“พี่ใหญ่ ท่านเถียงนางไม่ชนะหรอก เดี๋ยวท่านก็โอ๋นางอยู่ดี”
เอี้ยนซื่อจิ้นพาดขาบนโต๊ะ เหยียดกายจนขาเก้าอี้เผยอขึ้น เขายังเป็นชายโสดจึงทำตัวลอยชายสบายๆ แม้ว่าเอี้ยนเซินจะอิดหนาระอาใจแค่ไหน แต่พอหันไปหาน้อง น้ำเสียงก็เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง
“ฮวาเอ๋อร์ทานอะไรมาแล้วยัง เอาเสื้อคลุมของพี่ใหญ่ไปใส่ซะเดี๋ยวจะไม่สบาย อ้อ แล้วซูเจี้ยนนำกระถางอุ่นมือติดมาด้วยหรือไม่”
ร่างสูงใหญ่กุลีกุจอเทน้ำชาร้อนๆ ส่งให้และห่อตัวน้องสาวด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอก เฉินเถาฮวาพยายามดึงเสื้อออก พี่ชายห่มเข้า “อากาศเริ่มเย็นแล้ว ข้าบอกให้หาเสื้อผ้าหนาๆ มาใส่ก็ไม่ฟัง ซูเจี้ยน เจ้ากลับไปถึงวังเมื่อไหร่ให้รีบไปตามเสื้อที่ข้าสั่งไว้มาให้นางด้วย”
“เพคะองค์ชายใหญ่”
“พี่ใหญ่ ตอนนี้เพิ่งจะเข้าฤดูหนาว ข้าเป็นพวกขี้ร้อนและยังสบายดี ท่านไปประชุมต่อเถอะ ข้าแค่อยากมานั่งฟังเฉยๆ ไม่รบกวนท่านหรอก”
“แล้วเจ้าทำงานปักผ้าเสร็จแล้วรึ”
“พี่ใหญ่ถามไม่คิด ถามมาห้าปี คำตอบของนางก็มีแค่ปักดอกโบตั๋นเสร็จแล้วหนึ่งดอก” เอี้ยนซ่านฉีกลั้วหัวเราะขณะก้าวเข้ามาด้านใน “ฮวาเอ๋อร์ ข้าบดแผ่นอิฐหมดกองแล้ว กลับไปได้แล้วไป อย่าให้ข้าต้องลงมือมัดเจ้าส่งกลับวัง”
“ไม่ต้องเป็นห่วงเพคะพี่รอง ข้ากลับแน่” เฉินเถาฮวาจิบชาเล็กน้อยอย่างใจเย็น สีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ “ข้าขอกลับพร้อมพี่ใหญ่ก็แล้วกันเพคะ พี่รองก็อย่ามัวพูดมากเสียเวลา รีบประชุมให้เสร็จ พี่ใหญ่จะได้รีบพาข้ากลับอย่างไรเล่าเพคะ”
“วิชาไหลลื่นของนางได้มาจากเจ้าสามชัดๆ”
เขาชี้หน้าคาดโทษน้องสาวก่อนจะเดินเสียงดังตึงๆ ไปกระแทกตัวนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งหนึ่งในสามแม่ทัพ เอี้ยนซื่อจิ้นโดนด่ากระทบก็ร้องอ้าว เฉินเถาฮวาไม่สนใจเสียงบ่นของพวกพี่ชายอีก ร่างบอบบางนั่งเงียบๆ ก้มหน้าอ่านบันทึกกองทัพโดยที่มีซูเจี้ยนคอยพัดวีอยู่ข้างๆ
การประชุมเริ่มต้นขึ้นอย่างเคร่งเครียด บรรยากาศเปลี่ยนไปหนักหน่วงกดดันในฉับพลัน ไม่มีเสียงหยอกล้อสนุกสนานอย่างเมื่อครู่อีก ถึงแม้ว่าเฉินเถาฮวาจะไม่ได้ร่วมวงประชุมแต่ก็ติดตามฟังทุกคำพูด นับตั้งแต่แผนการบุกของแคว้นหลี่ถูกมองออก แคว้นใหญ่อย่างเอี้ยนจึงส่งกำลังทหารมาประชิดชายแดนเตรียมพร้อมไว้แล้ว
“ชายแดนทางเหนือกับทางตะวันตกติดกับแคว้นหลี่ หน่วยสอดแนมรายงานเข้ามาว่าทัพหลี่ข้ามแนวเขาเข้ามายังชายแดนแล้ว น่าจะมาถึงภายในอาทิตย์หน้า”
“ทางตะวันออกก็มีอีกสองทัพ”
“ไอ้พวกแคว้นเหลียนมันสับปลับ” ช่วงนี้เอี้ยนเซินไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก เพราะแคว้นเอี้ยนต้องการพันธมิตรเพื่อร่วมต่อกรกับแคว้นหลี่ที่นับวันจะยิ่งกล้าแกร่งขึ้น ดังนั้นองค์ชายใหญ่จึงต้องยอมรับการอภิเษกการเมืองกับองค์หญิงเหวินเฉิงแห่งแคว้นเหลียน
หลังจากอภิเษกไปไม่ถึงสามเดือน แคว้นเหลียนก็ทอดทิ้งองค์หญิงเหวินเฉิง หันไปเข้าร่วมกับแคว้นหลี่โดยทำทีส่งทูตมาทวงตัวเหวินเฉิงกลับไป ซึ่งแน่นอนว่าเอี้ยนอ๋องไม่ยอมถูกหมิ่นพระเกียรติจึงสังหารทูตทิ้ง เหลียนอ๋องได้โอกาสจึงหาเรื่องเข้าเป็นพวกแคว้นหลี่อย่างเปิดเผย ทิ้งให้องค์หญิงให้เผชิญชะตากรรมเลวร้ายตามลำพัง เฉินเถาฮวาเคยเห็นองค์หญิงเหวินเฉิงครั้งหนึ่งตอนเข้าพิธีอภิเษกเมื่อปีก่อน นางไม่ค่อยเป็นมิตรและนิสัยร้ายลึก เฉินเถาฮวาจึงไม่อยากยุ่งกับนางนัก
“ปัญหาของเราคือจะให้ใครรับมือทัพที่สี่”
ทุกฝ่ายหนักใจเพราะสงครามที่ผ่านมายาวนานนับสิบๆ ปีทำให้ผู้นำระดับแม่ทัพล้มหายตายจากไป พวกคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทดแทนเข้ามานอกจากสามองค์ชายแล้วก็ยังไม่มีคนไหนที่มีฝีมือกล้าแข็งพอรับมือได้ ช่องโหว่ของศึกครั้งนี้คือทัพทั้งสี่ต้องยันทัพศัตรูไว้และขับไล่ออกไปให้ได้ หากทัพใดทัพหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ จะไม่มีทัพใดสามารถปลีกตัวไปช่วยเหลือได้ทัน เปิดช่องให้ศัตรูจะบุกทะลวงเข้าประชิดเมืองเจียนหยาง เมืองหลวงของแคว้นเอี้ยนได้โดยง่าย
“ใครเป็นผู้นำทัพบ้างรึพี่ใหญ่”
“หลี่อ๋องบัญชาการทัพหลัก ข้าจะรับมือเขาเอง” เอี้ยนเซินขยับหมากบนกระดานรบ “ส่วนเจ้าสามรับมือแม่ทัพสั้งกู่”
“ตาแก่สั้งกู่อีกแล้วเหรอ” เอี้ยนซื่อจิ้นหน้าบึ้งทันที ตาแก่สั้งกู่ถึงจะสูงอายุแล้วแต่ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด เคี้ยวไม่ลง ไม่เจริญหูเจริญตาสักนิด เขาอยากจะขอเปลี่ยนตัว แต่พี่ใหญ่วางตัวหมากให้เขาไปชนกับทัพตาแก่เรียบร้อยแล้ว
“เลิกบ่นจู้จี้ได้แล้ว ข้าจะโยกย้ายทหารให้เจ้าเพิ่มสองหน่วย” เอี้ยนเซินประเมินกำลังแล้วทัพทางด้านตะวันออกนั้นน่าเป็นห่วงที่สุด “ส่วนเจ้ารอง เจ้าจะต้องรับมือสองทัพ ศัตรูจะมาจากสองทิศทางรวมจำนวนประมาณหกหมื่น เจ้ามีกำลังเพียงสามหมื่น ไหวหรือไม่”
“ไม่ไหวก็ต้องไหว แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าใครเป็นแม่ทัพ”
“หลี่เซวียนหลงกับหยวนซื่อแห่งแคว้นเหลียน”
แคว้นเอี้ยนมีสามขุนพลสวรรค์ชื่อเสียงเลื่องลือ แคว้นอื่นก็มีแม่ทัพตัวกลั่นเช่นกัน แค่แม่ทัพหยวนซื่อแห่งแคว้นเหลียนก็รับมือยากแล้ว ยังเพิ่มองค์ชายหลี่เซวียนหลง มือเกาทัณฑ์แห่งแคว้นหลี่เข้าไปอีก นับว่าร้ายกาจตึงมือทั้งคู่
“คงต้องดึงนายกองห้าพันสักคนขึ้นมารับตำแหน่งแม่ทัพ มีใครจะอาสาหรือไม่”
“ข้ารับอาสาเอง” มีผู้หนึ่งขานรับรวดเร็ว ทุกคนจึงหันไปตามเสียง ต่างเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกเมื่อคนผู้นั้นคือองค์หญิงหย่งอาน! ร่างบอบบางยกมือขึ้นประสานคารวะพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือล้น “ข้าจะรับมือหลี่เซวียนหลงเองเพคะ”
เจ้าดอกท้อจะออกไปไล่เตะก้นคนจริงๆ องค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นถึงกับปรบมือดังฉาดด้วยความสะใจ
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะฮวาเอ๋อร์ พี่ใหญ่ฟังไม่ถนัด”
“ข้า...จะ...นำ...ทัพ”