บทนำ 1

1420 Words
จากใจนักเขียน ชายามังกร เป็นนิยายแนวจีนสมมติ วางโครงเรื่องค่อนข้างหวือหวาตรงที่นางเอกของเรื่องต้องกลายเป็นชางจี้ หรือคณิกาผู้ขายเสียงดนตรี ซึ่งชีวิตของนางเอกในเรื่องรันทดไม่เบาตั้งแต่วัยเด็ก แม้ว่าจะเป็นบุตรีของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยน แต่ชีวิตระหกระเหินกลายเป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อน ความลำบากหล่อหลอมให้นางเอกทรหด ก่อนจะเปิดโอกาสด้วยมือตนเองจนได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง มีพี่ชายผู้สูงศักดิ์ทั้งสามชุบเลี้ยงดูแลอย่างอบอุ่น ชะตาชีวิตของนางเอกผูกพันอยู่กับสนามรบ ดังนั้นจึงปลอมตัวกระโจนเข้าสู่วังวนสงครามเพื่อเป้าหมายเดียวที่นางต้องการ นั่นคือพระเอกผู้ซึ่งเป็นองค์ชายแคว้นศัตรู กว่าจะลงเอยได้ด้วยดี ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะประจักษ์ถึงความรักทรงพลังที่สุดของพวกเขา และมีความสุขที่ได้อ่านนิยายของตันเหมยนะคะ ตันเหมย (มณีริน) กันยายน 2560 ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ https://w**************m/maneerin.novel/ --------------------- บทนำ ลานสมรภูมิ ชายแดนแคว้นเอี้ยน เสียงกลองศึกดังระทึกขึ้นทันทีที่รุ่งอรุณไขแสง เร่งเร้าให้บรรยากาศฮึกเหิม เลือดร้อนระอุแล่นพล่านไปทั่วปฐพี แคว้นเอี้ยนทำศึกสงครามกับคู่แค้นอย่างแคว้นหลี่มาเนิ่นนานนับร้อยปี ต่างฝ่ายต่างรบพุ่งยึดครองดินแดนอย่างดุเดือด เลือดชโลมแผ่นดิน บัดนี้เป็นศึกครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างเลิกสนใจจดจำ “ทัพของเสด็จพี่จะมาถึงเมื่อใด” “อย่างช้าสี่วัน อย่างเร็ววันมะรืนพ่ะย่ะค่ะ” “ช้าเกินไป” บุรุษองอาจผึ่งผายผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดผาเหนือสนามรบ ดูทรงพลังราวกับเทพที่จ้องมองลงมาจากเบื้องบน ร่างสูงกำยำสะพายเกาทัณฑ์คู่ใจ ข้างเอวเหน็บกระบี่คมกริบพร้อมพิฆาตศัตรู ริ้วธงทัพหลี่พัดปลิวไสวตามแรงลมโหมอยู่เบื้องหลัง หลี่เซวียนหลง องค์ชายแห่งแคว้นหลี่กำลังเผชิญศึกหนัก ท่ามกลางนายทหารร่างกำยำ รูปร่างขององค์ชายสง่างามโดดเด่นกว่าใคร ผิวกายคล้ำแดดบ่งบอกการฝึกฝนฝีมือการรบอย่างหนักหน่วง เสี้ยวพักตร์คมเข้มมีบาดแผลสดใหม่ซึ่งทำการรักษาอย่างลวกๆ แม้ว่าอากาศจะเย็นจับขั้วกระดูก ซึมแทรกผ่านเสื้อเกราะ แต่หัวใจแห่งชายชาตินักรบกำลังสูบฉีดเปลวเพลิงไปยังเส้นเลือดทุกเส้น บัดนี้ทั่วสี่ทิศเต็มไปด้วยซากศพทหารและศัตรูเกลื่อนกลาด บนเนินเขาจุดต่างๆ ไหม้เกรียม ยังมีควันไฟคละคลุ้งเหลือเป็นร่องรอยว่าการศึกของวันก่อนรุนแรงเพียงใด ร่างสูงสง่าหรุบสายตาจ้องมองทัพเอี้ยนซึ่งตั้งพลอยู่ที่ราบเบื้องล่าง ห้อมล้อมเนินเขาแห่งนี้ไว้ในกรงเล็บ ฝ่ายทหารหลี่ของเขามีกำลังพลน้อยกว่า เสบียงกรังที่พี่ชายกำลังส่งมาถูกตัดขาดและอาจจะถูกทัพเอี้ยนจุดไฟเผาป้อมปราการธรรมชาติแห่งนี้ได้ทุกเมื่อ แต่แววตาของบุรุษหนุ่มก็หาได้หวั่นกลัว มีแต่จะยิ่งพึงพอใจที่จะได้แสดงฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ “พวกมันจะไม่เผาเนินเขานี้หรอก มันต้องการจับเป็นข้า” องค์ชายหลี่เซวียนหลงประเดิมศึกแรกอย่างเต็มตัวโดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกอง นำทหารฝีมือดีภายใต้สังกัดหน่วยเฟยหลงจำนวนห้าพัน เป้าหมายจู่โจมยึดเมืองยุทธภูมิสำคัญเพื่อชิงความได้เปรียบ แต่ตอนนี้เขากลับถูกซ้อนแผนตลบหลัง ไล่ต้อนให้มาตั้งหลักที่เนินเขาห่างจากเมืองเป้าหมายประมาณสามลี้ เสียกำลังพลไปเกือบครึ่ง เหลือทหารอยู่เพียงสามพันซึ่งล้วนอ่อนแรง “กราบทูลองค์ชาย ทัพเอี้ยนมีการเปลี่ยนแปลง จู่ๆ ก็แบ่งกำลังพลถอยออกไปจากสนามรบ อาจจะเป็นกลศึก” รองหัวหน้าหน่วยนามจู้จื่อมีสีหน้าไม่สู้ดีนักขณะรายงาน ทัพหลี่สามพันคนกำลังถูกกำลังพลสามหมื่นล้อม ศัตรูมีมากมายมองไปสุดลูกหูลูกตา ซึ่งนี่เป็นศึกแรกขององค์ชายหลี่เซวียนหลงในวัยสิบห้าชันษา ที่ผ่านมาเขาติดตามทำศึกร่วมกับพี่ชายมาตั้งแต่สิบสองชันษา ดังนั้นเมื่อได้รับมอบหมายให้เคลื่อนทัพด้วยตนเองเป็นครั้งแรก องค์ชายหนุ่มรูปงามจึงลำพองใจในตนเอง หุนหันปรับเปลี่ยนแผนการเคลื่อนทัพจนถูกฝ่ายเอี้ยนไล่รุก จู้จื่อจึงมีสีหน้ากังวลตลอดเวลา ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับองค์ชาย พวกตนย่อมไม่พ้นโทษทัณฑ์สาหัสจากหลี่อ๋อง หลังจากประชุมวางแผนกันแล้ว ทัพของหลี่อ๋องคงไม่สามารถมาช่วยพระอนุชาได้ทันแน่ การตั้งหลักยืดเยื้อก็จะเร่งให้กำลังของทหารทั้งสามพันอ่อนล้าลงเรื่อยๆ พวกเขายังไม่รู้หนทางแก้ไขสถานการณ์นี้เลย ขวัญกำลังใจเริ่มถดถอย “เราจะตีฝ่า” หลี่เซวียนหลงพูดเรียบๆ เสี้ยวพักตร์กระด้างนิ่งเฉยราวกับว่าต่อให้อีกฝ่ายแห่แหนเข้ามาตอนนี้ แววตาคมกร้าวก็ไม่สะทกสะท้าน เขาอาจจะเป็นผู้นำมือใหม่ก็จริง แต่สำหรับฝีมือการรบนั้นไม่แพ้ใครแน่ จู้จื่อกับนายทหารทั้งหมดจึงต่างหันมาประหนึ่งพร้อมใจกันตะโกนถามว่าจะเอาจริงหรือ สามหมื่นกับสามพัน สิบต่อหนึ่ง ตายแน่ๆ “พวกเจ้าเป็นทหารมือหนึ่งของหลี่ มีอะไรต้องเกรงกลัว พวกเจ้าแค่ฆ่าทหารเอี้ยนให้ได้อย่างต่ำสิบคน แค่นี้ก็ไม่มีปัญหา วันนี้ใครเป็นผู้นำทัพ” “ทัพเอี้ยนชูธงอสูรร้าย... เอี้ยนซ่านฉีพ่ะย่ะค่ะ” “ดี เมื่อวานนี้มีแต่พวกรองแม่ทัพน่าเบื่อ” เรียวปากหยักได้รูปหยัดยิ้ม แววตามุทะลุยิ่งขึ้นมิได้ครั่นคร้าม “ข้าต้องการเด็ดหัวคนผู้นั้น” ถึงแม้ว่าเอี้ยนอ๋องจะเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในวัง แต่พระองค์ก็เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง เพราะเอี้ยนอ๋องมีพระโอรสที่เป็นดั่งกระบี่ทรงพลานุภาพถึงสามคน หนึ่งคือเอี้ยนเซิน สองคือเอี้ยนซ่านฉีและสามเอี้ยนซื่อจิ้น รวมเป็นสามขุนพลสวรรค์แห่งแคว้นเอี้ยน องค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉีเป็นผู้มีฝีมือรบเอกอุอยู่ในชั้นแนวหน้า เกิดในสนามรบ ฟันน้ำนมขึ้นครบในสมรภูมิ แม้จะอายุเพียงยี่สิบต้นๆ แต่ทว่าฝีมือทวนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกทิศจนได้รับฉายาว่า ‘ทวนมังกร’ หลี่เซวียนหลงเหยียดยิ้ม นับว่าสวรรค์ส่งของขวัญวันเกิดครบรอบอายุสิบห้าปีได้ถูกใจเขายิ่งนัก กระหายอยากทดสอบนักว่าศรเกาทัณฑ์สายฟ้าฟาดกับทวนมังกร อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน! “เตรียมตัวพร้อมปะทะ เราจะบุกฝ่าออกไป จัดกระบวนทัพลิ่มทะลวง” หลี่เซวียนหลงต้องการประลองฝีมือดั่งเด็กร้อนวิชา พร้อมจะดาหน้าเข้าประจัน ถ้าคิดจะฝ่าแนวล้อมออกไปต้องเจาะทะลวงให้ได้ในครั้งเดียว พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะถ้าเสียจังหวะไปนิดเดียว ทัพสามหมื่นก็จะหนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ คนของเขาก็จะหมดแรงสู้และถูกรุมฆ่าในที่สุด บรรยากาศทวีความเขม็งตึงตามจังหวะเสียงกลองศึก ทหารเกราะหนักเปลี่ยนรูปแบบแบ่งออกเป็นกองย่อย องค์ชายหนุ่มหมุนกายกลับมาเพื่อปลุกระดมขุนศึกทั้งหลายให้ฮึกเหิม ดวงตาสีดำจัดจ้าเป็นประกายราวกับมีดวงดารานับพัน แต่ทว่ามีอะไรบางอย่างลอยละลิ่วมากระแทกใบหน้าคมสันเข้าเต็มๆ ดังป้าบ สิ่งนั้นคือรองเท้าแพรไหมเล็กๆ ข้างหนึ่ง ปักลวดลายงดงาม รองเท้าข้างนั้นซัดใส่หน้าเขาก่อนจะหล่นตุบลงมาที่พื้น เหล่านายทหารต่างพากันอึ้ง คนที่อึ้งกว่าก็คือคนที่มีรอยรองเท้าทาบบนหน้า เด็กหน้าตาหมดจด แต่งกายอย่างบุตรขุนนางผู้หนึ่งยืนโดดเด่นท่ามกลางวงล้อมศัตรู ดวงตากลมโตฉายแววเอาเรื่อง มือซ้ายถือรองเท้าอีกข้าง ที่เอวเหน็บมีดเล็กๆ ขนาดพอดีตัว ดูจากสภาพเนื้อตัวมอมแมมชุ่มน้ำค้างแล้วน่าจะบุกป่าปีนเขาขึ้นมาตั้งแต่กลางดึก มุดซอกแซกไปมาจนเข้าประชิดถึงตัวนายกองผู้นำทัพได้เช่นนี้ มันน่านัก!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD