ณ.ฐานชานเมือง
{ออนติน}
“นายเข้าไปดูรอยซ์หน่อยสิ ตัวนายสะอาดที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว” หัวหน้าหันมาสั่งผมขณะที่พวกเราเข้ามาถึงฐานหลังจากทำภาระกิจเสร็จ ซึ่งผมเองก็คิดว่าจะเดินไปดูเขาอยู่พอดี
“ครับ” ผมเดินขึ้นมาชั้นสองของบ้าน แล้วมายังหน้าประตูห้องของรอยซ์
แกร็ก!
ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้ามา ผมก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นว่าควินน์ ประธานของไนท์คีฟเปอร์กำลังฟุบหน้าหลับอยู่ข้างเตียงของรอยซ์ แล้วยังกุมมือรอยซ์เอาไว้ด้วย
แกร็ก!
ผมไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้อง และปิดประตูไว้เหมือนเดิม ผมรู้สึกว่าควินน์ปฏิบัติกับรอยซ์ไม่เหมือนเดิม ผมไม่รู้ว่าคนๆนั้นในตัวรอยซ์เป็นใครกันแน่ แต่คิดว่าเขาคงเป็นคนที่ควินน์รู้จักและมีใจให้อย่างแน่นอน
“ทำไมเดินลงมาล่ะ รอยซ์เป็นไงบ้าง” หัวหน้าทักขึ้นอย่างสงสัย ทุกคนก็หันมามองผมด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นผมเดินลงบันใดมา
“ประธานหลับอยู่ในห้องนั้นด้วยครับ ผมเลยไม่ได้เข้าไป”
“อะไรนะ หมอนั่นตามมาถึงนี่เลยหรอ ฉันไม่รับรู้ถึงกลิ่นอายของหมอนั่นเลย คงหนีงานมาสินะ เป็นห่วงอะไรกันขนาดนั้น” หัวหน้า
“เขาอาจจะเป็นคนรักของประธานก็ได้นะครับ” อาร์เชอร์
“หึ…เป็นคนแบบไหนกันถึงได้โหดขนาดนี้ คำพูดคำจาก็สูงส่งเหลือเกิน ท่าทางอย่างกะเป็นองค์ชายงั้นแหละ” หัวหน้า
“คิดถึงรอยซ์นะครับ แม้ว่าจะเจอหน้าเขาอยู่ทุกวัน แต่คนข้างกลับไม่ใช่รอยซ์เลย” ผมพูดออกไป เพราะเขาคือคนที่ผมชอบจากใจจริง
“เอาน่า เขาก็หมดอายุไขไปแล้ว ไม่ว่าคนที่อยู่ในตัวรอยซ์คือใคร เขาก็ทำหน้าที่ของรอยซ์ได้เต็มที่นี่น่า” หัวหน้า
“ครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น”ผมตอบ
หลังจากที่ทุกคนรู้ว่ารอยซ์คนนี้ไม่ใช่รอยซ์คนเดิม ก็พากันเศร้าไปตามๆกัน เพราะทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่ารอยซ์ใกล้จะหมดอายุไข แต่พอเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็ทำให้ทุกคนดีใจกันมาก ผมเองก็คิดว่า ผมจะสารภาพกับเขาให้ได้ ว่าผมชอบเขา แต่สุดท้ายคนที่อยู่ข้างในกลับไม่ใช่รอยซ์ การที่ทุกคนรับเรื่องนี้ได้ คงเพราะมีอายุอยู่กันมาเกินสองร้อยปีแล้ว มันเลยไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจและยอมรับ แม้ว่ามันจะน่าเหลือเชื่อมากเกินไปก็ตาม
ณ.สำนักงานไนท์คีฟเปอร์
{เซเวียร์}
“แปลกมากนะครับ ที่ร่างกายช่วงร่างของคุณมีอาการสั่นแบบนี้ อาการเหมือนแพนิคมากเลยครับ” ดีแลนพูดขึ้น ทันทีที่กลับมาถึงสำนักงานควินน์ก็พาฉันมายังห้องตรวจของดีแลนทันที
“แพนิคงั้นหรอ” ควินน์พูดพร้อมกับมีสีหน้าครุ่นคิด
“ครับ คืออาการของคนที่เคยพบเจอกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวจนจำฝั่งใจมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วพอมาเจอเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันอีกครั้งก็จะทำให้เกิดอาการร่างกายสั่นกลัวจนควบคุมไม่ได้น่ะครับ”
“เหตุการที่กลัวงั้นหรอ” ฉันพูดพร้อมกับนึกย้อนไปเมื่อตอนเป็นเด็ก ฉันถูกตึกทับไว้หลายวัน กว่าที่ท่านพ่อจะมาพบ ฉันก็ใกล้จะตายแล้ว มันอาจะเป็นเหตุการณ์นั้นก็ได้ ฉันเหลือบมองไปที่ควินน์ พบว่าเขาเองก็กำลังมองมาที่ฉันด้วยเหมือนกัน แปลว่าคงรู้แล้วสินะ ว่าฉันเป็นแบบนี้เพราะอะไร เพราะเขาเองก็รู้ประวัติฉันเป็นอย่างดี
“แล้วมีวิธีแก้ไหม” ควินน์หันไปถามดีแลน
“มีครับ เดียวผมจะสั่งยาให้ ระหว่างนี้คุณสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ พยายามไม่นึกถึงเรื่องที่เจ็บปวดนั้น แล้วก็มั่นออกแรงที่ขาบ่อยๆ ไม่น่าจะเกินหนึ่งอาทิตย์ก็น่าจะกลับมาเดินได้ปกติครับ”
“งั้นก็ดี”
ณ.คฤหาสน์
ฉันกลับมาที่คฤหาสน์ ควินน์ก็ให้ข้ารับใช้เตรียมเลือดมาให้ฉันทันที ฉันถูกควินน์บังคับให้ดื่มเลือดไปสองแก้ว เขาบอกว่าจะได้ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
“อีกสามวันนายก็จะกลายร่างอีก ถึงเวลานั้นฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนายเอง” ควินน์นั่งข้างเตียงพร้อมกับจับมือของฉันไว้ ความหมายของควินน์คือจะไม่ไปทำงานสินะ
“ฉันอยู่คนเดียวได้นายกลับไปทำงานเถอะ ให้ข้ารับใช้ดูแลก็พอ”
“ฉันจะวางใจได้ยังไง ฉันสั่งงานอลันไว้แล้ว ไม่มีปัญหาหรอก”
“งั้นก็ได้”
“คืนนี้แอรอนจะมาเยี่ยมนะ นายโอเคใช่ไหม” ควินน์พูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง เขาคงรู้จากเรย์แล้วว่าฉันบอกแอรอนว่ายังไงบ้าง
“ยิ่งปิดบังพวกเขา ฉันยิ่งรู้สึกผิด”ฉันยิ้มให้ควินน์อย่างอ่อนโยน
“งั้นนายก็พักผ่อนเถอะ นี่ก็จะเที่ยงแล้ว ฉันก็ง่วงมากแล้วด้วย” ควินน์พูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนก่อนจะยกเข่าขึ้นมาบนเตียง
“นายจะทำอะไร” ฉันพูดด้วยความตกใจ ฉันยังอยู่ในร่างของรอยซ์อยู่เลยนะ
“นายตกใจอะไร ฉันก็แค่จะนอนด้วยไง ฉันไม่ทำอะไรนายหรอกน่า ด้วยใบหน้ารอยซ์แบบนั้น ฉันทำไม่ลงหรอก” ควินน์ดึงผ้าห่มขึ้นแล้วนอนลงข้างฉัน พร้อมกับหันหน้าตะแคงมาทางฉัน
“นี่นายพูดออกมาดื่อๆแบบนี้ก็ได้หรอ อายเป็นไหมเนี้ย” ฉันรู้สึกอายแทนเขาเลยจริงๆ
“ให้นายอายคนเดียวก็พอแล้ว” ควินน์หลับตาลง แล้วมือของเขาที่อยู่ใต้ผ้าห่มก็พาดขึ้นมาบนหน้าท้องฉันของฉัน แล้วมือก็กระชับเอวของฉันเอาไว้ ทำให้ฉันสะดุ้งตัวตกใจเล็กน้อย
“นะ…นี่ เดียวข้ารับใช้เข้ามาเห็นจะทำยังไง”ฉันพยายามดันตัวของควินน์ให้ถอยออกไปจากตัวฉัน
“ฉันล๊อกประตูแล้ว ไม่มีใครเข้ามาหรอกน่า นายก็เลิกบ่นแล้วก็นอนซะ แล้วก็อย่าดิ้นยุกยิกด้วย เดี๋ยวฉันเกิดอารมณ์” ทำไมเขาพูดแบบนั้นออกมาได้นะ หน้าไม่อายจริงๆ แล้วทำไมฉันถึงร้อนขึ้นมาที่หน้าขนาดนี้ด้วยเนี้ย
“อึก…”ฉันอยากจะด่าเขาอีกสักคำ แต่เพราะคำพูดของเขาทำให้ฉันต้องหุบปากอย่างไว แม้จะรู้ว่าที่ควินน์พูดเพราะแค่ขู่ให้ฉันหยุดบ่นเขาเท่านั้น แต่ฉันก็เขินกับมันมาก จนหัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งๆที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นอนด้วยกันแบบนี้แท้ๆ แต่ฉันก็ยังคงมีอาการเขินอายแบบนี้ทุกครั้งเลย ความรู้สึกที่เหมือนฝันแบบนี้ ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันคือความจริง
วันต่อมา
{ออสติน}
“นายนี่จริงๆเลย เรียกพวกเราออกมานึกว่ามีเรื่องอะไรซะอีก ทำไมต้องมาเยี่ยมหมอนี่ด้วย เจ็บตัวแค่นี้ไม่ตายหรอกน่า ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” ถึงหัวหน้าจะพูดแบบนั้นแต่จริงๆเขาก็เป็นหัวรอยซ์มากนั่นแหละ จากที่ผมทำงานกับหัวหน้ามานาน ผมดูออกมาว่าเขาเองก็รู้สึกผิดที่ให้รอยซ์ได้รับบาดเจ็บแบบนี้
“ก็เราอยู่ทีมเดียวกันนี่ครับ มาเจ็บตัวเพราะทำงานด้วยกันแบบนี้ก็ต้องมาเยี่ยมหน่อย ไม่รู้ว่าดีขึ้นบ้าวหรือยังนะครับ” อาร์เธอร์พูดขึ้น
“ขนาดเกรย์ยังมาด้วยเลยนะครับ จะขาดหัวหน้าได้ยังไงล่ะครับ” ผมหันไปยิ้มให้หัวหน้า
พวกเรานัดกันมาเยี่ยมรอยซ์ที่บ้าน หลังจากที่ประธานปรากฎตัวเมื่อวานก็ไม่มีใครกล้าถามอะไร เพราะดูเหมือนประธานจะดูอารมณืไม่ดีเอามากๆ ก็คงจะเป็นเพราะที่รอยซ์ได้รับบาดเจ็บนั้นแหละ เขาถึงได้เป็นแบบนั้น เกรย์เองก็ดูจะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย เพราะปกติหมอนี่ไม่ค่อยจะยอมออกไปไหนกับพวกเราเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้กลับรับปากมาง่ายๆซะงั้น
“สวัสดีค่ะ พอดีว่าคุณรอยซ์เดินเหินไม่สะดวกจึงไม่สามารถลงมาพบทุกคนได้ ดิฉันจึงรับหน้าที่มานำทางแขกทุกท่านไปพบคุณรอยซ์ที่ห้องเองค่ะ” ข้ารับใช้คนหนึงเดินมาหาพวกเราที่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก
“แล้วควินน์ล่ะ ไม่อยู่หรอ” หัวหน้าหันไปถามข้ารับใช้
“นายท่านรอคุณลูคัสอยู่ที่ห้องทำงานแล้วค่ะ”
“อึ้ยย ฉันไม่น่ามากับพวกนายเลย เมื่อวานหมอนั่นไม่พูดกับฉันสักคำ ไม่ใช่ว่าเก็บกดไว้มาระเบิดใส่ฉันหรอกนะ” หัวหน้าดูท่าทางจะกลัวประธานเอามากๆ
“ประธานไม่ทำแบบนั้นหรอกมั้งครับ” ผมพยายามช่วยพูดปลอบ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหัวหน้าจะโดนอะไรบ้าง
“เฮ้อออ”หัวหน้าถอนหายใจก่อนจะเดินแยกไปอีกทาง
ห้องนอนรอยซ์
ทันทีที่เราเข้ามาถึงห้อง ก็พบรอยซ์กำลังนั่งพิงหัวเตียงรออยู่แล้ว จากท่าทางการวางตัวดูเป็นคนชั้นสูงหรือคนในราชวงค์จริงๆนั่นแหละ เพราะถ้าเป็นรอยซ์ ถึงพวกเราจะมากาถึงเตียงเขาก็ยังคงนอนทำตัวตามสบาย ไม่สนใจภาพลักษณ์หรือมารยาทอะไรแบบนี้เลย
“นายเป็นยังไงบ้าง ดูสีหน้านายดีขึ้นมากแล้วนะ”อาร์เชอร์พูดพร้อมกับมองไปที่ใบหน้าของรอซ์อย่างพิจารณา
“ฉันดีขึ้นบ้างแล้ว” รอยซ์ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะหันไปผงกศรีษะให้เกรย์ที่ยืนอยู่เบาๆ เกรย์ก็พงกศรีษะตอบ
“เห็นนายดีขึ้นพวกเราก็วางใจ” ผมนั่งลงที่เตียงของรอยซ์ด้วยความเคยชิน พร้อมยิ้มให้รอยซ์เหมือนอย่างเคย ไม่ชอบเห็นตอนเขาป่วยเลย รอยซ์ที่กล้าหาญพูดน้อยก็ดูน่ารักดีอีกแบบ
“อันนี้ผลไม้นะ ตอนที่ฉันบาดเจ็บต้องดื่มเลือดวันละ2แก้วทุกวัน ผลไม้ช่วยล้างคาวได้ดีเลยล่ะ”อาร์เชอร์พูดพร้อมกับผายมือไปยังผลไม้ที่ข้ารับใช้ถือมาวางไว้ที่โต๊ะให้เมื่อกี้
“หัวหน้าก็มานะ แต่ประธานเรียกไปหาที่ห้องทำงานน่ะ อีกสักพักก็น่าจะมา” ได้ยินดีแลนบอกว่ารอยซ์เดินเองไม่ได้เนื่องจากมีอาการแพนิค ทั้งๆที่รอยซ์ไม่เคยเจอเหตุการอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย งั้นคงเป็นประสบการณ์ของคนที่อยู่ในตัวรอยซ์เคงพบเจอสินะ ผมจำได้ว่ารอยซ์เคยมีเพื่อนสนิทที่เป็นองค์ชายอยู่คนหนึ่ง เขาไม่เคยออกจากปราสาทเลย พวกผมเองก็พึ่งมารู้ว่าเขามีตัวตนจริงๆก็ตอนที่เขาเสียเมื่อร้อยปีก่อน เหมือนว่าจะเป็นองค์ชายที่ดาร์กลอร์ดและดยุครักมาก ถึงได้มีการติดภาพขนาดใหญ่ของเขาเอาไว้ที่กลางห้องโถงในปราศาทแบบนั้น รอยซ์เองพักงานไปเป็นเดือนเพราะทำใจในการจากไปของเพื่อนไม่ได้
“ลูคัสก็มาหรอ” รอยซ์หันมามองหน้าผม ดวงตาของเขามันเหมือนมีความอัดอั้นใจในแต่เขาไม่ได้พูดออกมา
“ใช่ ถึงเขาจะปากเสียไปหน่อย แต่ก็เป็นห่วงนายมากเลยนะ”อาร์เชอร์
“ทำไม..ทุกคนถึง” จู่ๆรอยซ์ก็มีอาการตัวสั่นเบาๆ พร้อมกับก้มหน้าลง เสียงที่เขาเปล่งออกมาก็สั่นแปลกๆ
“นายเป็นอะไรไปน่ะ เจ็บตรงไหนขึ้นมางั้นหรอ” ผมเอื้อมมือไปจับที่หัวไหล่ของเขาพร้อมกับใช้สายตามองไปรอบๆร่างกาย แต่เขาก็เหมือนไม่ได้มีอาการเจ็บปวดตรงไหน
“...!!!..” เกรย์เดินเข้ามาดูด้วยความตกใจ
“เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลย เดียวฉันออกไปบอกประธานให้ตามหมอให้มะ…”อาร์เชอร์หยุดชะงักทันทีที่จู่ๆก็มีของเหลวใส่ๆไหลลงมาที่แก้มของรอยซ์ ผมเอาก็ตกใจไม่แพ้กัน
“ทะ..ทำไมนายร้องไห้ล่ะ” ผมถามออกไปด้วยความตกใจ ผมไม่คิดเลยว่าเขาจะมีอาการแบบนี้ต่อหน้าพวกเรา
“นี่…”อาร์เชอร์อุทานออกมาอย่างตกใจ
“ขอบคุณ…ขอบคุณนะ อึก..” เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มออกมาทั้งที่มีน้ำตาไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย งั้นที่เขาร้องไห้เพราะเขาดีใจงั้นหรอ ดูเหมือนกับว่าเขาไม่เคยได้รับการใส่ใจแบบนี้มาก่อน
“นายขี้แยแบบนี้ไง เราถึงต้องเป็นห่วง ไม่เอาไม่ต้องร้องแล้วนะ ทุกคนตกใจหมดแล้ว”ผมเลือนมือไปลูบที่หลังของเขาเบาๆเพื่อปลอบโยน ไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้เขาเจอกับเรื่องอะไรมา ถ้าคนเราไม่เจอเรื่องแย่ๆมาเยอะ ก็คงจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แต่เขาคนี้กลับมีเรื่องราวมากมายในใจ จะมีแค่ตอนที่เขาอยู่กับควินน์ที่เขาดูสบายใจและเป็นตัวเองที่สุด
“ยังขี้แยไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ ทำเอาฉันตกใจหมด เรื่องแค่นี้เองเราทำงานอยู่ทีมเดียวกันนะ ก็ต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดาน่า” อาร์เชอร์เหลือบสายตามามองที่ผมเหมือนจะบอกว่าสงสารคนตรงหน้า ก่อนจะใช้มือไปขยี้ผมของรอยซ์เบาๆ
“ขอบคุณนะ” รอยซ์หยุดร้องไห้ แล้วหันมามองพวกผมพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างดีใจทั้งที่แก้มยังมีคราบน้ำตา มันเป็นรอยยิ้มที่สดใสมากที่สุดตั้งแต่ที่เขามาอยู่แทนที่รอยซ์ในร่างนี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่การที่เขามาทำให้รอยซ์ที่จากไปแล้วเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก็ทำให้พวกเรารู้สึกดีขึ้นหลังจากการจากไปของรอยซ์ แล้วในตอนนี้ความเสียใจก็ได้หายไปเกือบหมดแล้วแล้วเรายังได้เพื่อนใหม่เพิ่มมาอีกด้วย
“เชิญค่ะ ท่านดยุค”