“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะฮวาเอ๋อร์ พี่ใหญ่ฟังไม่ถนัด”
“ข้า...จะ...นำ...ทัพ”
เฉินเถาฮวาพูดช้าๆ ชัดๆ เอี้ยนเซินตบโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้น ค้านเสียงหลงดังลั่นทันทีที่หายอึ้ง
“ไม่ได้! ข้าไม่อนุญาต นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ที่ผ่านมาข้าไม่เห็นด้วยที่อิสตรีเช่นเจ้าจะเข้ามายุ่งกับสงคราม เรื่องนี้ข้าไม่ยอมรับ ซูเจี้ยน! พาองค์หญิงกลับไป” เอี้ยนเซินเกรี้ยวกราดยิ่งนัก แต่หญิงสาวก็ยังคงรับมืออย่างใจเย็น นางม้วนบันทึกทหารแล้วเดาะใส่ฝ่ามือช้าๆ แววตาวาววับเป็นประกายสวยงามยิ่ง
“พี่ใหญ่ สรรพสิ่งเกิดมาล้วนเป็นผลงานของธรรมชาติ มีหยกชิ้นใดบ้างที่ลวดลายเหมือนกัน ไม้จื่อถานกับไม้หวงหยางเหมาะสำหรับแกะพระพุทธรูป แต่ถ้านำไปทำคานเกี้ยวหามก็ใช้งานไม่ได้ ข้ารู้ตัวดีว่าข้าถนัดทำอะไรและไม่ชอบทำอะไร พวกพี่ๆ จะไม่ให้โอกาสข้าบ้างเลยหรือ”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ คราวนี้ไม่ว่าเจ้าจะหว่านล้อมเช่นใด ข้าก็จะไม่ใจอ่อนแน่”
เอี้ยนเซินโมโหจนหน้าซีดขาว เพราะรู้เต็มอกว่าอะไรที่เจ้าดอกท้อเอ่ยปากออกมาแล้ว นางก็จะทำได้ตามนั้น! “การสงครามของจริงไม่เหมือนกับที่เจ้าเล่นหมากบนกระดาน แม้แต่คนที่ผ่านศึกมามากอย่างพวกข้าก็ยังรับมือหลี่เซวียนหลงได้ยาก เจ้าเป็นเพียงเด็ก หนำซ้ำยังเป็นผู้หญิง ข้าไม่อนุญาตเด็ดขาด”
“ถ้าเช่นนั้นข้ายินดีรับการทดสอบเพคะ”
สีหน้าของเฉินเถาฮวาสงบนิ่ง มุมปากยิ้มน้อยๆ “ฝีมือการต่อสู้ของพวกพี่ทั้งสามต่างไม่มีใครด้อยกว่าใคร ขอให้พวกท่านเลือกตัวแทนมาหนึ่งคน หากข้าประลองฝีมือแล้วพ่ายแพ้ ข้ายินดีจะกลับไปปักดอกโบตั๋น ไม่ข้องเกี่ยวกับกิจสงครามตลอดชีวิต แต่ถ้าข้าชนะ พวกท่านจะต้องไม่คัดค้านความคิดนี้ของข้า”
“ข้าเอง” เอี้ยนซ่านฉีลุกขึ้น สีหน้าป่าเถื่อน ร่างกายสูงใหญ่ดุจยักษ์แผ่ความน่าเกรงขามใส่เฉินเถาฮวาเต็มที่ “พี่ใหญ่ใจอ่อนกับเจ้าเสมอ ส่วนเจ้าสามมันก็ปากร้ายใจดี ข้านี่แหละเหมาะสม”
“ตามแต่ที่พี่รองจะเห็นควรเถิดเพคะ”
“เจ้าจะประลองอะไร”
หญิงงามร่างอรชรลุกขึ้นเชื่องช้า ย่อกายลงทำความเคารพก่อนจะตวัดสายตากลมโตขึ้นสบตาอย่างดุร้าย มิได้ย่นระย่อต่อคู่ต่อสู้ตรงหน้าเลยสักนิด
“พี่รองเป็นผู้มีฝีมือไม่เป็นสองรองใคร เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้มีข้อครหา ข้าเลือกประลองฝีมือเพคะ”
--------
เหล่าทหารไม่มีใครส่งเสียงใดๆ เลยสักแอะ บัดนี้แม่ทัพที่สั่งเพียงคำเดียวก็เคลื่อนพลนับแสนได้ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานกว้าง เอี้ยนเซินคุมเชิงอยู่ด้านซ้าย เอี้ยนซื่อจิ้นอยู่ด้านขวา ส่วนเอี้ยนซ่านฉีสะบัดต้นคอไปมาอย่างดุดัน ฝ่ามือกางออกดุจกรงเล็บมังกร สามขุนพลสวรรค์แห่งเอี้ยนต่างเล็งเป้าหมายไปที่หญิงสาวร่างงามระหงผู้เดียว
“น้องสาม เจ้าสนิทกับฮวาเอ๋อร์ที่สุด เจ้าน่าจะห้ามนางบ้าง”
เอี้ยนเซินนั่งไม่ติดที่ กระสับกระส่ายหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เอี้ยนซื่อจิ้นยืนกอดอกอยู่ไม่ไกลกันนัก สีหน้ากลับนิ่งเฉย ออกจะเบื่อด้วยซ้ำ ถ้าสู้กันจริงๆ ในสนามรบ เฉินเถาฮวาอาจจะเทียบความแข็งแกร่งไม่ติดอันดับ แต่ถ้าเรื่องเล่ห์กลวางอุบายแล้วล่ะก็ ไม่มีใครเกินเจ้าดอกท้อหรอก
“พี่ใหญ่จำศึกเมื่อสี่ปีก่อนได้หรือไม่”
“ศึกเมืองตันหยงน่ะหรือ เจ้าใช้ทหารเพียงสามร้อยก็ขับไล่ทหารหลี่นับหมื่นได้ นี่เป็นผลงานเด่นของเจ้าเชียวนะ”
“ก็ใช่... แต่พี่ใหญ่คงไม่รู้ว่าใครเป็นกุนซือให้ข้า”
“ใคร”
“ก็ฮวาเอ๋อร์ไง”
เอี้ยนเซินทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจก่อนจะหันไปมองน้องสาวให้ชัดๆ เฉินเถาฮวาเปลี่ยนชุดแต่งกายเป็นชุดบู๊รัดกุม ยืนเหวี่ยงแขนเหวี่ยงขาอบอุ่นร่างกายอยู่เบื้องหน้าพี่ชายตัวยักษ์ ยิ่งกดดันให้นางดูตัวเล็กจ้อยและเปราะบาง เอี้ยนซ่านฉีแผ่ไอรังสีแม่ทัพใหญ่เพื่อข่มขวัญก็จริง แต่ในใจลึกๆ ก็เป็นห่วงน้อง เกรงว่าหากพลาดพลั้งลงมือหนักเกินไปอาจจะเป็นอันตรายได้ เอี้ยนซ่านฉีจึงเลือกใช้มือเปล่าจัดการ ส่วนร่างบอบบางก็ปฏิเสธทวนแหลมหรือดาบเช่นกัน สวมเพียงถุงมือทอจากทองคำผสมเส้นใย
“จะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะฮวาเอ๋อร์”
“หากข้ากลัวความล้มเหลว ข้าก็คงจะขังตัวเองอยู่ที่วังไปแล้วเพคะ พี่รองไม่ต้องกังวล ท่านเป็นผู้สอนวิชาต่อสู้ให้ข้าเอง ท่านน่าจะรู้ระดับความสามารถของข้าดีกว่าใครมิใช่หรือ”
เฮี้ยนซ่านฉีฟังแล้วส่ายหัว “ศิษย์คิดล้างครู ใช้ได้ที่ไหน”
“พี่รองกล่าวหนักเกินไปแล้ว ข้าเรียกว่าความปรารถนา อยากจะก้าวข้ามต่างหากเพคะ หากไม่สามารถผ่านด่านท่านได้ เหล่าทหารจะยอมเปิดใจรับคำสั่งจากข้าหรือ”
“ได้เวลาแล้ว” เอี้ยนเซินเป็นผู้ให้สัญญาณ ส่งสายตาบอกน้องรองว่าให้ตีนางให้สลบก็พอ อย่าทำอะไรรุนแรง
“เริ่มได้”
เมื่อสัญญาณต่อสู้เริ่มขึ้น เอี้ยนซ่านฉีตั้งใจจะคว้าตัวน้องสาวเพื่อปิดการประลองให้เร็วที่สุด แต่ปรากฏว่าร่างบอบบางกลับหายไปจากคลองสายตา
“ข้างบน!”
เอี้ยนเซินร้องบอกแต่ช้าเกินไป เฉินเถาฮวาตัวเล็กอ้อนแอ้นก็จริงแต่ก็มีพิษสงรอบตัว นางกระโดดลอยตัวขึ้นสูงเข้าจู่โจม ใบหน้างดงามสะท้านอมยิ้มที่มุมปากน้อยๆ ก่อนจะดีดเศษหินเข้าใส่หัวไหล่ทั้งสองข้างของพี่ชาย แรงกระทบหนักและรวดเร็วฉับไว ร่างสูงใหญ่ตะปบมือจะจับตัวเฉินเถาฮวาไว้ แต่นอกจากจะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันแล้ว นางยังทิ้งอาการบาดเจ็บที่ไหล่เอาไว้ให้อีกด้วย
“มีแรงแค่นี้ ขี่ม้าข้ามวันข้ามคืนก็หมดสภาพแล้ว เจ้าจะไปทำอะไรได้” เอี้ยนซ่านฉีสะบัดต้นคอไปมา บ่งบอกว่าการโจมตีเมื่อครู่ไม่มีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อย
“คนจริงเขาไม่พูดมากเพคะ เลิกบ่นได้แล้ว”