“สองคนพี่น้องกำลังทำอะไรกัน ดูรักกันดีเชียว” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู เป็นเสียงที่ฉันคุ้นเคยมาก ฉันกับควินน์จึงได้หันไปมองพร้อมกัน
“ท่าน…พี่” ฉันเผลอปากพูดออกไปเพราะกำลังตกตะลึงกับคนที่ฉันไม่คิดว่าจะเจอ แอรอน กำลังยืนพิงประตูอยู่พร้อมกับส่งยิ้มมาให้พวกเรา นี่เขามาทำอะไรที่นี่ แต่จู่ๆเสียงหัวใจของควินน์เต้นแรงขึ้น เขากำลังตกใจและกลัวอะไรบางอย่าง ทำไมเขาถึงปฏิกริยาแบบนี้เมื่อเห็นแอรอนด้วย พวกเขาเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอ
“นายมีธุระกับฉันหรอ”ควินน์ถอยออกไปจากตัวฉัน พร้อมกับเดินตรงไปที่แอรอน ฉันพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แม้ว่าจะอยากเข้าไปคุยกับเขามากแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในร่างรอยซ์ และฉันก็ไม่ต้องการให้เขารู้ว่าฉันคือเซเวียร์
“ก็นิดหน่อย…แต่ดูเหมือนนายกำลังยุ่งนะ” แอรอน มองผ่านควินน์มาที่ฉัน สายตาของเขาเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่างในตัวฉัน เขาคงไม่ได้จับพิรุธอะไรได้หรอกนะ
“ตอนนี้เสร็จแล้ว” ควินน์เดินผ่านแอรอนออกประตูไป แต่แอรอนกลับยังยืนอยู่ท่าเดิม และยังคงจ้องมาที่ฉัน
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะรอยซ์ ได้ข่าวว่านายไม่สบาย ตอนนี้หายดีแล้วหรอ”
“ครับ” ฉันตอบคำถามของแอรอนนิ่งๆ
“รีบไปคุยธุระของนายเถอะ ฉันยังมีงานต้องทำอีก” ควินน์ที่ยืนอยู่นอกห้องหันมาเร่งแอรอน
“ได้ๆ” แอรอนส่งยิ้มมาให้ฉันก่อนจะเดินออกไป
ท่านพี่ ดูท่าทางท่านยังสบายดี น้องชายไม่อาจเปิดเผยตัวได้ ขอท่านพี่ยกโทษให้น้องด้วย
ฉันมองตามหลังแอรอนไป ยังไงเขาก็เป็นพี่ชายที่ดีกับฉันมากๆ แต่ฉันต้องหักห้ามใจ เพราะฉันไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถเปิดเผยตัวตนได้เลย
หลังจากที่ฉันลองปล่อยพลังแล้วเก็บพลังหลายครั้ง ฉันก็เริ่มควบคุมพลังของตัวเองได้ดีขึ้น แล้วฉันก็ได้ลองใช้อาวุธต่างๆ เหมือนว่าร่างกายนี้มันจะคุ้นชินกับอาวุธเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะจับอาวุธชิ้นไหนออกมา ฉันก็สามารถออกท่าได้อย่างง่ายดาย นึกไม่ถึงเลยว่ารอยจะเก่งขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเวลาตอนที่เขาเล่าเรื่อง มันจะดูตลกก็เถอะ
“สายขนาดนี้แล้วหรอเนี้ย..”
ตอนนี้ฉันกำลังรีบกลับไปที่ห้อง เพราะเอาแต่ฝึกซ้อมจนลืมเวลา ตอนนี้ก็สายมากแล้ว ไม่รู้ว่าควินน์จะเข้าไปที่ห้องหรือยัง หากเขาเข้าไปแล้วไม่เจอฉัน เขาจะออกไปนอนที่อื่นหรือปล่าวนะ
“อ้าวรอยซ์ สายขนาดนี้แล้ว ยังไม่ไปพักผ่อนอีกหรอ” ฉันหันไปทางต้นเสียง แอรอน นี่เขายังไม่กลับอีกหรอ เขาพึ่งออกมาจากห้องตรวจของดีแลน หรือเขามีอาการป่วยตรงไหนถึงได้พึ่งออกมาในเวลานี้
“ผมซ้อมจนลืมเวลาน่ะครับ องค์ชายยังไม่กลับหรอครับ” ทันทีที่ฉันพูดออกไป ดวงตาของแอรอนเผยความตกใจออกมา หรือว่าฉันพูดอะไรผิดไป
“อ้อ…นายความจำเสื่อมสินะ ฉันเป็นดยุกแล้ว ไม่ใช่องค์ชาย..” นี่แอรอนเป็นดยุคแล้วงั้นหรอ จริงด้วยสินะ ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว ฉันน่าจะคิดได้สิ
“อ่อครับ ท่านดยุก”
“ว่าแต่…ในเมื่อนายเสียความทรงจำ ทำไมถึงรู้ว่าฉันเป็นเคยองค์ชาย ไม่มีคนเรียกฉันแบบนี้นานแล้วด้วย” แอรอนพูดพร้อมจ้องมาที่ฉัน สายตาของเขาทำให้ฉันรู้สึกกลัว นี่ฉันเผยพิรุจออกไปสินะ
“คือว่าผม…”จะแก้ตัวยังไงดี
“เขาเคยเห็นรูปของนายในหนังสือน่ะ ตอนรักษาตัวเขาว่างมาก ฉันเลยหาหนังสือมาให้เขาอ่าน” ควินน์เดินมาอยู่ด้านหลังของฉัน นี่เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“อ่อ อย่างนี้นี่เอง” แอรอนส่งยิ้มอบอุ่นให้ฉัน
“นี่ก็สายมากแล้ว ทำไมนายยังไม่กลับไปนอน” ควินน์หันหน้ามาดุฉัน เหมือนว่าเขาพึ่งออกมาจากห้องทำงาน
“ฉันกำลังจะกลับห้องนี่แหละ” ฉันหันไปมองทางอื่นไม่อยากสบตาตอนที่ควินน์ตอนงุดหงิดเลย
“นายพึ่งจะหายป่วยหัดดูแลตัวเองซะบ้าง” ก็ยังโดนบ่นอยู่ดี คืนนี้เขาคงไม่เข้าไปนอนห้องฉันแล้วมั้ง แล้วฉันจะนอนหลับลงได้ยังไง
“งั้นฉันกลับก่อนละกัน ไว้เจอกันนะ รอยซ์” แอรอนหันมายิ้มให้ฉัน ก่อนจะเดินออกไป ทำไมเขาถึงหันมาบอกฉัน หรือความสัมพันธ์ของรอยซ์กับแอรอนจะสนิทกันกว่าที่ฉันคิด
“กลับห้อง!!!”
“เอ๊ะ…” จู่ๆควินน์ก็จับข้อมือฉัน แล้วกระชากฉันอย่างแรงให้เดินตามเขา นี่เขาโมโหอะไรฉันอีกล่ะเนี้ย
ปั้ง!!
ควินน์พาฉันมาที่ห้อง ก่อนจะปิดประตูอย่างแรง ฉันได้แต่มองไปที่เขาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“เก็บความเป็นเซเวียร์ของนายกลับไปซะ ตอนนี้นายเป็นรอยซ์!! ก็ต้องทำตัวให้สมกับที่เป็นรอยซ์ด้วย!! เข้าใจที่ฉันพูดไหม…!” จู่ๆควินน์ก็เดินโถมเข้ามาใส่ฉันจนฉันถอยหลังชิดกำแพง แล้วเขาก็ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะอารมณ์โกรธ
“นายกำลังพูดถึงอะไร” จะบอกให้ฉันทำตัวให้เหมือนรอยซ์ แล้วฉันรู้หรือไง ว่าปกติแล้วรอยซ์ทำตัวอย่างไรน่ะ ก็เขาไม่เคยบอกอะไรฉันเลย แล้วยังมาหงุดหวิดใส่ฉันอีก
“นายฉลาดออกขนาดนี้ ฉันรู้ว่านายเข้าใจ ฉันไม่ว่างมาตามล้างตามเช็ดให้นายแบบนี้ตลอดนะ เก็บไปพิจารณาตัวเองซะ!!!” ควินน์มองต่ำมาที่ฉัน ทั้งๆที่ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรผิด ถ้าคนอื่นสงสัยในตัวฉัน เพราะนิสัยที่ต่างกัน ก็บอกฉันดีๆก็ได้ ทำไมต้องโมโหขนาดนั้นด้วย
“งั้นนายก็พูดมาสิ!! ว่าฉันต้องทำยังไง เพราะนายไม่เคยพูด ไม่เคยบอกฉันเลย เอาแต่หลบหน้าฉัน แล้วนายก็เอาอารมณ์ของนายมาลงที่ฉันเนี้ยนะ นายเองก็ควรจะพิจารณาตัวเองด้วย ไม่ใช่มาโทษแต่ฉันแบบนี้!!”
“นี่!!!…..”ควินน์ตกใจที่ฉันระเบิดอารมณ์ออกไปแบบนั้น แล้วดวงตาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติ
“เราคุยกันดีๆไม่ได้หรอ ฉันก็ไม่อยากทำให้นายลำบากใจ แต่ช่วย…พูดกับฉันดีๆ…ได้ไหม” น้ำตาของฉันเออนองขึ้นมาที่รอบดวงตา มันมาจากความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้น ที่สะสมเอาไว้มานาน
“ฉัน….ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันขอโทษ….ฉันขอโทษ….” ควินน์มองมาที่ฉันด้วยสายตาสำนึกผิดก่อนจะฟุบหน้าลงที่ไหล่ของฉัน ทำให้น้ำตาที่เอ่อนองของฉันไหลลงมาอาบแก้มอย่างห้ามไม่ได้ ฉันรู้ว่าเราทั้งคู่ต่างก็อึดอัดไม่แพ้กัน ความรู้สึกมากมายมันทำให้เราไม่พูดกัน จนมันนำมาสู่ความเงียบ แล้วก็จบลงที่ระเบิดอารมณ์ใส่กับแบบนี้
“ฉันไม่อยากเสียนายไป…ไม่ว่าจะใคร ทั้งรอยซ์และนาย ฉันไม่อยากเสียใครไปทั้งนั้น” ควินน์กำลังพูดถึงเรื่องอะไร ทำไมต้องเสียฉันไป หรือเป็นเพราะแอรอน เขาถึงได้มีความคิดแบบนี้ เพราะถ้าหากแอรอนรู้เรื่องนี้เข้า ไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรกับฉันบ้าง ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้ต้องการให้เป็นอย่างนั้น
“ตราบใดที่ฉันยังยืนยันว่าฉันคือรอยซ์ ใครจะว่าอะไรได้ นายคิดมากเกินไปแล้ว”
“งั้นหลังจากนี้ นายต้องไม่ห่างจากฉัน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครสงสัยนายไปกว่านี้” ควินเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉัน พร้อมกับเยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่แก้มของฉัน
“นายเองไม่ใช่หรอที่พยายามหลีกเลี่ยงฉัน แล้วฉันก็ไม่ได้อยากจากนายไป” จบคำพูดของฉันควินน์ก็ดึงฉันเข้าไปกอดไว้ มันเป็นอ้อมกอดที่อุ่นมาก ตั้งแต่คืนนั้นฉันก็ไม่ได้สัมผัสกับความอบอุ่นนี้เลย และฉันก็อยากจะอยู่ในอ้อมกอดของเขาแบบนี้ไปนานๆ
{ควินน์}
การที่ผมกับเซเวียร์ทะเลาะกัน ทำให้ผมได้รู้ว่า สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย เพราะแอรอนมาปรากฏตัวที่นี่ ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าแอรอนรักเซเวียร์มากแค่ไหน นั่นมันทำให้ผมรู้สึกหึงเซเวียร์ขึ้นมา เพราะถ้าแอรอนรู้ถึงการมีอยู่ของเซเวียร์ล่ะก็ เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะนำตัวเซเวียร์กลับไปแน่ มันเลยทำให้ผมสติหลุด จนกระทั่งเสียงของเซเวียร์ได้ปลุกให้ผมได้สติขึ้นมา เพราะผมเอาแต่หลีกหนีเซเวียร์ มันเลยยิ่งทำให้ผมเครียดกับตัวเองมากเกินไป จนผมมาใส่อารมณ์กับเซเวียร์แบบนี้
หลายวันต่อมา
{เซเวียร์}
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ฉันจะออกทำภารกิจครั้งแรก พวกเราจะออกเดินทางกันในตอนเช้า เพราะกลางวันมอนสเตอร์จะไม่ออกล่า จึงเป็นเวลาที่ไนท์คีฟเปอร์ผลัดเปลียนทีมที่จะไปเฝ้าฐาน แล้วแต่ละฐานก็จะเดินทางคนละวันกัน หนุนเวียนกันไป วันนี้เป็นคิวของทีมลูคัสพอดี แล้วฉันก็ทำเขาป่วย จนควินน์ต้องมาทำหน้าที่แทน
“นายต้องใส่แบบนี้” ควินท์กระชับสายรัดที่ไหล่ของฉัน พร้อมกับตรวจดูการแต่งตัวของฉันขณะที่เราอยู่ในลิฟท์ เพื่อไปรวมตัวกับไนท์คนอื่นในทีม
“ฉันดูจากที่นายใส่นั้นแหละ ฉันไม่เคยใส่นี่” ฉันบ่นกลับ ตั้งแต่คืนนั้นความสัมพันธ์ของเราก็ดีขึ้น ควินน์ไม่ได้เฉยชากับฉันเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่เขาก็ยังคงรักษาระห่างกับฉันอยู่
“พวกนายดูเหมือนเพื่อนกันมากว่าพี่น้องเลยนะ เมื่อก่อนรอยซ์จะเรียกนายว่าพี่ไม่ใช่หรอ” อลันที่อยู่ในลิฟท์ด้วยกันพูดขึ้น พร้อมกับทำหน้าสงสัย
“ใครใช้ให้หมอนี่จำอะไรไม่ได้ล่ะ” ควินน์เอามือขึ้นมาวางบนหัวของฉัน พร้อมกับขยี้ผมฉันไปมาเหมือนของเล่น นั้นทำให้ฉันรู้สึกร้อนขึ้นมาที่ใบนหน้าแปลกๆ ถึงจะรู้ว่าเขาแค่หยอกเล่นแบบพี่น้องกับรอยซ์ แต่ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในร่างนี้ มันเลยรู้สึกเขินขึ้นมา
“หัวหน้ามาแล้ว” เราเดินออกมาจากลิฟท์ อาร์เชอร์พูดพร้อมกับมองมาที่เรา พร้อมกับไนท์ที่ฉันไม่เคยเห็นหน้าอีก 2 คน
ฉันได้ยินจากอาร์เชอร์มาแล้วว่าทีมของรอยซ์มีทั้งหมด 5 คนรวมลูคัส ส่วนอีกสองคนที่ฉันไม่เคยเจอเพราะพวกเขากลับไปพักที่บ้านหลังจากที่วัดผลังเสร็จ วันนั้นฉันสลบไปเลยไม่ได้เจอกับพวกเขา
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะรอยซ์ นายหายดีแล้วหรอ” ผู้ชายสูงโปร่ง ผมสีทอง กำลังส่งยิ้มมาให้ฉันอย่างอบอุ่น เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เจอไนท์ที่พึ่งเคยเจอกันครั้งแรกแต่เขากลับยิ้มแบบนี้มาให้ฉัน
“นายคือ…” ฉันถามออกไปเพราะไม่รู้จักจริงๆ
“โอ๊ะ…นายจำอะไรไม่ได้จริงๆดิ ฉัน ออสตินไง จำไม่ได้หรอ” ชายคนนั้นมองมาที่ฉันด้วยสายตางงงวยปนขำแห้งๆ
“ขนาดควินน์เป็นพี่ชายแท้ๆเขายังจำไม่ได้ นับประสาอะไรกับนาย” อลันที่เดินมาข้างๆฉันพูดขึ้น
“งั้นก็ยังไม่หายป่วยน่ะสิ แล้วจะทำภาระกิจได้หรอ” ออสตินมองมาที่ฉันด้วยแววตาเป็นห่วง ความห่วงใยของเขาทำให้ฉันคิดถึงแอรอยขึ้นมา เขาสองคนมีแววตาคล้ายกันมาก
“ถ้ารอให้จำความได้ ก็ไม่ต้องทำงานกันพอดี” ควินน์ที่ยืนอยู่อีกข้างพูดขึ้น
“อ้อ…แล้วนี่ก็เกรย์นะ เขาพูดไม่ได้น่ะ” อาร์เชอร์ผายมือไปยังชายสูงโปร่งอีกคนที่สวมฮู๊ดพร้อมกับสวมผ้าปิดหน้าบังใบหน้าไว้
“อ่อ”
“งั้นเราก็ไปกันเถอะ” ควินน์พูดพร้อมก้าวเดินนำพวกเราไปทางประตู
“เดินทางปลอดภัยนะ เอาขนมของมนุษย์มาฝากฉันด้วยล่ะ” อลันตะโกนตามหลังมา
ในรถ
พวกเรานั่งรถตู้คันสีดำออกเดินทางจากเมืองของไนท์วอล์เกอร์มายังเมืองของมนุษย์ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงทางเข้าของเมือง พอประตูบานใหญ่เปิดออกรถของพวกเราก็เคลื่อนที่เข้าไปข้างใน นี่เป็นที่ๆพวกเราทุกคนที่เป็นไนท์วอล์กเกอร์เคยอาศัยอยู่ ก่อนจะมาเป็นไนท์วอล์เกอร์ ซึ่งมันก็คุนชินดีอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร
โดยรอบมีกำแพงขนาดใหญ่ล้อมรอบ แต่ถึงอย่างนั้น มอนสเตอร์ก็ยังคงเกิดขึ้นในเมืองเรื่อยๆ กำแพงนี้ก็มีไว้กั้นมอนสเตอร์จากภายนอกเข้าไป และรวมถึง พวกเราไนท์วอล์เกอร์ ยังไงซะพวกมนุษย์ก็ยังคงหัวโบราณ ไม่มีทางที่มนุษย์จะยอมรับในตัวพวกเราได้จริงๆ
“นายกำลังคิดอะไรอยู่” อยู่ๆควินน์ที่นั่งข้างๆก็ถามฉันขึ้น
“พวกมนุษย์น่ะ ไม่มีทางยอมรับพวกเราจริงๆหรอก..ใช่ไหม” ฉันหันไปถามควินน์
“ใช่” ควินน์ตอบก่อนจะมองออกไปที่กำแพงใหญ่ที่ยาวสุดลูกตา
“ก็นะ ทั้งๆที่พวกเราเสี่ยงอันตรายกำจัดพวกมอนสเตอร์ให้ แต่พวกเขาก็ยังหวาดกลัวพวกเราอยู่ดี” อาร์เชอร์ที่กำลังขับรถพูดขึ้น
“ยังไง พวกเขาก็คือบรรพบุรุษของพวกเรา ก็ถือว่าปกห้องเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อเผ่าไนท์วอล์กเกอร์ของพวกเราไง” ออสตินพูดขึ้น มันก็จิง ถ้าไม่มีมนุษย์ไนท์วอล์กเกอร์ก็จะไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้
“ก็คงต้องคิดแบบนั้นนั่นแหละนะ” อาร์เชอร์ถอนหายใจ
พวกเรานั่งรถผ่านป่าและทุ่งหญ้า แล้วก็เข้าสู่ตัวเมือง ฉันมองไปรอบๆ บ้านเมืองของที่นี่ดูสงบดี มีคนแก่และเด็ก มีชาวบ้านเดินอยู่นอกบ้าน มีพ่อค้าแม่ค้าขายของ พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข ต่างจากเมืองของไนท์วอล์กเกอร์ เพราะที่นั่นจะมีแต่คนหนุ่ม แม้ว่าจะอายุหลายร้อยปีก็ตาม และถ้าไม่มีงานใหญ่อะไรที่พวกไนท์จะมารวมตัวกัน พวกเขาก็แทบไม่ออกจากบ้าน แล้วไนท์ยังมีจำนวนไม่ถึงแสนคนเลยด้วยซ้ำ ซึ่งต่างจากมนุษย์ที่มีหลายสิบล้านคน นี่แค่เมืองเดียวก็มีประชากรอยู่กว่าห้าล้านคนแล้ว ไหนจะเมืองอื่นๆทั่วโลกอีกล่ะ ไนท์ที่ต่างประเทศเอง ก็คงมีประชาการไม่ต่างจากเรามากเท่าไหร่
“ควินน์ ฉันอยากได้โทรศัพท์” ฉันหันไปพูดกับควินน์ เขามองมาที่ฉันด้วยความแปลกใจ
“นายจะเอาไปทำไม” ทำไมเขาถามแบบนั้น ทีตัวเองยังมีใช้เลยนี่
“คิดซะว่าฉันไม่ได้พูด” ช่างเถอะ ฉันก็แค่อยากรู้ว่าโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้วบ้าง เชื่อว่ามนุษท์ก็ยังคงใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตในการส่งข่าวอยู่แน่ ตอนอยู่ที่ปราสาทฉันก็มีความคิดอยากได้ แต่ก็ไม่รู้จะเอามาทำไม มันก็เป็นของที่ฉันอยากได้เมื่อครั้งยังเป็นเด็กแค่นั้น