“คนจริงเขาไม่พูดมากเพคะ เลิกบ่นได้แล้ว”
ปลายเท้าของเฉินเถาฮวาแตะพื้นได้ก็ยืนอย่างมั่นคง กวักมือยั่วยุประดุจเรียกลูกแมวให้มาหา องค์ชายรองจึงเดินกระแทกเท้าตึงๆ เข้ามาหมายจะจับเจ้าดอกท้อมัดแล้วส่งกลับเข้าวัง ร่างบอบบางถอยหนี อาศัยความได้เปรียบเรื่องความคล่องแคล่วฉับไว เกร็งสันมือดุจคมดาบฟาดเข้าใส่ต้นคอและช่วงเอวของพี่รองอย่างรุนแรง เฉินเถาฮวาพริ้วกายราวกับร่ายระบำอยู่รอบตัว ฟาดสันมือต่อเนื่องโดนเล็งไปที่จุดเดียวซ้ำๆ
เฉินเถาฮวาเร่งลงมือโจมตีใส่พี่ชายหนักขึ้น แต่ยิ่งเวลาผ่านไป พละกำลังของหญิงสาวก็ถดถอย เหงื่อซึมตามไรผมและหอบหายใจอย่างชัดเจน
“การศึกไม่ใช่เรื่องเด็กเล่น เลิกตอดเล็กตอดน้อยแล้วเอาจริงได้แล้วฮวาเอ๋อร์” เอี้ยนซ่านฉีนอกจากจะไม่สะท้านสะเทือนแล้ว ยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเลยตั้งแต่เริ่มต้น สีหน้าของหญิงสาวจึงเริ่มวิตก ริมฝีปากแดงเม้มแน่นและพยายามหลบการจู่โจมทรงพลังของพี่ชาย เอี้ยนซ่านฉีวาดท่อนแขนออกไปดูเหมือนสะเปะสะปะ แต่แท้จริงแล้วกะระยะสวนกลับอย่างแม่นยำ อัดเข้าหน้าท้องของหญิงสาวเข้าเต็มๆ
“อั่ก...”
แรงอันมหาศาลกระแทกให้ร่างบอบบางปลิวลอยถอยไปหลายก้าวกว่าจะทรงตัวได้มั่น เอี้ยนซ่านฉีมิได้ตามต่อ ปล่อยให้น้องสาวพักหายใจจนกว่าจะพอ สั่งสอนให้นางรู้สำนึกว่าตนเองเป็นเพียงอิสตรีอ่อนแอเพียงใด
“การต่อสู้บนหลังม้าจะโหดกว่านี้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ถ้าฝีมือของเจ้ามีเพียงเท่านี้ก็กลับไปจับเข็มปักผ้า กรีดสายพิณเหมือนเดิมเถอะ”
เอี้ยนซ่านฉีแผ่รังสีแม่ทัพใหญ่กดดันหญิงสาวเต็มที่ สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง ก่อนจะกระโจนเข้าใส่พี่ชายในฉับพลัน
“ฮวาเอ๋อร์เริ่มเอาจริงแล้ว แต่ยังใช้ไม่ได้” เอี้ยนเซินเองก็นับว่าเป็นชนชั้นระดับแม่ทัพ สายตาเฉียบแหลมมองการจู่โจมของเฉินเถาฮวาอย่างทะลุปรุโปร่ง “ท่วงท่ารวดเร็วแต่กำลังไม่พอ แค่นี้ก็รู้แล้วว่านางออกรบไม่ได้”
“ฝีมือของนางยังห่างชั้นจากพี่รองอีกหลายสิบปีก็จริง แต่ข้าให้คะแนนความพยายามนะ นางเป็นเพียงสตรีจะให้มีแรงมากเหมือนยักษ์แบบพี่รองได้อย่างไร”
“แพ้ก็คือแพ้ จะยกเหตุผลอะไรขึ้นมาอ้างข้าก็ไม่ยอมหรอก”
เอี้ยนเซินกอดอกดูการประลองซึ่งเห็นผลการตัดสินชัดเจนอยู่แล้ว แต่เอี้ยนซื่อจิ้นหัวเราะในลำคอพลางโน้มหน้าเข้ามากระซิบ สีหน้าเจ้าเล่ห์แกมโกง
“ระดับนางไม่จำเป็นต้องเหงื่อออกในสนามรบเลยสักนิด แค่วางหมากในกระโจมก็เพียงพอล่มเมืองแล้ว”
“ให้นางผ่านด่านน้องรองให้ได้ก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดกัน ดูนั่น... ใกล้จะปิดฉากแล้ว”
“ใช่... ใกล้จะปิดฉากแล้ว”
องค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นหยิบตัวหมากรูปหมาป่าจากกระดานวางแผนรบขึ้นมาเดาะเล่น หลี่เซวียนหลงหนอหลี่เซวียนหลง...เจ้าจะรู้หรือไม่ว่ามีสาวงามนางหนึ่งทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจนับสิบปีเพื่อจะไปเตะก้นเจ้า
“ซูเจี้ยน เตรียมตัวเข้าไปช่วยพยุงตัวองค์หญิง”
สีหน้าเอี้ยนเซินแจ่มใสขึ้น หันไปสั่งงานคนสนิทของน้องสาว ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นหันไปเทเหล้าเข้าปาก ไม่ได้ดูต่อเพราะรู้ผลแล้ว ซูเจี้ยนขยับจะเข้าไปตามคำสั่งองค์ชายใหญ่ แต่ทว่าองค์ชายสามกางแขนห้ามไว้พลางพยักพเยิดให้พี่ชายดูผลการตัดสินใหม่อีกครั้ง
“ผลตัดสินแล้ว”
เฉินเถาฮวาม้วนตัวลงมายืนอย่างองอาจ สองมือประสานคารวะขอบคุณ เอี้ยนซ่านฉีจึงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ จะเอ่ยปากถามว่ายอมแพ้แล้วใช่หรือไม่ วูบต่อมาก็ถึงได้รู้ตัวว่าที่ลำคอมีเส้นลวดเล็กบางเท่าเส้นผมพันรอบอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ หากนางออกแรงดึง เส้นลวดเล็กแสนเหนียวนี้ก็ตัดได้แม้กระทั่งกระดูกม้า
“พี่รอง ท่านแพ้แล้ว” เอี้ยนซื่อจิ้นกลั้วหัวเราะพลางโยนไหสุราให้พี่รอง เขาเป็นผู้มองการต่อสู้อยู่ตั้งแต่ต้น มองออกว่าเฉินเถาฮวาจงใจดีดเศษหินใส่ไหล่บึกบึนของพี่รองเพื่อให้ความเจ็บอำพรางร่องรอย ขั้นต่อมาก็ดึงความสนใจด้วยการฟาดสันมือใส่ไปเรื่อยๆ โดยเป้าหมายที่แท้จริงคือพันเส้นลวดรอบลำคออย่างเบามือและรวดเร็ว ไม่ให้เอี้ยนซ่านฉีรู้สึกตัว นางถึงขนาดเล่นละครตบตาว่ากำลังย่ำแย่ นับว่าแน่มาก
“ข้าไม่ยอมรับ” ร่างสูงยักษ์ทุ่มไหสุรา สองมือแกะเส้นลวดแล้วเหวี่ยงทิ้ง สีหน้าดุดัน
“แพ้ก็คือแพ้ ถึงจะแพ้ทั้งๆ ที่ท่านยังไม่ได้ตอบโต้แต่ก็คือแพ้ หวังว่าพี่รองจะไม่กลับคำพูดนะเพคะ” เฉินเถาฮวาค่อยๆ สาวเส้นลวดเก็บคืน เอี้ยนซ่านฉีเถียงไม่ออกจึงทำได้เพียงออกอาการหงุดหงิด แววตาของนางจึงเป็นประกายสมใจว่าในที่สุดความแค้นสิบปีที่เก็บสะสมมาจะได้สะสางกันเสียที แต่ผู้ที่จะตัดสินคือเอี้ยนเซิน