทยาลัย
แคร่ก... แคร่ก!
"โธ่เอ๊ย... รูดไม่เข้าอีกแล้ว"
แพรวาก้มหน้าก้มตายัดปึกชีทรายงานลงในกระเป๋าผ้าใบโปรดที่หูหิ้วเริ่มรุ่ย แต่ยิ่งพยายามรูดซิป มุมกระดาษก็ยิ่งปลิ้นโผล่ออกมา
"ไอ้แพร! มัวทำอะไรอยู่ ยัดกระเป๋าดีๆ หน่อยสิ เดี๋ยวชีทก็ปลิวหายหมดหรอก!" เพื่อนสนิทที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนม้านั่งหน้าคณะตะโกนแซว
"รู้แล้วๆ แฮะๆ... ฉันลืมดูว่าซิปมันแตกน่ะ" แพรวาเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะเก้อๆ ยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผาก ดึงชีทยัดกลับเข้าไปใหม่แล้วคว้าสายกระเป๋าขึ้นมาพาดบ่า
ในห้องเลกเชอร์... เสียงอาจารย์บรรยายผ่านไมโครโฟนดังต่อเนื่อง แพรวากดปากกาจดตามสไลด์ยิกๆ แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ปลายปากกาก็หยุดชะงัก
สายตาของเธอเหลือบมองกระเป๋าผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ
ภายใต้เนื้อผ้าบางๆ นั้น มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่เธอตั้งสั่นทิ้งไว้มาหลายวัน แพรวาเผลอเอื้อมมือไปลูบคลำหน้าจอโทรศัพท์ผ่านเนื้อผ้าเบาๆ
ยังไม่ตื่นเหรอคะคุณหมอ...
เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สลัดหัวไล่ความคิดออกไป แล้วก้มหน้าลงจดเลกเชอร์ต่อ... โดยไม่ทันสังเกตว่าหมึกปากกาในมือลื่นปรื๊ด เลอะปลายนิ้วชี้ไปหมดแล้ว
ช่วงบ่าย หลังเลิกคลาส
"ไปหาข้าวกินกันพวกแก ฉันหิวจนตาลายแล้วเนี่ย"
แพรวากอดปึกชีทไว้แนบอก เดินคุยหัวเราะลงมาจากตึกเรียนพร้อมเพื่อนอีกสองคน เธอก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย กำลังจะเลี้ยวตรงมุมรั้ว...
เพล้ง!
"อุ๊ย!"
แพรวาสะดุดเข้ากับขอบปูน ถลาไปชนกระถางต้นไม้เล็กๆ ริมทางเดินจนล้มแตกกระจาย ดินสีดำร่วนกระเด็นเลอะส้นรองเท้าผ้าใบและชายกระโปรง
"ขอโทษค่ะๆ!" เธอร้องเสียงหลง รีบวางปึกชีทลงบนพื้นแล้วก้มลงกอบเศษกระถางและดินอย่างทุลักทุเล
"โอ๊ย ไอ้แพร! พอแล้วๆ" เพื่อนหัวเราะลั่น รีบดิ่งเข้ามาคว้าแขนดึงเธอให้ลุกขึ้น "เดี๋ยวก็เลอะหัวเลอะหน้าหรอก ไปเถอะ ป้าภารโรงแกมาเก็บเองแหละ!"
ห่างออกไปไม่ไกลนัก... หลังแนวต้นไม้ใหญ่ของสวนมหาวิทยาลัย
ภพ บอดี้การ์ดมือขวาของคิมหันต์ ยืนกอดอกพิงต้นไม้ นัยน์ตาคมกริบใต้แว่นกันแดดสีดำจับจ้องไปยังภาพเด็กผู้หญิงที่กำลังยืนปัดเศษดินออกจากชายกระโปรงด้วยท่าทางเด๋อด๋า
มุมปากของชายชุดดำกระตุกขึ้นนิดๆ
"ซุ่มซ่ามจริง..." ภพพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ครืด...
โทรศัพท์ในมือเขาสั่นเตือน ภพยกหน้าจอขึ้นมาดู ข้อความสั้นๆ เด้งขึ้นมาจากลูกน้องที่เฝ้าหน้าห้อง V.I.P
[คนไข้ V.I.P. ยังไม่ฟื้น 100% อาการคงที่ รอหมอตรวจซ้ำครับพี่]
ภพกดล็อกหน้าจอ เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าสูท ก่อนจะยกปลายนิ้วขึ้นกดหูฟังบลูทูธ
"ไม่ต้องให้ใครเข้าใกล้เด็กคนนี้... โดยที่ฉันไม่รู้เด็ดขาด"
น้ำเสียงของเขานิ่งสนิท ราบเรียบ และเฉียบขาด... สัญชาตญาณของคนทำงานโลกใต้ดินบอกเขาทันทีว่า ผู้หญิงเปิ่นๆ ที่กำลังหัวเราะร่วนอยู่ตรงหน้านี้ คือ 'จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด' ของเจ้านายเขา
แพรวาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกจับตามอง เธอแค่ฉีกยิ้มโก๊ะๆ คุยกับเพื่อนเรื่องร้านข้าวแกงหน้าปากซอย เสียงหัวเราะช่วยกลบความวุ่นวายในหัวใจไปได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
เดี๋ยวคืนนี้... หนูจะแอบไปหาคุณอีกนะคะ...