บทที่ 1 รับตัวเข้าจวน
องค์หญิงหย่งอาน พระธิดาของเอี้ยนอ๋อง ประวัติความเป็นมาขององค์หญิงผู้นี้ไม่แน่ชัด แทบไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนขององค์หญิงผู้นี้เลยด้วยซ้ำ หากพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาอาจจะฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าดูจากกิริยาท่าทาง นางมีสง่าราศีแฝงอยู่ก็จริง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าเชื้อพระวงศ์หญิงมากโข
บัดนี้องค์หญิงหย่งอานแห่งแคว้นเอี้ยนถูกจับมัดห้อยต่องแต่งกับกิ่งไม้ใหญ่ เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยเศษโคลนเศษใบไม้ หลี่เซวียนหลงจัดการล้างแค้นด้วยการนำรองเท้าของนางผูกห้อยคอเด็กหญิงไว้ หวังจะแกล้งให้ร้องไห้โฮเสียบ้างแต่นางกลับยิ้มขอบคุณ
“ขอบใจ ถ้าข้าทำรองเท้าหายอีก พี่ข้าต้องบ่นสามวันสามคืนแน่”
“ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าคือองค์หญิงตัวจริง”
เฉินเถาฮวายักไหล่ “มีตาหามีแววไม่ ข้าก็ได้แต่จนใจ”
ท่าทีสงบนิ่งผิดวิสัยของนางสะกิดความสงสัยของเขาจนยากจะระงับ ชายหนุ่มจึงเดินวนรอบตัวเด็กหญิง ตาตี่ มือไม้ดำปี๋แถมฟันหลอแบบนี้ พลิกดูอย่างไรก็ระบุไม่ได้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ขนาดเด็กรับใช้ในจวนของเขายังน่ามองกว่าเลย และแล้วก็มีสิ่งที่ตัดสินได้ เมื่อหลี่เซวียนหลงก้มลงดอมดมไปตามซอกคอและหน้าอกของเด็กหญิง ก่อนจะกระชากเสื้ออย่างแรง
“องค์ชาย” จู้จื่อร้องห้าม แต่ก็สังเกตเห็นถุงหอมซึ่งส่งกลิ่นหอมระเรื่อเจือจางก็ร่วงหล่นลงมาจากอกเสื้อเด็ก รูปแบบการปักลวดลายและเครื่องหอมเฉพาะเป็นของที่มีใช้เฉพาะในวัง
“ที่แท้เอี้ยนอ๋องก็แอบซ่อนเจ้าไว้เพราะต้องการก่อสงครามกับแคว้นหลี่ไปเรื่อยๆ นี่เอง” หลี่เซวียนหลงหยิบถุงหอมนั้นขึ้นและควงมีดสั้นของเด็กหญิงไปมา นึกสบถด่าทอถึงบิดามารดาของนาง ในขณะที่เฉินเถาฮวาพยายามเหวี่ยงขาเตะไปมาแต่มันไร้ประโยชน์
“นายกองหลี่ช่างโง่งมสมคำร่ำลือ การศึกที่ผ่านมามีครั้งใดบ้างที่แคว้นเอี้ยนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน”
“อาหมวยน้อย... คนที่อ่อนแอล้วนเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแรงกว่า สัจธรรมง่ายๆ ข้อนี้เจ้าไม่เข้าใจงั้นรึ? การที่เอี้ยนอ๋องไม่ยอมส่งตัวองค์หญิงมาแลกเปลี่ยนก็แสดงเจตนาไม่บริสุทธิ์ชัดแจ้งอยู่แล้วนี่... ว่าไง เถียงไม่ออกล่ะสิ ลูกหลานผู้สูงศักดิ์ไม่นั่งชิดชายคา[1] อาหมวยน้อย เจ้าจะเข็ดแล้วหรือไม่”
“อย่าเรียกข้าว่าหมวยน้อย ข้าชื่อเฉินเถาฮวา จำไว้เสียบ้างนายกองหลี่”
“ปีนี้ข้าอายุสิบห้า”
“แล้วไง...”
“แปลว่าข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างไรเล่า... ข้าจะเรียกเจ้าว่าอาหมวยน้อยก็ถูกต้องแล้ว” ทั้งคู่ปะทะสายตากันอย่างคนไม่ถูกชะตา เอาแต่ถกเถียงว่าใครเป็นเด็กกันหน้าดำคร่ำเครียด จู้จื่อกับเหล่าทหารต่างร้องด่าในใจว่าเด็กทั้งคู่นั่นแหละโว้ย เด็กบ้าพอๆ กันอีกด้วย ทหารนับหมื่นนับพันต้องหัวหมุนเพราะเด็กบ้าสองคนนี้ มันน่าจับมัดรวมกันแล้วกระทืบให้จมดิน
เฉินเถาฮวาดูจะเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย นางถอนหายใจและเอ่ยอย่างอดทน “พูดกับท่านแล้วเหมือนเทน้ำราดทิ้ง หาประโยชน์อันใดมิได้ เอามีดของข้าคืนมานะ! นั่นเป็นของดูต่างหน้าพ่อของข้า”
“ของดูต่างหน้า? ไหนเอี้ยนซ่านฉีบอกว่าเจ้าคือองค์หญิงหย่งอานไม่ใช่รึข้าไม่ยักรู้ว่าเอี้ยนอ๋องจะด่วนตายเร็วขนาดนี้”
“ปากสุนัข! อยู่ๆ มาแช่งเสด็จพ่อของข้าได้ยังไง?!”
ชายหนุ่มรูปงามนวดขมับของตนเองเบาๆ เริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองประสาทกำเริบหรือนางสติไม่ดีกันแน่ ตกลงพ่อของนางตายหรือยังไม่ตาย
ใบหน้าคมเข้มแหงนมองดวงตะวันตั้งฉากบนฟ้า ตอนนี้เวลาล่วงเลยมานานเกินไปแล้ว ทัพเอี้ยนมีแต่จะยิ่งห้อมล้อมเชิงเขาหนาแน่นขึ้น บุรุษผู้สูงศักดิ์เดาะมีดสั้นของเฉินเถาฮวาอย่างใช้ความคิด มีดเล่มนี้ทื่อแสนทื่อ ตัดเส้นด้ายให้ขาดในฉับเดียวยังไม่ได้เลย แขนขาเล็กๆ นั่นอีกเล่า? แค่วิ่งก็แสนจะเชื่องช้าปวกเปียก มีอย่างที่ไหนบุ่มบ่ามบุกเข้ามาหาศัตรูพร้อมมีดทื่อแค่เล่มเดียว นางใช้สมองส่วนไหนคิดว่าเด็กเจ็ดขวบจะสังหารนายกองสามพันของอีกฝ่ายได้
ร่างสูงสง่ายืนขึ้นเต็มความสูงและมองสังเกตทัพแคว้นเอี้ยน ดูท่าทีเอี้ยนซ่านฉีร้อนรนปานนั้น เขาจะเชื่อก็ได้ว่าอาหมวยสมองลิงคนนี้เป็นองค์หญิงจริงๆ ร่างสูงสง่าเอ่ยยียวนพลางลับมีดเล่มนั้น คืนความแหลมคมกลับมาดังเดิม แม้ว่ามีดสั้นเล่มนี้ดูภายนอกแล้วจะดาษดื่นก็จริง แต่เนื้อโลหะแกร่งฉกรรจ์ สลักตัวอักษรแปลว่าลูกชาย
“มารดาเจ้าคงจะเลี้ยงดูเจ้าเยี่ยงเด็กชายกระมัง ช่างน่าสังเวชเสียจริง ไม่อยากแต่งไปแคว้นหลี่จนถึงขนาดสะกดจิตเด็กว่าเป็นชาย”
“นายกองหลี่ ถ้าหากท่านไม่รู้จักข้าดีพอก็อย่าเดาส่งเดช ยิ่งพูดท่านก็ยิ่งซื่อบื้อในสายตาข้า”
ฟังเด็กด่าแล้วโกรธไม่ลง หลี่เซวียนหลงกอดอกนิ่ง หากเทียบกับองค์หญิงฟางหนิง น้องสาวของเขาแล้วล่ะก็... หลี่เซวียนหลงนึกขอบคุณสวรรค์ทันที ฟางหนิงเป็นเด็กเรียบร้อยอ่อนโยน ส่วนอาหมวยสมองลิงหน้านิ่งผู้นี้ เขาจัดให้เป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ถ้าไม่บ้าก็กล้าหาญมากทีเดียว
“น่าเสียดายที่ไร้สมอง”
“ท่านก็เช่นกันนั่นแหละ” องค์หญิงน้อยเถียงกลับอย่างใจเย็น “มีอย่างที่ไหนนำทัพแค่ห้าพันมาตีเมืองของพี่ชายข้า ตอนนี้ท่านเหลือทหารแค่สามพัน นายกองมือใหม่อย่างท่านอย่าคิดรอดเลย ยอมแพ้เสียดีๆ แล้วข้าจะออกหน้าขอร้องให้พี่ชายไว้ชีวิตพวกท่าน”
“เด็กเอ๋ยเด็ก การทำศึกไม่ได้วัดผลแพ้ชนะกันที่จำนวนทหารเสียหน่อย”
[1] หมายความว่า ผู้สูงศักดิ์ไม่ควรอยู่ในที่ที่อันตราย ควรระวังภัย