เมืองเจียนหยาง เมืองหลวงของแคว้นเอี้ยน
แคว้นเอี้ยนกำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ต้นเฟิงแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงสดใส พอสายลมกระโชกใส่ ใบเฟิงก็ร่วงสู่พื้นปูเป็นพรมธรรมชาติสว่างไสว ต้นผิงกั่วที่ปลูกริมทะเลสาบใสกระจ่างกำลังออกผลเล็กๆ สีแดงพราวเต็มต้น ร่วงหล่นลงมาทับถมบนพื้น พวกหงส์กับยวนยาง[1]ก็แวะมากินผลผิงกั่วกันอย่างมีความสุข ส่วนนกหลากสีกับกระรอกตัวเล็กตัวน้อยเร่งมือเก็บเสบียงตุนไว้สำหรับหน้าหนาวกันคึกคัก ใครที่มาเยือนอุทยานหลวงในวังเอี้ยนอ๋องได้เห็นฉากนี้ล้วนประทับใจความสงบงามกันทุกคน
เหนือขึ้นไปบนหอไข่มุก มีร่างหนึ่งกำลังห้อยโหนอยู่ที่ขอบระเบียงชั้นสาม ต่างหูเงินที่นางสวมส่องประกายวิบวับท้าทายแสงตะวัน
มือขาวผ่องเกาะแนวระเบียงหอไว้ ชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนและเรือนยาวยาวสลวยถึงบั้นเอวโบกสะบัดไปตามแรงลมหนาว แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ผ่อนความเร็วแต่อย่างใด สองขาปีนลงมาอย่างมั่นคงและกระโดดว่องไว พริบตาเดียวปลายเท้าก็แตะพื้นอย่างนุ่มนวล สองมือปาดเหงื่อพอเป็นพิธี
บัดนี้เฉินเถาฮวาอายุสิบเจ็ดปีเต็ม เด็กหญิงหน้าปอนๆ เนื้อตัวมอมแมมคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นโฉมสะคราญสมบูรณ์แบบไร้ผู้ใดเปรียบ ผิวขาวนวลเนียนกระจ่างหอมละมุนจนเหล่าบุปผาเหลียว ชายใดได้พบสบตาล้วนร้อนผ่าวในหัวอกกันทุกคน
ถึงจะสวยเลื่องลือเพียงใด แต่คนในวังรู้ดีว่าเฉินเถาฮวาเป็นเด็กเกเรและดื้อตาใส พระบิดาบุญธรรมอย่างเอี้ยนอ๋องต้องเหนื่อยและตามคุมเข้มทุกระเบียดนิ้วไม่ให้คลาดสายตา แต่นางก็เกเรเงียบ ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็นุ่มนวลอ่อนหวาน เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่พออยู่กับพวกพี่ชายก็ออกฤทธิ์ออกเดช ขนาดเอี้ยนเซินทั้งดุทั้งเด็ดขาดแค่ไหนก็ยังทำอะไรนางไม่ได้
“ไปกันเถอะซูเจี้ยน ข้าต้องรีบแล้ว”
เรือนร่างอรชรบิดเอวไล่ความเมื่อยขบ ดวงตากลมโตคู่งามสะกดใจกวาดมองซ้ายขวาเพื่อดูให้มั่นใจว่าปลอดคนอย่างระมัดระวังก่อนจะค่อยๆ ย่องหลบ ทว่ายังยังไม่ก้าวขา กำปั้นหนักๆ ก็ทุบลงมากลางศีรษะ แต่เฉินเถาฮวาเบี่ยงกายหลบได้ทัน
โป๊ก!
ถึงจะหลบกำปั้นแรกได้ แต่กำปั้นที่สองตามมาอย่างรวดเร็ว ผ่าลงไปกลางศีรษะองค์หญิงเต็มๆ เฉินเถาฮวาแทบร้องและหันไปเจอซูเจี้ยน คนสนิทของตนเองคุกเข่าสงบเสงี่ยมอยู่ ซูเจี้ยนหน้าจ๋อยสนิทแต่ริมฝีปากบิดเป็นคลื่น ส่งเสียงหัวเราะอิ๊ดๆๆ
“หนีเรียนอีกแล้วนะฮวาเอ๋อร์”
“พี่สาม ข้าผิดไปแล้ว” ร่างบอบบางกุมศีรษะตัวเอง ซูเจี้ยนปีนลงมาเป็นคนแรกก็น่าจะส่งสัญญาณเตือนกันสักนิดว่ามีนรกดักอยู่ แต่นี่ดันเงียบกริบเหมือนรู้เห็นเป็นใจ รอให้องค์หญิงปีนลงมาถึงพื้นก่อนแล้วค่อยหัวเราะ สุดท้ายซูเจี้ยนกลั้นไม่ไหว ล้มลงไปหัวเราะเสียงดัง
“ซูเจี้ยน!”
“ขอทรงอภัยด้วยเพคะองค์หญิง บ่าวขัดคำสั่งองค์ชายสามไม่ได้จริงๆ”
เอี้ยนซื่อจิ้น องค์ชายสามแห่งเอี้ยน คนผู้นี้ชำนาญการใช้ง้าวบั่นคอศัตรูมานับไม่ถ้วน นัยน์ตาสีดำคมกริบไร้ความรู้สึกที่ผู้ชายเห็นต่างรู้สึกหนาวเยือกจับใจ แต่กลับมีเสน่ห์ชวนหลงใหลสำหรับผู้หญิงอย่างน่าประหลาด เขามีนิสัยดุร้ายป่าเถื่อนมาก จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังโหดเหี้ยมไม่หาย ว่ากันว่าเขาสามารถฆ่าทหารที่ยอมแพ้ได้โดยไม่รู้สึกอะไร สำหรับเฉินเถาฮวาแล้ว พี่ชายบุญธรรมคนนี้ปากร้ายที่สุด
ร่างสูงปานภูผายืนตระหง่านอย่างสง่างาม เตรียมดีดนิ้วใส่หน้าผากน้องสาว “เด็กตาตี่อย่างเจ้าดูหน้าตาก็ซื่อบื้อพออยู่แล้ว ยังจะกล้าหนีเรียนไปไหนอีก”
“ไปฟังประชุมรบกับพี่สามเพคะ” เฉินเถาฮวาทำหน้าตาย แต่เขาไม่หลงกล ดีดนิ้วใส่ดังเผียะ!
“ปีนกลับขึ้นไปเดี๋ยวนี้เลยไป จะขึ้นไปเองหรือจะให้ข้าถีบขึ้นไป”
“โธ่ พี่สาม ข้านั่งปักผ้าตั้งแต่เช้าแล้ว วันนี้ปักดอกโบตั๋นได้เต็มดอกเชียวนะ ข้านั่งเพ่งจนปวดตาแทบแตกอยู่แล้ว เรื่องดีดพิณร่ายกลอนข้ายังพอจะทำได้ แต่เรื่องปักผ้าข้ายอมแพ้ ปล่อยข้าไปเถอะเพคะ”
“เจ้ากล้าเรียกดอกไม้บัดซบที่เจ้าปักว่าดอกโบตั๋นงั้นรึ เจ้าปักผ้าไหมสำหรับติดตัวเจ้าสาวยามออกเรือนตั้งห้าปีแล้ว เพิ่งจะทำไปได้แค่ครึ่งเดียว ชาตินี้เจ้าคงจะกลายเป็นป้าแก่ๆ ในวังเป็นแน่”
“ข้าก็ไม่ได้อยากแต่งงานมีสามีสักหน่อย ตอนนี้ได้เวลาไปหาพี่รองแล้วนะ ไปกันเถอะๆๆ”
“เจ้าอย่ามั่ว มีแค่ข้าที่ต้องไป ไม่ใช่เจ้า”
เอี้ยนซื่อจิ้นจิ้มกะโหลกน้องสาวแล้วยันทิ้งจนเฉินเถาฮวาหน้าหงาย ก่อนจะเดินไปเลย แต่เฉินเถาฮวาเดินตามติด พี่สามหยุดนางก็หยุด พี่สามเดินนางก็เดิน ทำเอาองค์ชายสามคำรามฮึ่มในขณะที่นางยิ้มน้อยๆ สองมือไพล่หลัง
“เจ้าจะตามข้ามาทำไมกัน ซูเจี้ยน! พานายของเจ้ากลับไปปักผ้าต่อเถอะไป”
“งานปักผ้ากับงานบ้านเมือง อย่างไหนจะสำคัญกว่ากันเพคะ ข้าได้ยินเสด็จพ่อรับสั่งถึงศึกชายแดนว่าตอนนี้น่าเป็นห่วงมาก ให้ข้าไปร่วมฟังด้วยเผื่อมีความคิดดีๆ ช่วยกันเสนอจะไม่ดีกว่าเหรอเพคะพี่สาม ข้าถูกด่าแค่เล็กน้อย แต่หากสามารถช่วยเหลือปวงประชาได้ เสด็จพ่อย่อมเห็นด้วย เพราะฉะนั้นการที่ข้าตามท่านก็ถือว่าทำถูกต้องแล้ว”
เอี้ยนซื่อจิ้นหัวเราะ
“เจ้านี่นับวันจะยิ่งหน้าหนาได้แนบเนียนขึ้นทุกวัน เอาเถอะ ลิงอย่างเจ้ายอมจับเข็มตั้งค่อนวันก็นับว่าใช้ได้” เอี้ยนซื่อจิ้นโยนง้าวเหล็กประจำกายให้น้องสาว แม้ว่าเฉินเถาฮวาจะแข็งแรงแค่ไหน แต่เจอง้าวเหล็กหนักหลายสิบชั่งเข้าไป เข่าเล็กๆ ก็แอบทรุด “ถือง้าวตามไปส่งข้าที่ค่ายทหารก็แล้วกัน จำไว้ว่านี่เป็นเรื่องจริงจัง มีหลายฝ่ายร่วมประชุม เจ้าก็อย่าเสียมารยาทเด็ดขาดล่ะ”
ด่านแรกผ่านได้แล้ว เฉินเถาฮวาย่อกายขอบคุณ “ขอบพระทัยเพคะพี่สาม”
[1] เป็ดแมนดาริน