ตอนที่ 6 ไนท์คีฟเปอร์

3015 Words
ตลอดทางฉันมองออกไปนอกรถ ที่เมืองแห่งนี้มีแสงไฟจากตึกสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่มากมาย และมีบ้านที่ทันสมัยต่างจากปราสาทและคฤหาสน์ที่ฉันเคยอยู่มาก ที่นี่ไม่ต่างจากเมืองมนุษย์ที่ฉันเคยอยู่ก่อนจะเกิดสงครามเลย คงเป็นเพราะนิสัยรักสันโดดของเผ่าพันธุ์ไนท์วอล์กเกอร์ จึงไม่มีคนออกมาเดินเพ่นพ่านมีเพียงรถที่ขับอยู่ตามท้องถนนแค่ไม่กี่คันเท่านั้น และที่นี่ไนท์ทุกคนต่างใช้ชีวิตกันในเวลากลางคืน ควินน์พาฉันมาที่สำนักงานไนท์คีฟเปอร์ ที่นี่เป็นตึกสีดำขนาดใหญ่และสูงมาก ผนังและกระจกล้วนเป็นสีดำทึบ ไม่สามารถมองเห็นข้างในได้ ทันทีที่รถจอดที่หน้าตึก ก็มีไนท์ผู้ชายคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ข้างรถ ฉันกับควินน์เดินออกมาจากรถ ควินน์ก็ยื่นกุญแจรถให้เขา เขารับไปอย่างนอบน้อม เขาคงเป็นคนที่ขับรถไปเก็บให้ ควินน์เดินนำฉันเข้าประตูกระจกที่เลือนเปิดเองมาในตึก ภายในนี้จะเป็นสีขาวต่างจากภายนอกมาก มีไนท์มากมายเดินสวนกันไปมาและแต่งตัวคล้ายๆกัน พวกนี้คงเป็นเหล่าไนท์คีฟเปอร์ เคยได้ยินรอยซ์บอกว่า ในทุกเดือนจะมีการรวมตัวของเหล่าไนท์คีฟเปอร์ แต่รอยซ์ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าพวกเขามาทำอะไรกัน ฉันเดินตามควินน์ขึ้นลิฟท์มาชั้นที่ 4 ระหว่างทางเราก็ไม่ได้พูดคุยกันเลย ถึงจะรู้สึกอึดอัด แต่ฉันก็พยายามโฟกัสสิ่งต่างๆที่ฉันพึ่งเคยเห็นมากกว่า “ระวัง!!!” ทันทีที่ลิฟท์เปิดออก ก็มีเสียงใครบางคนตะโกนดังมา ก่อนจะเห็นลูกบาสเกตบอลกำลังลอยมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง แล้วฉันก็กำลังจะยกมือขึ้นไปรับขณะที่มันกำลังพุงตรงมาที่หน้าของฉัน มับ!! จู่ๆก็มีมือมารับบอลนั่นเอาไว้ก่อนที่จะถึงมือฉัน ฉันตกใจครู่หนึ่งแล้วเลือนสายตามองตามแขนไปเห็นควินน์กำลังมองมาที่ฉันพอดี เค้าดูมีท่าทางตกใจนิดหน่อย “ขะ…ขอบคุณ” ฉันพูดขอบคุณเขาก่อนจะหลบสายตานั้น “นายไม่ตกใจหรอ” อยู่ๆควินน์ก็ถามฉัน ทำให้ฉันพึ่งรู้ตัวว่า สถานการ์แบบนี้ฉันก็เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก แต่ทำไมฉันกลับไม่กลัวหรือว่าคิดที่จะหลบเลย แถมยังเอื้อมมือไปจะจับลูกบาบอลนั่นด้วยความมั่นใจว่าจะจับมันได้ เหมือนว่าร่างกายมันเคลื่อนไหวไปเองตามสัญชาตญาณ ฉันหันไปสบตาควินน์ด้วยความตกใจเล็กน้อย แต่ควินน์กลับมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจออกมา หรือว่าฉันจะทำอะไรผิด “ขอโทษด้วยครับ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ” ไนท์คนนึงวิ่งมาหยุดที่ตรงหน้าของเราพร้อมกับสีหน้าเป็นกังวล เค้าคงจะเป็นเจ้าของลูกบอลเมื่อกี้ แต่ทำไมรู้สึกว่าไนท์อีก7-8 คนห้องนี้พากันเงียบเสียงแล้วมองมาที่เรากันนะ สีหน้าของคนที่วิ่งมาก็ดูเหมือนจะกลัวอะไรด้วย “ฉันมีห้องไว้ให้พวกนายปล่อยผลังแล้วนะ ถ้าไม่ใช้ฉันจะพังมันให้หมด!!” เสียงของควินน์ทุ่มต่ำและฟังดูน่ากลัวมาก จนไนท์ที่กำลังยืนก้มหัวอยู่ถึงกับสะดุ้งตัวด้วยความกลัว ฉันพึ่งเคยเห็นเขาที่น่ากลัวขนาดนี้เป็นครั้งแรก ทำให้ฉันรู้สึกว่า เหมือนฉันไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย “ขอโทษด้วยครับ หัวหน้า” ไนท์คนนั้นตอบด้วยเสียงสั่นๆ ก่อนจะยื่นมือมาขอรับบอลที่อยู่ในมือของควินน์ แต่!!!….ควินน์กลับใช้ผลังสีดำคลอบไปที่บอลที่ถืออยู่ในมือ ก่อนที่มันจะละเหยแล้วหายไปในอากาศ นี่มันผลังอะไรกัน! ฉันและไนท์คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต่างตกใจไม่แพ้กัน ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ไม่ดีอยู่เลย “ไปเบิกเอาใหม่แล้วกัน” ควินน์พูดเสียงเย็น ก่อนจะเดินผ่านไนท์คนนั้นไป ฉันก็เลยต้องเดินตามเขามาแบบกล้าๆกลัวๆ ควินน์พาฉันเดินมาจนสุดทาง ระหว่างทางที่เดินมาจะมีห้องที่เป็นกระจกใส และมีอาวุธต่างๆอยู่ข้างใน แล้วทุกห้องก็จะมีไนท์กำลังใช้ผลังหรือว่าอาวุธอยู่ห้องละ1 คน “มาได้สักทีนะ ฉันเบื่อที่นายสั่งงานทางข้อความมากเลย พอฉันถามเหตุผลนายก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไม่ค่อยรับสาย ฉันว่านายไม่ต้องมีก็ได้นะโทรศัพท์น่ะ” ทันทีที่เราเปิดประตูเข้ามาในห้องก็เจอกับผู้ชายสูงโปร่งผมสีทอง เดินเข้ามาหาพร้อมกับบ่นให้ควินน์ ก่อนสายตาของเขาจะหันมาสะดุดที่ฉัน “โอ๊ะ…ไอ้ตัวแสบ หายหน้าไปนายเลยนะ หายป่วยแล้วเหรอ” ไนท์คนนั้นเดินมาข้างๆฉันแล้วยกแขนขึ้นเหมือนจะมากอดคอฉัน มัน!! จู่ๆ ควินน์ที่ยืนอยู่อีกข้างก็เอามือขึ้นมาจับข้อมือของไนท์คนนั้นที่อยู่เหนือหัวของฉันไว้ ก่อนที่แขนของเขาจะลงมาฟาดบนตัวฉัน ไนท์คนนั้นชะงักด้วยความตกใจ แล้วมองไปที่ควินน์ด้วยสายตางงงวย “กลับไปทำหน้าที่ของนายซะ”ควินน์ดึงแขนของเขาข้ามหัวของฉันไปข้างหน้า จนเขาต้องเดินตามแรงดึง ก่อนที่ควินน์จะปล่อยมือออก “ก็ได้ๆ บ่นนิดบ่นหน่อยทำเป็นอารมณ์เสียไปได้” เขาพูดก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานที่มีโน้ตบุ๊กเปิดอยู่ ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ เหมือนว่าห้องนี้จะเป็นห้องทำงาน คล้ายๆออฟฟิตทั่วไป เพียงแต่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรมาก มีเพียงโต๊ะทำงานสองโต๊ะ กับโซฟาหนึ่งชุดเท่านั้น “ฉันต้องทำอะไร..” ฉันหันไปถามควินน์ที่กำลังจะเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานอีกตัวที่ว่างอยู่ เขาหยุดเดินแล้วหันมาหาฉัน สีหน้าของเขาเย็นชามาก “นั่งอยู่ในห้องนี้ ตรงไหนก็ได้” เขาพูดจบแล้วก็เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ก่อนจะยกมือถือขึ้นมาเปิดดู ฉันละสายตาจากควินน์แล้วเดินไปนั่งที่โซฟาเงียบๆ ฉันมีคำถามอยากจะถามกับเขามากมาย แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป หลังจากที่เห็นเขาละลายบอลลูกนั้นในเวลาไม่กี่วิ “ผมมาพาตัวคุณรอยซ์ไปวัดผลังครับ” หลังจากนั้นไม่นานก็มีไนท์ที่แต่งตัวด้วยชุดกราวสีขาวผมสั้นสีน้ำตาลและสวมแว่นตา เดินเข้ามาในห้องเขาเหลือบตามองมาที่ฉันก่อนจะหันไปทางควินน์และพูดด้วยท่าทางนอบน้อม “แค่ตรวจร่างกายก็พอ” ควินน์พูดโดยไม่ได้หันมามอง “ครับ…รบกวนตามผมมาด้วยนะครับคุณรอยซ์” ไนท์คนนั้นหันมามองฉันพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ “ครับ” ฉันรับคำแล้วเดินตามชายคนนั้นออกมา “คุณรอยซ์พอจำอะไรได้บ้างครับ” หลังจากฉันเดินตามเขาออกมาไม่นาน เขาก็พูดขึ้น พร้อมกับเดินนำทางฉันไปด้วย “ครับ?” เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร “อะ…ขอโทษด้วยครับ ผมลืมไป” เขาหยุดเดินแล้วหันมาหาฉันพร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างใจดี “ขอโทษเรื่องอะไรครับ?” “ผมลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อดีแลน เป็นแพทย์ของที่นี่ครับ คุณควินน์ได้แจ้งผมแล้วว่าเพราะคุณรอยซ์หลับไหลไปเป็นเวลานาน พอตื่นขึ้นมาก็จำเรื่องราวอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย ใช่ไหมครับ” เค้าคงจะหมายถึงตั้งแต่ช่วงที่รอยซ์ป่วย รวมกับช่วงที่ฉันอยู่ในร่างรอยซ์แล้วจมดิ่งกับความเสียใจด้วยสินะ ถึงว่าทำไมควินน์ไม่บอกอะไรฉันเลย แถมยังไม่มีท่าทีกังวลเรื่องของฉันเลย เพราะเขาปูทางเอาไว้เแล้วนี่เอง “ครับ” ฉันตอบ แล้วดีแลนก็หันไปเดินนำทางฉันอีกครั้ง “เพราะงั้นวันนี้ผมจึงจะพาคุณรอยซ์ไปตรวจแค่ร่างกายนะครับ ปกติแล้ววันนี้ของทุกเดือนทางเราจะมีการวัดผลังของคีฟเปอร์แต่ละคน เพื่อตรวจดูว่ามีสิ่งผิดปกติจากการรับรังสีขณะออกทำภารกิจหรือไม่น่ะครับ โดยเราจะให้คีฟเอร์ปล่อยผลังออกมาในห้องส่วนตัวของแต่ละคน ในนั้นจะมีตัววัดปริมาณผลังและตัววิเคราะห์ปริมาณรังสีที่ได้รับด้วยครับ ถ้าหากว่าคีฟเปอร์มีปริมาณรังสีในตัวมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการควบคุมผลังตัวเองไม่ได้ แล้วสุดท้ายก็จะกลายพันธุ์ครับ” ห้องพวกนั้นเอาไว้ทำแบบนี้นี่เอง ถึงว่าทำไมทุกคนถึงแต่งตัวเหมือนพร้อมต่อสู้กันขนาดนั้น “กลายพันธุ์หรอครับ” ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย ฉันนึกว่าเผ่าพันธุ์ไทน์จะไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีซะอีก “ก็เหมือนกับสัตว์ที่กลายเป็นมอนสเตอร์ยังไงล่ะครับ แล้วยิ่งเป็นเผ่าพันธุ์ไนท์แล้วมันก็จะแย่กว่านั้นหลายเท่า เพราะยิ่งเป็นไนท์ที่มีผลังสูง หากกลายพันธุ์แล้วก็จะรับมือได้ยากตามไปด้วย ทางเราเลยต้องตรวจเป็นประจำทุกเดือน คีฟเปอร์ทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะไม่มีใครอยากจะกลายเป็นมอนสเตอร์ใช่ไหมล่ะครับ” เค้าหันมายิ้มให้ฉันอีกครั้ง “ถึงแล้วครับ” แล้วฉันก็เข้ารับการตรวจร่างกาย ฉันพึ่งรู้ว่างานที่รอยซ์ทำจะอันตรายขนาดนี้ ฉันรู้เพียงแค่ว่า ไนท์คีฟเปอร์ คือเหล่าไนท์ที่มีผลังตั้งแต่เทียร์ไนท์ขึ้นไป ถึงจะเข้าได้ แล้วต้องเป็นผลังที่สามารถต่อสู้เท่านั้น เพราะไนท์จะมีทั้งผลังจิต ผลังเวท และผละกำลังทางร่างกาย แล้วที่ต้องเลือกแต่ไนท์ที่มีผลังด้านการต่อสู้ ก็เพื่อต้องลดการสูญเสียของเหล่าไนท์ชั้นสูง ที่มีไม่ถึงครึ่งของประชาการไนท์นั้นเอง หากให้ไนท์ที่เป็นสายอื่นที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ไป ถึงเป็นไนท์คิงก็อาจจะไม่รอดกลับมาก็ได้ หลังจากตรวจร่างกายเสร็จฉันก็เดินออกมาจากห้องตรวจแล้วเดินตามทางที่เดินมาเมื่อครู่ เพื่อจะหลับไปหาควินน์ “นั่นรอยซ์นี่ เฮ้!! รอยซ์ ทางนี้” ฉันหันไปตามเสียงเห็นผู้ชายผมสีแดงหน้าตาดีที่อยู่ในห้องกระจกกำลังโบกมือให้ฉัน ฉันจึงหยุดเดิน “นายเป็นใคร” ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย หรือเขาจะเป็นเพื่อนในที่ทำงานของรอยซ์นะ ในเมื่อควินน์บอกทุกคนว่าฉันกำความไม่ได้ ก็ถามตรงๆนี่แหละ “นายความจำเสื่อมจริงๆหรอเนี้ย ฉันนึกว่านายแค่ขี้เกียจซะอีก” เขาเปิดประตูที่เป็นกระจกแล้วเดินตรงมาหาฉัน “...” ไม่เคยได้ยินรอยซ์พูดถึงเพื่อนในที่ทำงานมาก่อน ฉันเลยนึกไม่ออกว่าไนท์คนนี้คือใคร “ฉัน อาร์เชอร์ เพื่อนร่วมทีมของนายไง” เขาพูดพร้อมกับยกแขนขึ้น แล้วคล้องมาที่คอของฉันอย่างสนิทสนม แต่ฉันตกใจกับสิ่งที่เขาทำพอสมควร ฉันจึงยักไหล่ให้แขนของเขาออกไป ก่อนจะถอยออกมาหนึ่งก้าว “ขอโทษด้วย ฉันจำไม่ได้” ฉันพูดก่อนจะหันหลังให้เขาเพื่อจะเดินต่อ “เดี๋ยวสิ” แล้วอาร์เชอร์ก็เดินมาขวางไว้ พร้อมกับทำสีหน้าสงสัย “ทำไมอีก” ฉันจ้องไปที่เขา เพราะฉันไม่ค่อยชอบให้มีใครมาตอแยแบบนี้ “นาย…ไม่เหมือนเดิมจริงๆด้วย ทั้งท่าทาง แววตา เหมือน….เป็นคนละคน” อาร์เชอร์กำลังเดาถูก แต่เขาคงลืมไปว่าตอนนี้รอยซ์กำลังความจำเสื่อม “นายลองจำอะไรไม่ได้ดูไหมล่ะ” ฉันพูดทั้งที่ยังจ้องไปที่เขา “อ้าาาา จริงด้วย ฮ่าๆๆๆ โทษทีๆ งั้นเรามาทำความรู้จักกันใหม่นะ ฉันอาร์เชอร์ นายก็ชื่อรอยซ์ ยินดีที่ได้รู้จัก” เขายื่นมือมาหน้าฉัน ครั้งนี้อาร์เชอร์ยิ้มมาให้ฉันอย่างอ่อนโยน ไม่มีท่ามีลามปามเหมือนเมื่อกี้ “ยินดีที่ได้รู้จัก” ฉันยื่นมือไปจับมือเขาเบาๆ แต่เขากลับมีสีหน้าแปลกใจพร้อมกับมองหน้าฉันอย่างสงสัย “นี่ตัวอะไรกัน” จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังมาจากทางด้านหลัง เป็นเสียงน้ำเสียงที่ชวนหาเรื่องมาก ฉันกับอาร์เชอร์หันไปมองพร้อมกัน พบเป็นชายผมยาวประบ่าสีดำ สายตาดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ “เออ..นี่หัวหน้าทีมของฉันเอง..” อาร์เชอร์บอกฉันด้วยเสียงสั่นๆ ทำไมเขาถึงมีท่าทางกลัวคนๆนี้ด้วยนะ ดูแล้วคงจะเป็นไนท์คิง ไม่เคยได้ยินรอยซ์เคยเล่าให้ฟังว่ามีหัวหน้าดุแบบนี้เลย “มีอะไรให้ต้องแนะนำตัวกันใหม่ด้วย หรือว่า… ที่เขาพูดกันว่านายความจำเสื่อมจะเป็นเรื่องจริง” ชายคนนั้นเดินเขามาหาฉันพร้อมกับยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ฉัน พร้อมมองมาที่ฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ “เออ รอยซ์จำไม่ได้จริงๆครับ เมื่อกี้ผะ….” “ใครถามนาย!” ชายคนนี้หันไปจ้องอาร์เชอร์พร้อมตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดง เขากำลังใช้ผลังข่มขู่ “ฉันกำลังรีบขอตัวก่อน” ฉันพูดพร้อมกับจ้องไปที่ชายคนนั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกมา ไม่ชอบท่าทางที่เขาข่มเหงคนที่อ่อนกว่า คนแบบนี้อย่าไปยุ้งด้วยดีที่สุด “ฉันให้นายไปตอนไหนกัน” จู่ๆเขาก็เข้ามาขวางหน้าฉัน เขาเคลื่อนที่เร็วมาก จนฉันตกใจ “คุณมีอะไรกับผมหรอครับ” ฉันถามออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ รีบตอบรีบไปดีกว่า “ฉันถามว่านายความจำเสื่อมจริงหรือเปล่า” เขาเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ฉันอีกครั้ง “ครับ แค่นี้ใช่มั้ยครับ” ฉันตอบ แล้วก็เดินผ่านเขามาอีกครั้ง “กล้าดีนี่ กล้าเมินฉันหรอ!!” ฉํนสัมผัสได้ว่ามีเขากำลังส่งผลังบางอย่างตรงมาที่ฉันด้วยความเร็วสูง หมุนตัวหลบ พร้อมปล่อยผลังจากผ่ามือออกไปใส่ชายคนนั้น โครม!!! เขาโดนผลังของฉันเข้ากลางลำตัวเต็มๆ จนกระเด็นไปติดกำแพง ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าทำไปได้ยังไง ฉันแค่คิดว่าไม่ขอบสิ่งที่เขาทำ และอยากจะสั่งสอนเขาเท่านั้น ร่างกายมันก็เคลื่อนไหวไปตามความคิดของฉันเอง “นะ นาย ทำไม…”อาร์เชอร์รีบวิ่งเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าตกใจ แทนที่จะวิ่งไปหาเขาที่กำลังนั่งหลังพิงกำแพงที่แตกเป็นวงเพราะผลังของฉัน “หึ… ฮ่าๆ ฮ่าๆๆๆๆ!!!!” จู่ๆเขาก็หัวเราะออกมาหน้าตาเฉย พร้อมจ้องมาที่ฉันด้วยดวงตาสีแดง ฉันไม่ได้หลบสายตานั้น ฉํนจ้องกลับไปที่เขาพร้อมเดินตรงไปหาเขาช้าๆ “นายชอบใจอะไร”ฉันยืนอยู่เหนือชายคนนั้น แล้วมองต่ำไปที่เขา เขายังคงนั่งยิ้มอย่างพอใจพร้อมกับหัวเราะในลำคอไปด้วย ฉันไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ระหว่างรอยซ์กับคนๆนี้มีความสัมพันธ์แบบไหน แต่ดูจากการกระทำของเขาเมื่อกี้ คงไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีแน่ เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะทำแบบนี้กับรอยซ์บ่อยๆก็ได้ มันทำให้ฉันรู้สึกไม่สบอารมณ์ และผลังในร่างกายฉันมันก็พุ่งพลานมาด้วย “ความจำเสื่อมแล้วทำให้นายกล้าขึ้นมากเลยนะ แกคิดว่าแกเป็นใครกัน!!” พูดพร้อมกับรอยยิ้มที่น่ากลัว แต่สำหรับฉัน มันเป็นรอยยิ้มที่น่ารังเกียจมาก “หรือนายเคยรังแกฉันแบบนี้งั้นหรอ แล้วทำอะไรอีก..” ฉันถามออกไป ตอนนี้ในอกของฉันมันกำลังร้อนเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะประทุ “ทุกอย่าง…” เขากำลังยั่วโมโหฉันด้วยรอบยิ้มกับสายตาที่จ้องมาที่ฉันเหมือนกับว่าฉันต้องยอมให้เขา แต่..ฉันไม่ใช่รอยซ์ ถ้าคนคนนี้เขาเคยทำเรื่องแย่ๆกับรอยซ์ละก็ ฉันก็ปล่อยเขาไว้ไม่ได้ “งั้นแกก็อย่าอยู่เลย” ฉันยื่นมือออกมาพร้อมกับรวบรวมผลังทั้งหมดมาที่ผ่ามือ ฉันกำลังโกรธอย่างที่สุดพลางนึกถึงภาพที่รอยซ์โดนคนๆนี้รังแกมันก็ยิ่งทำให้ฉันมีผลังมากขึ้น ฉันมองตำไปที่ชายคนนั้นด้วยสายตาแห่งความโกรธของฉัน วันนี้ฉันต้องคิดบันชีนี้ให้ได้ แม้เขาจะกำลังยิ้มเพื่อยุฉันแต่ในดวงตานั้นกลับแผลความกลัวปนออกมาด้วย มับ!!! ตู้มมม!!!!! ฉันปล่อยผลังออกไป แต่ทิศทางมันเปลี่ยนไปเป็นที่เพดานแทน มีมือใครบางคนมาจับข้องมือฉันแล้วยกแขนฉันขึ้นไปที่เพดาน ฉันเลือนตามองไปตามแขนนั้น พบว่าเป็นควินน์ เค้ากำลังมองมาที่ฉันด้วยดวงตาที่ตกใจปนโล่งใจ “ควินน์…” ฉันพูดออกไปขณะที่ฉันรู้สึกว่าหน้าของควินน์ที่ฉันเห็นมันเริ่มเลือนลาง ก่อนที่ทุกอย่างมันจะมืดไปหมด นี่ฉัน…กำลังหมดแรง…
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD