บทที่ 1 รับตัวเข้าจวน 1

1109 Words
บทที่ 1 รับตัวเข้าจวน องค์หญิงหย่งอาน พระธิดาของเอี้ยนอ๋อง ประวัติความเป็นมาขององค์หญิงผู้นี้ไม่แน่ชัด แทบไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนขององค์หญิงผู้นี้เลยด้วยซ้ำ หากพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาอาจจะฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าดูจากกิริยาท่าทาง นางมีสง่าราศีแฝงอยู่ก็จริง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าเชื้อพระวงศ์หญิงมากโข บัดนี้องค์หญิงหย่งอานแห่งแคว้นเอี้ยนถูกจับมัดห้อยต่องแต่งกับกิ่งไม้ใหญ่ เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยเศษโคลนเศษใบไม้ หลี่เซวียนหลงจัดการล้างแค้นด้วยการนำรองเท้าของนางผูกห้อยคอเด็กหญิงไว้ หวังจะแกล้งให้ร้องไห้โฮเสียบ้างแต่นางกลับยิ้มขอบคุณ “ขอบใจ ถ้าข้าทำรองเท้าหายอีก พี่ข้าต้องบ่นสามวันสามคืนแน่” “ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าคือองค์หญิงตัวจริง” เฉินเถาฮวายักไหล่ “มีตาหามีแววไม่ ข้าก็ได้แต่จนใจ” ท่าทีสงบนิ่งผิดวิสัยของนางสะกิดความสงสัยของเขาจนยากจะระงับ ชายหนุ่มจึงเดินวนรอบตัวเด็กหญิง ตาตี่ มือไม้ดำปี๋แถมฟันหลอแบบนี้ พลิกดูอย่างไรก็ระบุไม่ได้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ขนาดเด็กรับใช้ในจวนของเขายังน่ามองกว่าเลย และแล้วก็มีสิ่งที่ตัดสินได้ เมื่อหลี่เซวียนหลงก้มลงดอมดมไปตามซอกคอและหน้าอกของเด็กหญิง ก่อนจะกระชากเสื้ออย่างแรง “องค์ชาย” จู้จื่อร้องห้าม แต่ก็สังเกตเห็นถุงหอมซึ่งส่งกลิ่นหอมระเรื่อเจือจางก็ร่วงหล่นลงมาจากอกเสื้อเด็ก รูปแบบการปักลวดลายและเครื่องหอมเฉพาะเป็นของที่มีใช้เฉพาะในวัง “ที่แท้เอี้ยนอ๋องก็แอบซ่อนเจ้าไว้เพราะต้องการก่อสงครามกับแคว้นหลี่ไปเรื่อยๆ นี่เอง” หลี่เซวียนหลงหยิบถุงหอมนั้นขึ้นและควงมีดสั้นของเด็กหญิงไปมา นึกสบถด่าทอถึงบิดามารดาของนาง ในขณะที่เฉินเถาฮวาพยายามเหวี่ยงขาเตะไปมาแต่มันไร้ประโยชน์ “นายกองหลี่ช่างโง่งมสมคำร่ำลือ การศึกที่ผ่านมามีครั้งใดบ้างที่แคว้นเอี้ยนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน” “อาหมวยน้อย... คนที่อ่อนแอล้วนเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแรงกว่า สัจธรรมง่ายๆ ข้อนี้เจ้าไม่เข้าใจงั้นรึ? การที่เอี้ยนอ๋องไม่ยอมส่งตัวองค์หญิงมาแลกเปลี่ยนก็แสดงเจตนาไม่บริสุทธิ์ชัดแจ้งอยู่แล้วนี่... ว่าไง เถียงไม่ออกล่ะสิ ลูกหลานผู้สูงศักดิ์ไม่นั่งชิดชายคา[1] อาหมวยน้อย เจ้าจะเข็ดแล้วหรือไม่” “อย่าเรียกข้าว่าหมวยน้อย ข้าชื่อเฉินเถาฮวา จำไว้เสียบ้างนายกองหลี่” “ปีนี้ข้าอายุสิบห้า” “แล้วไง...” “แปลว่าข้าเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างไรเล่า... ข้าจะเรียกเจ้าว่าอาหมวยน้อยก็ถูกต้องแล้ว” ทั้งคู่ปะทะสายตากันอย่างคนไม่ถูกชะตา เอาแต่ถกเถียงว่าใครเป็นเด็กกันหน้าดำคร่ำเครียด จู้จื่อกับเหล่าทหารต่างร้องด่าในใจว่าเด็กทั้งคู่นั่นแหละโว้ย เด็กบ้าพอๆ กันอีกด้วย ทหารนับหมื่นนับพันต้องหัวหมุนเพราะเด็กบ้าสองคนนี้ มันน่าจับมัดรวมกันแล้วกระทืบให้จมดิน เฉินเถาฮวาดูจะเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย นางถอนหายใจและเอ่ยอย่างอดทน “พูดกับท่านแล้วเหมือนเทน้ำราดทิ้ง หาประโยชน์อันใดมิได้ เอามีดของข้าคืนมานะ! นั่นเป็นของดูต่างหน้าพ่อของข้า” “ของดูต่างหน้า? ไหนเอี้ยนซ่านฉีบอกว่าเจ้าคือองค์หญิงหย่งอานไม่ใช่รึข้าไม่ยักรู้ว่าเอี้ยนอ๋องจะด่วนตายเร็วขนาดนี้” “ปากสุนัข! อยู่ๆ มาแช่งเสด็จพ่อของข้าได้ยังไง?!” ชายหนุ่มรูปงามนวดขมับของตนเองเบาๆ เริ่มไม่แน่ใจว่าตนเองประสาทกำเริบหรือนางสติไม่ดีกันแน่ ตกลงพ่อของนางตายหรือยังไม่ตาย ใบหน้าคมเข้มแหงนมองดวงตะวันตั้งฉากบนฟ้า ตอนนี้เวลาล่วงเลยมานานเกินไปแล้ว ทัพเอี้ยนมีแต่จะยิ่งห้อมล้อมเชิงเขาหนาแน่นขึ้น บุรุษผู้สูงศักดิ์เดาะมีดสั้นของเฉินเถาฮวาอย่างใช้ความคิด มีดเล่มนี้ทื่อแสนทื่อ ตัดเส้นด้ายให้ขาดในฉับเดียวยังไม่ได้เลย แขนขาเล็กๆ นั่นอีกเล่า? แค่วิ่งก็แสนจะเชื่องช้าปวกเปียก มีอย่างที่ไหนบุ่มบ่ามบุกเข้ามาหาศัตรูพร้อมมีดทื่อแค่เล่มเดียว นางใช้สมองส่วนไหนคิดว่าเด็กเจ็ดขวบจะสังหารนายกองสามพันของอีกฝ่ายได้ ร่างสูงสง่ายืนขึ้นเต็มความสูงและมองสังเกตทัพแคว้นเอี้ยน ดูท่าทีเอี้ยนซ่านฉีร้อนรนปานนั้น เขาจะเชื่อก็ได้ว่าอาหมวยสมองลิงคนนี้เป็นองค์หญิงจริงๆ ร่างสูงสง่าเอ่ยยียวนพลางลับมีดเล่มนั้น คืนความแหลมคมกลับมาดังเดิม แม้ว่ามีดสั้นเล่มนี้ดูภายนอกแล้วจะดาษดื่นก็จริง แต่เนื้อโลหะแกร่งฉกรรจ์ สลักตัวอักษรแปลว่าลูกชาย “มารดาเจ้าคงจะเลี้ยงดูเจ้าเยี่ยงเด็กชายกระมัง ช่างน่าสังเวชเสียจริง ไม่อยากแต่งไปแคว้นหลี่จนถึงขนาดสะกดจิตเด็กว่าเป็นชาย” “นายกองหลี่ ถ้าหากท่านไม่รู้จักข้าดีพอก็อย่าเดาส่งเดช ยิ่งพูดท่านก็ยิ่งซื่อบื้อในสายตาข้า” ฟังเด็กด่าแล้วโกรธไม่ลง หลี่เซวียนหลงกอดอกนิ่ง หากเทียบกับองค์หญิงฟางหนิง น้องสาวของเขาแล้วล่ะก็... หลี่เซวียนหลงนึกขอบคุณสวรรค์ทันที ฟางหนิงเป็นเด็กเรียบร้อยอ่อนโยน ส่วนอาหมวยสมองลิงหน้านิ่งผู้นี้ เขาจัดให้เป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ถ้าไม่บ้าก็กล้าหาญมากทีเดียว “น่าเสียดายที่ไร้สมอง” “ท่านก็เช่นกันนั่นแหละ” องค์หญิงน้อยเถียงกลับอย่างใจเย็น “มีอย่างที่ไหนนำทัพแค่ห้าพันมาตีเมืองของพี่ชายข้า ตอนนี้ท่านเหลือทหารแค่สามพัน นายกองมือใหม่อย่างท่านอย่าคิดรอดเลย ยอมแพ้เสียดีๆ แล้วข้าจะออกหน้าขอร้องให้พี่ชายไว้ชีวิตพวกท่าน” “เด็กเอ๋ยเด็ก การทำศึกไม่ได้วัดผลแพ้ชนะกันที่จำนวนทหารเสียหน่อย” [1] หมายความว่า ผู้สูงศักดิ์ไม่ควรอยู่ในที่ที่อันตราย ควรระวังภัย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD