บทนำ 2

1166 Words
เด็กน้อยก้าวขาไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วชันเข่าลงคำนับ “นายกองหลี่... ข้ามาเพื่อเจรจา วางอาวุธแล้วมาตกลงกันดีกว่า” “ข้าไม่รู้จักมารยาทการขอเจรจาด้วยการปารองเท้าใส่” “ข้าเองก็ไม่รู้จักมารยาทของพวกอันธพาลรุกรานชาวบ้านเช่นกัน ตอนนี้อันธพาลเช่นท่านกำลังถูกไล่ตีเหมือนสุนัข ข้านำทางออกมาให้ก็ควรจะคำนับขอบคุณข้าถึงจะถูก” “ไอ้เปี๊ยกอวดดีผู้นี้เป็นใคร วอนหาที่ตาย” หลี่เซวียนหลงเดือดจนมือหงิก กำรองเท้าข้างนั้นแน่นแทบแหลก จู้จื่อจับกุมตัวเด็กตัวน้อยไว้แล้วโดยหิ้วคอเสื้อด้านหลังขึ้นมาจนขาห้อยต่องแต่ง แต่หนูน้อยยังออกฤทธิ์ เตะขาเหวี่ยงไปมาและปารองเท้าอีกข้างใส่หน้าหลี่เซวียนหลง ทาบรอยเดิมพอดิบพอดี เหล่าทหารต่างอึ้งตาค้าง มีเพียงแต่เด็กน้อยที่จงใจหัวเราะเสียงดัง “ยกทัพมาเพื่อยึดเมืองอะไรกัน นายกองหลี่... รองเท้าของข้าท่านยังหลบไม่ได้เลย คงต้องพิจารณาชื่อเสียงของท่านใหม่จะดีกว่า” เจ้าหนูรู้ว่าเขาเป็นใคร แต่บังอาจจงใจเรียกเขาว่า ‘นายกองหลี่’ องค์ชายหนุ่มวัยสิบห้าชันษาคำรามฮือ พ่นลมออกจมูกดังพรืด แต่เด็กน้อยหาได้เกรงกลัว มือของหลี่เซวียนหลงจึงคันยิบๆ อยากจะกระชากดาบออกมาขู่เด็ก แต่การทำเช่นนั้นจะหมิ่นเกียรติของเขาเสียเอง ดวงตาคมกร้าวจึงถลึงจ้อง อีกฝ่ายก็กลับตอบโดยไม่ลดละ คนหนึ่งเล็กคนหนึ่งใหญ่ต่างไม่มีใครยอมใคร “เจ้าเป็นใคร พ่อแม่เจ้าอยู่ที่ไหนล่ะเจ้าหนู รู้รึเปล่าว่าที่นี่เป็นสนามรบ” จู้จื่อยึดมีดไว้พลางส่ายหน้า กลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้ไม่ใช่สถานที่ที่เด็กควรมา เด็กน้อยไม่ยอมตอบ เอาแต่ทำหน้านิ่ง จู้จื่อจึงเดาว่าน่าจะเป็นพวกเด็กกำพร้าจากสงคราม หากไร้ที่พึ่งพิงก็ต้องร่อนเร่กลายเป็นขอทาน “ถ้าเจ้าหลงทางมาก็รีบไสหัวไปซะ” “ข้าไม่ได้หลงทาง ข้าแซ่เฉิน อายุเจ็ดขวบ ข้าตั้งใจมาหาท่านโดยเฉพาะ” เด็กเนื้อตัวปอนๆ ประกาศก้อง ริมฝีปากแดงจิ้มลิ้มบึ้งตึงไม่แพ้กัน เค้าโครงใบหน้าดูจะหวานสวยเกินไปจนเหมือนเด็กผู้หญิง แต่กิริยาท่าทางห้าวหาญไม่ใช่เล่น ขนาดอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางศัตรูยังไม่มีอาการหวาดกลัวเลยสักนิด แต่หลี่เซวียนหลงไม่ให้ความสนใจต่อเด็กเสียสติผู้นี้อีกแล้ว “จับมันมัดแล้วโยนทิ้งไปซะ เราเสียเวลามากแล้ว” “หลี่เซวียนหลง! ข้าคือเอี้ยนซ่านฉี!” เสียงดุดันก้องสะท้านปานฟ้าผ่าดังแทรกขึ้นจากเชิงเขาด้านล่าง แม้จะอยู่ห่างไกลแต่พลังเสียงห้าวหาญทะลุแก้วหู ทหารทัพหลี่ที่คุมเชิงอยู่ตามจุดต่างๆ บนเนินเขาถึงกับต้องอุดหูไว้ บ่งบอกระดับของเอี้ยนซ่านฉีว่าน่ากลัวเพียงใด “หลี่เซวียนหลงอยู่ที่ใด!” แม่ทัพเอี้ยนซ่านฉีเตะสีข้างม้าให้ก้าวออกมาหน้ากระบวนทัพ แผ่ความกดดันเต็มที่ ส่วนบรรดาพลทหารขึ้นสายเกาทัณฑ์เพลิงเตรียมพร้อมจุดไฟเผาเนินเขาตัดทางหนีให้สิ้น เมื่อหนูน้อยได้ยินเสียงอันดัง จากเดิมที่ไม่เคยกลัวอะไรก็หน้าถอดสี ทิ้งคอห้อยตกลงทันควัน “เจ้าลูกเต่าหลี่เซวียนหลงช่างขี้ขลาดตาขาว ทำศึกด้วยวิธีสกปรกหยาบช้า! ยังจะกล้าเทียบตนเองเป็นนักรบอีกงั้นหรือ?! ไอ้ถ่อยหลี่เซวียนหลง ไสหัวออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้” เอี้ยนซ่านฉีตะโกนด่า หลี่เซวียนหลงหงุดหงิดจนแทบร้องจึงตะโกนกลับลงไป “ข้าเป็นชายชาตรี ฆ่าได้หยามไม่ได้! มารดาเจ้าเถอะ! มีตรงไหนที่ข้ากระทำเสื่อมเกียรติ” “ลูกผู้ชายอย่างข้าไม่เคยใส่ร้ายใคร การจับเด็กเป็นตัวประกันเป็นวิถีลูกผู้ชายของเจ้างั้นรึ?! คนแคว้นหลี่ช่างไม่ละอายฟ้าดิน ปล่อยตัวนางเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะบดขยี้พวกเจ้าให้แหลกยิ่งกว่าตาย” ปล่อยตัวนาง? หลี่เซวียนหลงหันขวับกลับไปที่เจ้าเด็กแซ่เฉินทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโมโห ไอ้ลูกหมาเหตุใดถึงกลายเป็น ‘นาง’ “ไอ้หนูคนนี้มันเด็กผู้ชายชัดๆ” หลี่เซวียนหลงหันกลับไปหาเจ้าหนูแซ่เฉิน สบตานิ่งก่อนที่เขาจะล้วงมือเข้าไปใต้กางเกงเด็ก “นี่ไงล่ะ! ผู้... ชาย... เอ่อ... หญิง” เขาพูดไม่ออกเมื่อคลำมือไม่พบสิ่งที่คาดหวัง แม้ว่าจะพยายามควานมือเท่าไหร่ๆ ก็ไม่พบแท่งหยกน้อย ส่วนเจ้าหนูที่เขาคิดว่าเป็นเด็กชายมาตลอดก็แผดเสียงร้องลั่น เร่งเร้าให้เอี้ยนซ่านฉีโกรธเกรี้ยวยิ่งขึ้น สวรรค์! สีหน้าของชายหนุ่มพลันเหวอระคนแดงก่ำ หลี่เซวียนหลงยืนกุมหน้าผากตัวเองอยู่ชั่วครู่เพื่อระงับอารมณ์ แต่สองแก้มของชายกรรจ์มันร้อนราวกับถูกไฟลวกก็ไม่ปาน มือแกร่งรับตัวเด็กหญิงมาจากจู้จื่อ หิ้วคอเสื้อตัวจ้อยมาห้อยต่องแต่งที่ริมผา “นางเป็นใคร” “นางคือเฉินเถาฮวา[1] บรรดาศักดิ์องค์หญิงหย่งอานแห่งเอี้ยน!” “เห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร” หลี่เซวียนหลงโกรธทันที ใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกเนื้อดีบูดบึ้งด้วยโทสะ แผดเสียงคำราม “ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเอี้ยนอ๋องมีพระธิดา คิดหรือว่าข้าจะหลงเชื่อ” “อ้ายโง่สมองสุนัข!” เอี้ยนซ่านฉีตะโกนตอบเสียงดังปานฟ้าถล่ม “เจ้าเห็นข้าเป็นพวกพูดจาสับปลับงั้นรึ?! ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกลัว พี่มาช่วยแล้ว” องค์หญิง? หลี่เซวียนหลงดึงร่างเฉินเถาฮวาให้หันมาเพื่อดูหน้าองค์หญิงชัดๆ เบ้าหน้าก็แบนๆ ตาตี่ๆ แถมฟันหลอ เผ้าผมเนื้อตัวมอมแมม จี้หยกประจำตัวเชื้อพระวงศ์ก็ไม่มี ดูๆ ไปแล้วก็มีแต่ผิวพรรณอ่อนเยาว์ที่พอใช้ได้ เขาพินิจพิจารณาเพียงอึดใจ บีบแก้มยุ้ยๆ พลิกซ้ายพลิกขวาและหิ้วคอให้เหล่าทหารดูโฉมองค์หญิง “คิดว่าไง?” ท่อนแขนกำยำชูตัวเด็กหญิงขึ้นสูง เขย่าไปมาจนศีรษะเล็กๆ สั่นกระด๊อกกระแด๊ก จู้จื่อกลอกตาไปมาพลางส่ายหน้า ส่วนทหารทั้งสามพันนายเห็นเฉินเถาฮวาชัดๆ เต็มตา ก่อนจะตะโกนกลับลงไปพร้อมกันว่า “โกหก!!” [1] เถาฮวา แปลว่า ดอกท้อ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD