บทที่ 3 เสนอตัว
หลายปีต่อมา
ไฟสงครามระหว่างแว่นแคว้นยังคงไหม้ลามไม่มีหยุด ควันไฟเถ้าถ่านปกคลุมไปทั่ว กระจายไปตามหัวเมืองต่างๆ แคว้นใดปรับตัวได้ทันก็รวบกินผลประโยชน์ แคว้นใดอ่อนแอก็จะถูกกลืนกิน บัดนี้จึงเหลือเพียงหลี่ เอี้ยนและเหลียน สามแคว้นใหญ่ที่ทุ่มกำลังชิงความเป็นใหญ่
“กราบทูลองค์ชาย... ท่านอ๋องเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
แนวต้นสนริมชายหาดเพิ่งตื่นจากการหลับใหล แผ่กิ่งต้อนรับแสงอรุณและโอบกอดสายลมอย่างอ่อนโยน เหนือกิ่งก้านอันมีน้ำค้างพร่างพราวนั้น มีเหยี่ยวตัวใหญ่บินฉวัดเฉวียนไปมา ส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กดุจแก้วเจียระไนดังกังวาน สายตาของมันจ้องเหยื่อและตวัดกรงเล็บกลางเวหาอย่างแม่นยำ
นิสัยของเหยี่ยวสายพันธุ์นี้เย่อหยิ่งและดุร้าย แต่เมื่อมันได้ยินเสียงผิวปากเรียก มันจึงละทิ้งเหยื่อก่อนจะบินถลาลงมาเกาะแขนบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งอย่างเชื่อฟัง
“เด็กดี เจ้าบินสวยมาก”
เบื้องหลังห่างออกไปนั้นทหารองครักษ์นับร้อยชีวิตยืนเรียงรายอารักขา หลี่อ๋องผู้สง่างามเอนกายประทับที่ตั่ง ทอดพระเนตรชายหาดแสนบริสุทธิ์และนกเหยี่ยวของน้องชาย
“ข้าได้ยินว่าเมียของมันเพิ่งจะฟักลูก และวันก่อนมันก็เพิ่งได้รับเหยี่ยวตัวเมียแสนสวยเป็นรางวัล” รับสั่งโต้เสียงคลื่นลม ทรงรู้ว่าน้องชายไม่ค่อยชอบให้มีคนมากมายเช่นนี้ยามพักผ่อนตามลำพัง แต่หลี่อ๋องก็ชอบที่จะเสด็จมาแบ่งปันความสงบเงียบที่ชายหาดแห่งนี้เช่นกัน
หลี่เซวียนหลง องค์ชายแห่งแคว้นหลี่มิได้สนใจรับสั่งของผู้เป็นพี่ชาย ร่างฉกรรจ์สูงกำยำยังคงทอดสายตามองคลื่นทะเลและสะบัดท่อนแขน ส่งเหยี่ยวตัวโปรดขึ้นสู่ท้องฟ้า
“อย่าเสียเวลาล่อเหยื่อกระหม่อมเลยฝ่าบาท”
คลื่นทะเลโหนตัวขึ้นจุมพิตแสงอรุณรุ่งเหนือท้องทรายสีขาว พัดพาคลื่นน้ำสีเขียวอมฟ้าซัดสาดขึ้นสู่ชายฝั่ง สายลมกระหน่ำโหมให้ชุดสีน้ำเงินเข้มของชายหนุ่มแนบลู่เรือนร่างแข็งแรง เรือนผมดำขลับมัดเป็นหางม้าสะบัดไปตามแรงลม งามสง่าดุจเทพมังกรแห่งท้องทะเล
หลี่เซวียนหลงผินหน้ากลับมาและก้าวย่ำผ่านผืนทรายอย่างหนักแน่น ก้าวขาออกมาขาหนึ่ง รวบชายเสื้อแล้วชันเข่าคำนับอย่างเป็นทางการในฐานะขุนนาง แววเนตรของหลี่อ๋องจึงหม่นแสงลงเล็กน้อย พระองค์มักจะจำภาพเด็กชายเลือดร้อนเหมือนพายุบ้า บัดนี้เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มแสนสุขุมลุ่มลึก หลี่อ๋องจึงมักจะถอนหายใจถึงกาลเวลา
“ลุกขึ้นเถอะแล้วมานั่งเป็นเพื่อนข้า นานมากแล้วที่เราพี่น้องไม่ได้นั่งคุยกันเช่นนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ” ร่างสูงสง่าประสานมือคำนับ ทรุดกายลงนั่งเคียงข้างพี่ชาย อาเป่า เด็กรับใช้คนสนิทถวายน้ำชา หลี่อ๋องจึงโบกพระหัตถ์ไล่
“ไปเอาเหล้ามา! เวลาสบายๆ เยี่ยงนี้ข้าอยากดื่มเหล้า”
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
บรรยากาศริมชายหาดชวนผ่อนคลาย หลี่อ๋องยังมีแก่ใจหยิบกู่เจิ้งที่วางอยู่ขึ้นมาร่ายดนตรี ปลายนิ้วกรีดเสียงเพลงขับกล่อมทะเลและแสงแดดเป็นทำนองคึกคัก หลี่เซวียนหลงหัวเราะและร่วมร้องเพลงด้วยน้ำเสียงกังวานมีพลัง เนื้อหาของบทเพลงที่ร่ายขึ้นมาสดๆ หากมีสนมนางกำนัลหรือหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนร่วมฟัง คงจะหน้าแดงอายม้วนและด่าชายรูปงามทั้งคู่ว่าต่ำทราม เพราะเนื้อเพลงที่หลี่เซวียนหลงร่ายล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องลามกในวงเหล้า
“เมื่อก่อนเจ้าตัวเตี้ยกว่าข้าเกือบหนึ่งฝ่ามือ เวลาผ่านไปพริบตา... เจ้าก็ตัวสูงกว่าข้าเสียแล้ว”
หลี่อ๋องกล่าวพลางแย้มสรวล ทรงมีรูปโฉมงดงามถอดแบบมาจากพระราชบิดาผู้ล่วงลับ หลี่เซวียนหลงเองก็เช่นกัน หน้าตาของเขาคมเข้ม ได้สัดส่วนไปหมดทั้งคิ้วกระบี่ ดวงตาเป็นประกายเฉิดฉาย จมูกโด่งเป็นสันภูผาและความสูงโดดเด่น เพียงกอดอกนิ่งก็แผ่บารมีจนทุกชีวิตต้องย่นระย่อ
“เสด็จพี่นั่งรถม้ามาตั้งไกล คงไม่ได้มาแค่ชมความสูงของกระหม่อมกระมัง?”
“ข้าต้องการให้เจ้าแต่งงาน”
หลี่เซวียนเยว่ อ๋องแห่งหลี่เปิดประเด็นตรงไปตรงมา
“แต่งงานงั้นหรือ”
นิสัยของหลี่เซวียนหลงเย็นชาเงียบขรึมจนยากจะหยั่งถึง ทุกคนกลัวเขา ต่างรู้สึกว่าดวงตาดำขลับคู่นั้นพ่นพิษได้เหมือนงู เพียงแค่หลี่เซวียนหลงปรายตามองผู้ใด ก็ส่งผลให้เหมือนมีอสรพิษร้ายเลื้อยพันรอบลำคอของผู้ถูกจ้องมอง กลัวจนต้องยืนนิ่งไม่ไหวติงทุกที
“ข้าต้องการจัดการเจ้าให้เรียบร้อยก่อนเปิดศึกครั้งต่อไป”
หลี่อ๋องยิ้ม เป้าหมายต่อไปที่ปลายดาบของหลี่อ๋องจะหันไปประจันคือแคว้นคู่ปรับอย่างแคว้นเอี้ยน แต่ตอนนี้หลี่อ๋องมีงานสำคัญที่จะต้องจัดการก่อน ทรงจ้องมองน้องชายผู้ซึ่งไร้ที่ติ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าชายหนุ่มฉกรรจ์ผู้นี้ยังคงถือครองพรหมจรรย์ นั่นทำให้หลี่อ๋องรู้สึกตะขิดตะขวงใจมาตลอด
“ปีนี้เจ้าอายุยี่สิบห้าแล้ว... สิบปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ข้าปล่อยเจ้าลงสู่สนามรบ เจ้าก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องการแต่งงานอีกเลย”
“กระหม่อมมีที่พึ่งอยู่แล้ว” หลี่เซวียนหลงหมายถึงหนังสือบนโต๊ะที่พลิกหน้าสะบัดไปตามแรงลม แต่หน้าล้วนมีภาพวาดสีสันสวยงามและลามกโจ่งครึ่ม หลี่เซวียนเยว่เป็นพี่ชายยังถึงกับถอนหายใจดังเฮ้อแรงๆ