ด่านที่สองขององค์หญิงหย่งอานคือพี่ชายคนรอง... เอี้ยนซ่านฉี
เอี้ยนซ่านฉีกำลังฝึกซ้อมหมัดมวย หยิบอิฐครึ่งแผ่น สองมือออกแรงบีบราวกับไม่ต้องใช้ความพยายามสักนิด อิฐทั้งสองก้อนก็ลั่น บดกลายเป็นผงละเอียดคามือ เหล่านายทหารที่ร่วมฝึกซ้อมต่างโห่ร้อง ถึงแม้ว่าพี่ชายบุญธรรมคนนี้จะหน้าตาธรรมดาแต่เอี้ยนซ่านฉีตัวใหญ่ที่สุด แข็งแกร่งที่สุดและมีรังสีแม่ทัพใหญ่องอาจเข้มข้น ผู้ที่เผชิญหน้ากับเขาล้วนรู้สึกเหมือนกำลังประจันหน้ากับภูผาศิลาก็ไม่ปาน ทวนมังกรที่เขาใช้หนักถึงแปดสิบชั่ง สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่อายุเพียงสิบแปด ถ้าให้เฉินเถาฮวาเลือกคู่ต่อสู้ นางเลือกที่จะเผชิญหน้ากับพี่ชายคนนี้เป็นคนสุดท้าย
เอาเข้าจริงๆ แล้วมีเพียงคนเดียวที่ปราบพี่รองได้ นั่นคือเจินเม่ยฮูหยิน นางตัวเล็กนิดเดียวแต่ปราบยักษ์ได้เสียอยู่หมัด เอี้ยนซ่านฉีชอบทำเสียงดังโผงผางแค่ไหน แต่ถ้าเจินเม่ยอยู่ตรงหน้า ทวนมังกรแห่งเอี้ยนจะเสียงหวานเสียงนุ่มในทันใด
“พี่รอง ข้ามาแล้ว” เฉินเถาฮวาเยื้องกรายมาถึง หยิบแผ่นอิฐขึ้นมาบ้างและพยายามออกแรงเท่าไหร่ก็บีบไม่แตก “ข้ายังสู้แรงพี่รองไม่ได้”
“แอบมาเที่ยวเล่นที่นี่อีกแล้ว เดี๋ยวพวกข้าก็โดนเสด็จพ่อบ่นอีก กลับไปๆ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ผู้หญิงควรมา”
“ข้าไม่ได้แอบมา แล้วก็ไม่ได้มาเที่ยวเล่นด้วย พี่สามเป็นคนอนุญาตให้ข้ามาต่างหากเพคะ”
คนที่เฉินเถาฮวาพูดถึงเดินดุ่มไปไกลแล้ว ทิ้งตัวภาระให้องค์ชายรองรับช่วงต่อ นายทหารที่เห็นองค์หญิงล้วนยืดตัวให้ผึ่งผายองอาจ หากเป็นหนุ่มๆ ก็จะถอดหมวกเกราะเผยใบหน้า หากมีอายุหน่อยก็จะลูบเคราและวางตัวให้สุขุม ลืมงานที่ทำอยู่จนสิ้น พากันเหลียวมองเฉินเถาฮวาประหนึ่งผีเสื้อตามแสงจันทร์ เอี้ยนซ่านฉีเห็นว่าจะเสียเกียรติองค์หญิงแห่งเอี้ยน ดังนั้นจึงถลึงตาไล่ตะเพิดพวกทหารไปให้พ้น ก่อนจะเคลื่อนกายใหญ่โตเหมือนยักษ์ปักหลั่นมาขวางทางน้องสาว
“กลับวังไปซะฮวาเอ๋อร์ เสด็จพ่อสั่งห้ามเจ้ายุ่งเกี่ยวเรื่องสงครามเด็ดขาด อย่าทำให้พี่ชายเจ้าต้องลำบากใจ”
“นี่เป็นตราอนุญาตจากเสด็จพ่อ” เฉินเถาฮวาหยิบตราหยกออกมาจากแขนเสื้อให้ดูแล้วเก็บอย่างรวดเร็ว “ข้าเองก็เป็นพี่น้องของพวกท่าน เป็นชาวแคว้นเอี้ยนเช่นกัน ตอนนี้บ้านของเรากำลังมีภัย จะมัวแบ่งแยกผู้หญิงผู้ชายไปอีกทำไมกัน”
คำพูดฟังดูมีเหตุผล แต่เอี้ยนซ่านฉียังคงขวางทางพร้อมกับแบมือออกมาตรงหน้า “หยิบตราหยกของเสด็จพ่อออกมาให้ข้าดูอีกรอบหน่อยสิ”
“พี่รอง พี่ไม่เชื่อใจข้าเหรอ”
“ถ้าเชื่อจะขอดูเหรอวะ ส่งมาเร็วๆ” เอี้ยนซ่านฉีกวักมือ นางอิดออด แต่สุดท้ายก็ต้องยอมล้วงตราหยกออกมาส่งให้ เอี้ยนซ่านฉียังไม่ทันได้รับตราหยกก็เขกกะโหลกน้องสาวดังโป๊ก
“โกหกหน้าตายอย่างเจ้า ทำไมข้าจะรู้ไม่ทัน ไส้กี่ขดข้ารู้หมดแล้ว ริอ่านแอบอ้างเสด็จพ่อตั้งแต่เล็กยันโต”
ตราหยกที่แท้เป็นแค่ก้อนหินทาสีเขียว มุกตื้นๆ ของเด็กสมองลิง เขาเจอมุกนี้ไม่รู้กี่รอบแล้ว เจ้าดอกท้อก็ยังหมั่นหยิบมาใช้จนเอี้ยนอ๋องมีคำสั่งลับให้เปลี่ยนตราคำสั่งเป็นหยกแดงเพื่อดักทางองค์หญิงนานแล้ว
“ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจสงครามอีก ตั้งแต่คราวที่โดนไอ้ลูกเต่ามันจับเป็นตัวประกัน ข้าก็โดนเสด็จพ่อขุดขึ้นมาด่าแทบจะทุกเดือน ตอนนี้เจ้าโตเป็นสาวพร้อมออกเรือนแล้ว ถ้าโดนจับไปอย่างคราวก่อนอีก...”
“ถ้าโดนจับไปอีกแล้วจะเป็นอย่างไรเหรอพี่รอง” เฉินเถาฮวาแสร้งถาม เอี้ยนซ่านฉีจึงเป็นฝ่ายลุกลี้ลุกลน ไม่กล้าพูดเสียงดังเพราะกลัวน้องจะเสื่อมเสีย ดังนั้นจึงก้มตัวลงมาป้องปากกระซิบเบาๆ
“สมองหมูอย่างเจ้าลืมไปแล้วรึ ตอนนั้นเจ้าแค่เจ็ดขวบ มันยังกล้าล่วงเกินเจ้า”
ร่างบอบบางโบกไม้โบกมือ “ข้าไม่ถือสาเพคะ”
“แต่ข้าถือ! ข้าตามสับมือมันให้ขาดมาตลอดสิบปี แก้แค้นให้เจ้า!”
เฉินเถาฮวากลอกตาเป็นวงกลม ไม่เข้าใจว่านางแค่ขาหัก ทำไมพี่รองต้องโกรธด้วย “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพคะพี่รอง ถ้าพี่รองบดแผ่นอิฐกองนั้นได้ทั้งหมด ข้าจะกลับวังก็ได้”
“ฮ่าๆ ง่ายมาก เจ้าท้าผิดคนเสียแล้วฮวาเอ๋อร์” เอี้ยนซ่านฉีตรงดิ่งไปบดแผ่นอิฐกองโตทันที เปิดช่องว่างให้เฉินเถาฮวาก็พริ้วกายเดินต่อไป ผ่านไปอีกหนึ่งด่าน
“คำนับพี่ใหญ่เพคะ” ร่างบอบบางก้าวเข้ามาด้านในกระโจมแม่ทัพ ย่อกายถวายคำนับอย่างอ่อนช้อย แต่ยังไม่ทันยืดกายขึ้น สุรเสียงเดือดดาลก็ผ่าเปรี้ยงใส่
“ใครอนุญาตให้เจ้ามาเที่ยวเล่นที่นี่ กลับไปซะ”
ด่านที่สาม... องค์ชายใหญ่เอี้ยนเซินผละออกมาจากวงประชุมเพื่อดันหลังให้น้องสาวกลับไป แต่เฉินเถาฮวานอกจากจะไม่กลับแล้วยังต้านแรงแขนพี่ชาย เดินอาดๆ ไปทิ้งตัวนั่งด้านหลัง ไกลจากโต๊ะประชุมนายทหารแต่ก็ใกล้พอได้ยินบทสนทนา เอี้ยนเซินจึงรู้สึกขัดใจนัก แต่เจ้าดอกท้อตัวน้อยฉีกยิ้มแฉ่งให้ทีเดียว พี่ชายอย่างเขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เอี้ยนเซินจึงหันไปถลึงตาเอาเรื่องน้องสามแทน แต่เจ้าตัวยักไหล่ไม่สนใจและนั่งลงประจำตำแหน่งหนึ่งในสามแม่ทัพ
“พี่ใหญ่ ท่านเถียงนางไม่ชนะหรอก เดี๋ยวท่านก็โอ๋นางอยู่ดี”