วินาทีต่อมา ริมฝีปากอุ่นของเขาก็แตะลงบนริมฝีปากของเธออย่างแผ่วเบา
อิงดาวเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินชัด สองมือเผลอจิกลงบนแขนของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว เธอลืมไปเสียสนิทว่าแขนของวาคินน์ยังมีบาดแผลอยู่
เขานิ่งรับความเจ็บนั้นไว้เงียบ ๆ แต่ยังคงจูบเธอต่อไปอย่างอ่อนโยน
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ผลักไส
อิงดาวเองค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ ตอบรับ
จูบของเขาที่ไม่ได้เร่งเร้า ไม่ได้ดึงดัน หากแต่นุ่มนวล ละมุน และอบอุ่นกว่าที่เธอเคยคิดไว้เสียอีก
วาคินน์จึงค่อย ๆ กดริมฝีปากลงลึกขึ้นเพียงเล็กน้อย
ความอ่อนหวานนั้นทำให้เธอเผลอครางแผ่วออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“อื้อ...”
เสียงเบานั้นแทบจะละลายหายไปกับลมหายใจของทั้งคู่
เวลาผ่านไปเกือบสองนาที ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ผละออกอย่างช้า ๆ
เมื่ออิงดาวลืมตาขึ้น เธอก็พบว่าเขากำลังมองเธออยู่ใกล้เพียงคืบ
สายตาคมคู่นั้นมีรอยยิ้มบาง ๆ ซ่อนอยู่
“ไม่หนีจริงด้วย..”
เขาพูดเสียงต่ำ แผ่วราวกับกระซิบ
อิงดาวหน้าแดงจัดทันที ความร้อนวูบขึ้นมาถึงใบหู
“พี่วาคินน์…” น้ำเสียงเธอหงุดหงิดที่เขาเย้ย
เธอจะชะงักทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นแขนของเขา มือของเธอยังจับมันไว้แน่นเกินไป จนเลือดซึมออกมาจากแผลเดิม
สายตาของทั้งสองสบกันพอดี
“โอ๊ย...”
“พี่เจ็บ”
เสียงร้องของเขาทำให้อิงดาวสะดุ้ง รีบปล่อยมือทันที
“ขอโทษค่ะ! เจ็บมากไหมคะ”
เธอถามอย่างร้อนรน แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ทั้งที่แก้มของเธอยังคงร้อนผ่าวจากจูบเมื่อครู่
วาคินน์มองหน้าเธอ ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“เจ็บมาก…”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะโน้มหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด
“…แต่ถ้าได้จูบอีกครั้ง พี่อาจจะหายเจ็บก็ได้นะ”
อิงดาวเม้มปากแน่น พยายามกลั้นยิ้มและซ่อนความเขินที่กำลังเอ่อล้น ก่อนจะตอบกลับเสียงเบา
“งั้นก็เจ็บต่อไปเถอะค่ะ…”
เธอยกกล่องปฐมพยาบาลมาเปิดอีกครั้ง
“อยู่นิ่ง ๆ ค่ะ”
เธอพูดเสียงจริงจัง พลางดึงแขนของเขามาใกล้ตัว
วาคินน์มองเธอที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำแผล ก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่ม
“ห่วงพี่ใช่ไหม”
อิงดาวส่ายหน้าเบา ๆ โดยไม่เงยขึ้นมามอง
“เปล่าค่ะ ดาวเป็นคนทำให้เลือดซึม ดาวก็ต้องรับผิดชอบ”
เธอพูดพลางค่อย ๆ ซับเลือดออก แล้วล้างแผลให้เขาอย่างเบามือ
วาคินน์มองปลายนิ้วของเธอที่แตะแขนเขาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“ก็จริงนะ…”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
“แล้วที่พี่จูบเมื่อกี้ ดาวจะรับผิดชอบพี่ด้วยไหม”
อิงดาวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปค้อนเขาอย่างเขิน ๆ
“ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในสัญญา…พี่อย่าหวังเลยค่ะ”
เธอพึมพำเบา ๆ
วาคินน์กระตุกยิ้มมุมปากพลางหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี
นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างมีความหมาย
"หึ... อ้างเรื่องสัญญาไปเถอะ" เขาพึมพำเสียงทุ้มต่ำ
"สักวันหนึ่ง พี่จะทำให้เธอยอมจำนนด้วยความเต็มใจ โดยไม่ต้องยกข้อตกลงพวกนั้นขึ้นมาอ้างอีกเลย"
เขายังมองเธอไม่ละสายตา
ไม่นานนักเธอก็ทำแผลเสร็จเรียบร้อย
อิงดาวปล่อยแขนเขา ก่อนจะปิดกล่องปฐมพยาบาล
“เสร็จแล้วค่ะ”
เธอลุกขึ้นยืนทันที
“พี่ไปอาบน้ำเถอะ ดาวจะเตรียมมื้อค่ำให้”
เธอพูดอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าเขาจะรั้งตัวเธอไว้อีกเหมือนเมื่อครู่
วาคินน์มองท่าทีรีบร้อนนั้นแล้วอมยิ้มอย่างรู้ทัน
“รับทราบครับผม”
เขาตอบเสียงสบาย ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเข้าไปในห้องนอนอย่างว่าง่าย
อิงดาวถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเขาเดินลับสายตาไปแล้ว มือบางแตะริมฝีปากตัวเองอย่างเผลอ ๆ ก่อนจะรีบสะบัดความคิดนั้นทิ้ง
เธอเดินไปที่โต๊ะ หยิบถุงอาหารที่เตรียมไว้ขึ้นมา
กลิ่นหมาล่าเริ่มลอยหอมขึ้นทันทีที่เธอเปิดกล่องออก เธอนำเข้าไมโครเวฟอุ่นให้ร้อน
จานอาหารถูกจัดวางอย่างตั้งใจ บนโต๊ะเล็กมีทั้งเนื้อย่าง ลูกชิ้น เต้าหู้ และผักหลากสีสันวางเรียงกันอย่างน่าทาน พร้อมด้วยชามน้ำซุปในชามใบโตที่เตรียมไว้รอเขาโดยเฉพาะ"
ไม่นานนัก เสียงประตูห้องนอนก็เปิดออก
วาคินน์เดินออกมาพร้อมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงลำลอง ผมยังเปียกหมาด ๆ ดูสบายกว่าตอนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
เขาหยุดมองโต๊ะอาหารที่ถูกจัดไว้แล้ว ก่อนจะเลิกคิ้วนิด ๆ
“หมาล่าจริงด้วย”
อิงดาวเงยหน้ามองเขา
“รีบมากินก่อนค่ะ เดี๋ยวจะหายร้อน...ว่าแต่พี่จะทานได้ไหมกลัวแสบแผลที่ปาก”
วาคินน์เดินมานั่งตรงข้ามเธอ กลิ่นเผ็ดหอมของหมาล่าลอยคลุ้งไปทั่วห้อง
ในเมื่อเธอตั้งใจซื้อมาให้เขา แม้จะแสบแผลบ้างก็คงต้องทน
“ก็ทานได้สิ ทำไมจะไม่ได้” เขาตอบเธอทันที
เขาคีบเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“อร่อย”
อิงดาวยิ้มบาง ๆ อย่างโล่งใจ
“พี่ชอบก็ดีแล้วค่ะ...แม้ดาวจะทำอาหารไม่เป็นแต่ดาวก็จะดูแลเรื่องอาหาร และทำความสะอาดคอนโดได้”
วาคินน์พยักหน้า มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคีบลูกชิ้นใส่ชามของเธอ
“กินด้วยกันสิ พี่ไม่อยากกินคนเดียว ชามใหญ่ขนาดนี้กินคนเดียวไม่หมดหรอก”
อิงดาวมองชาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
สุดท้ายเธอก็คีบมันขึ้นมากิน
ความเผ็ดร้อนของหมาล่ากระจายอยู่บนปลายลิ้น
ทั้งสองคนต่างหัวเราะออกมาเบา ๆ
วาคินน์เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ ก่อนจะเลื่อนมันไปวางตรงหน้าเธอ
“เผ็ดแต่สู้มากนะเรา”
เขาพูดพลางมองหน้าเธออย่างขำ ๆ
อิงดาวย่นจมูกเล็กน้อย แก้มแดงจากความเผ็ด
“ก็มันอร่อยนี่คะ”
เธอตอบพลางคีบเส้นเข้าปากอีกคำ ถึงจะเผ็ดจนต้องรีบหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ
วาคินน์มองภาพนั้นแล้วหัวเราะในลำคอ
“อร่อยก็ทานเยอะ ๆ คืนนี้ต้องใช้แรงหน่อย”
คำพูดของเขาทำเอาอิงดาวชะงัก ตะเกียบในมือหยุดกลางอากาศทันที
เธอเงยหน้ามองเขาอย่างระแวง
วาคินน์เห็นสีหน้าของเธอแล้วก็ยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้
“พี่หยอกเล่น”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“พี่เจ็บไปทั้งตัว จะไปทำอะไรดาวได้ล่ะ”
อิงดาวเม้มปากนิด ๆ เหมือนจะค้อน แต่สุดท้ายก็หลุดยิ้มออกมา
วาคินน์จึงคีบเนื้อใส่ชามของเธออีกชิ้น
“มาทานต่อเถอะ อย่ามัวแต่กังวล”
เขาพูดเสียงสบาย ๆ
อิงดาวพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าลงทานอาหารต่ออย่างเงียบ ๆ สายตาของเธอเผลอมองไปทางเขาเป็นระยะ ราวกับกำลังชั่งใจอยู่กับบางอย่างที่เก็บไว้ในความคิด
วาคินน์สังเกตท่าทีลังเลนั้นได้ จึงเงยหน้ามองเธอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“มีอะไรจะพูดกับพี่ก็พูดมาเถอะ ”
“พี่คินน์ค่ะ คือเสาร์อาทิตย์นี้ดาวนัดกับเพื่อนว่าจะไปทะเลก่อนหน้าที่จะมาอยู่กับพี่ เสาร์นี้ดาวไปได้ไหมคะ?.”
เขาทำหน้าครุ่นคิด
“คิดดูก่อน”
อิงดาวสบตาเขาทำตาละห้อยเหมือนขอร้องให้เขาอนุญาต
“เพื่อนบอกพา..แฟน...เอ่อ...พี่คินน์ไปได้”
วาคินน์ถึงกับหัวเราะ
“ถ้างั้นก็ไม่ต้องถาม ไปได้ตลอดถ้าดาวอยากไป”
“จริงนะคะ”
เขาพยักหน้ารับตอบตกลง
ผ่านไปสักพัก วาคินน์ก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองเธอที่ยังตั้งหน้าตั้งตาคีบเนื้อ คีบผักเข้าปากอย่างมีความสุข
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ดูอบอุ่นราวกับว่าความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองกำลังค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด…