ดวงตาคมกริบเหลือบมองเด็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองตรงข้างหน้า มือร้อนๆ กดศีรษะเล็กๆ ไว้ให้แนบแผงอก “ไม่น่ารักเอาซะเลยนะเรา อนาคตต้องได้เป็นนักรบที่เหลือรอด[1]แน่นอน”
“นายกองหลี่พูดถูกต้องแล้ว” เฉินเถาฮวาฟังแล้วยิ้มอย่างถูกใจทันที
“อย่ามัวแต่พูดมาก เกาะม้าไว้ให้ดีๆ เร็วเข้า”
มือหยาบกระด้างกดศีรษะของเด็กหญิงให้หมอบต่ำหลบห่าธนูที่พุ่งมาอีกระลอก หลี่เซวียนหลงหลอกล่อให้ทัพเอี้ยนไล่ติดตามมาเพื่อให้ทัพสามพันของตนหลุดพ้นจากการติดตาม แต่บุคคลที่ตามไล่ตีคือหนึ่งในสามขุนพลสวรรค์ นับว่าเป็นงานหินของหลี่เซวียนหลงยิ่งนัก
ความเร็วของม้าและกระแสลมกระโชกดึงมวยผมขององค์หญิงน้อยจนหลุดลุ่ย พัดสยายไม่เรียบร้อย แต่เฉินเถาฮวามิได้สนใจเพราะกำลังเบิกตากว้าง จ้องมองฝีมือการยิงเกาทัณฑ์ขณะควบม้าสุดฝีเท้าของหลี่เซวียนหลง เขายิงคราวละสามดอก ทิศทางแม่นยำและรวดเร็วแม้ว่าม้าคู่ใจจะห้อตะบึงอยู่บนทางที่เต็มไปด้วยกรวดและหินก็ตาม
“เจ้าควบม้าเป็นมั้ย” เขาถาม
“เป็น”
“งั้นก็จัดการซะ” พูดจบก็โยนสายบังเ**ยนให้ ส่วนตัวชายหนุ่มผาดแผลงยิงเข้าเป้าไม่มีพลาด เฉินเถาฮวาพยายามจะขัดขวางเขาด้วยการบังคับม้าให้วิ่งซ้ายขวาไม่แน่นอน แต่ลูกศรของหลี่เซวียนหลงก็ยังคงพุ่งปักกลางหน้าอกทหารแคว้นเอี้ยนอยู่ดี เด็กหญิงเคยเห็นฝีมือยิงธนูของพี่ชายทั้งสามมามาก แต่พอวันนี้ได้เปิดหูเปิดตาก็ต้องประเมินนายกองวัยสิบห้าผู้นี้ใหม่ เพราะฝีมือการฟันดาบขี่ม้า ใครๆก็มีได้ แต่ฝีมือการยิงเกาทัณฑ์เช่นนี้น้อยคนนักที่จะทำได้ หลี่เซวียนหลงจัดการปลิดชีพทหารที่เอี้ยนซ่านฉีวางซุ่มไว้จนสิ้น เปิดทางให้ทหารราบติดตามทหารม้าไปให้ทัน
“หันหน้ากลับไปบังคับม้าให้ดี” หลี่เซวียนหลงบิดคอเด็กให้หันไปสนใจการคุมบังเ**ยน หากเกิดพลาดขึ้นมามีหวังคอหักตายทั้งคู่
“ท่านเก่งไม่ใช่เล่นเลยนี่ นับถือๆ”
“เพิ่งจะรู้รึ ในแคว้นหลี่ไม่มีใครยิงธนูสู้ข้าได้สักคน”
“อ๋อเหรอ พวกขี้โม้ที่ข้าเจอชอบพูดอย่างนี้กันทุกคน น่าเสียดาย...”
“น่าเสียดายที่ไม่มีสมอง” เด็กหญิงเอ่ยไม่ทันจบ หลี่เซวียนหลงกำลังติดพันอยู่กับการยิงเกาทัณฑ์ก็ยังอุตส่าห์แบ่งสมาธิมาพูดต่อให้อย่างรู้ทัน นางด่าเขาว่าตัวโง่งมไม่รู้กี่ครั้ง แต่พอฟังๆ ไปก็ชักจะเฉยๆ ไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอย่างเคยอีก
“เฮ้! เผลอไม่ได้เลยนะ”
หลี่เซวียนหลงเริ่มรู้สึกว่าม้าคู่ใจชะลอฝีเท้าลง เขาจึงขึ้นสายเกาทัณฑ์สังหารทหารม้าที่วิ่งไล่กวดมาไปสิ้น ก่อนจะคว้าสายบังเ**ยนมาควบคุมเองเพราะยัยเด็กตัวแสบทำท่าจะวกม้ากลับ ชายหนุ่มรูปงามจึงรั้งร่างน้อยปะทะเข้ากับแผงอกกำยำ เงื้อมือเขกมะเหงกดังโป๊กและขู่ว่าจะทำลายมีดเล่มนั้นทิ้งซะ องค์หญิงน้อยถึงได้ยอมจำนน
“ระวัง! หน้าผา!”
เด็กน้อยร้องเสียงหลง หลี่เซวียนหลงเองก็ตกใจ แต่ระยะมันกระชั้นชิดเกินไป จึงควบม้าเร่งให้กระโดดเหินข้ามผาแทน เจ้าม้าเฟยหลงเป็นม้าศึกฝีเท้าชั้นยอด พละกำลังเหนือหล้า วิ่งพันลี้ไม่มีเหนื่อย มันโผนทะยานพาเจ้านายกับเด็กน้อยข้ามเหวดุจมังกรทะยาน
จังหวะที่กำลังลอยตัวเหนือหุบเหว เฉินเถาฮวารู้สึกเหมือนตนเองหยุดนิ่งลอยอยู่เหนือความเป็นความตาย ก่อนที่วูบต่อมาทุกอย่างรอบกายจะเคลื่อนที่ต่อไปรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด เฟยหลงโผนสุดตัว กีบเท้าแตะขอบผาอีกฝั่งได้สำเร็จ
“สะใจจริง!”
ร่างองอาจกู่ร้องตะโกนอย่างผู้มีชัย แต่ทว่าเจ้าม้ากระแทกตัวลงบนเชิงผาเล็กๆ แรงเกินไป หินผาเปราะบางรับน้ำหนักไม่ไหวจึงกะเทาะแตก ทั้งคนทั้งม้าต่างหงายหลังร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง
“เด็กน้อย...เจ้าว่ายน้ำเป็นหรือไม่”
เขายังมีอารมณ์ขันด้วยการร้องถาม เฉินเถาฮวาอ้าปากค้าง ตากว้างอย่างตระหนก สองมือพยายามไขว่คว้าหาทางรอดแต่ไม่สำเร็จ
เมื่อสมัยยังเด็ก นางเคยถามท่านแม่ว่าคนเราจะบินได้เหมือนอย่างนกหรือไม่ ท่านแม่หัวเราะพลางส่ายหน้า แต่ตอนนี้เฉินเถาฮวากำลังบิน ร่างทั้งร่างลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ก่อนที่วูบต่อมาจะตกลงไปยังสายน้ำเชี่ยวกราก กระแสน้ำขุ่นคลั่กพัดพาให้ร่างองค์ชายแห่งหลี่กับองค์หญิงแห่งเอี้ยนลอยห่าง กระเด็นไปคนละทิศละทาง
[1] เป็นสำนวนแปลว่าขึ้นคาน เฉินเถาฮวาไม่รู้ นึกว่าเขาชมจึงยิ้มรับ สมกับที่โดนด่าว่าเป็นเด็กไร้สมอง