“เจ้ายืนยันว่าจะต้องไปให้ได้งั้นหรือ”
“เพคะ ข้าจะขอติดตามพี่รองในฐานะรองแม่ทัพ หลี่เซวียนหลงเป็นของข้า”
“เป็นสาวเป็นนางพูดจาเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?! มีอย่างที่ไหนพูดปาวๆ ว่าผู้ชายเป็นของเจ้า” ร่างสูงสง่าขมวดคิ้วเคร่งขรึม ใบหน้าคมกร้าวเดือดดาลพอๆ กันกับเอี้ยนซ่านฉี แต่เฉินเถาฮวาไม่หวั่นเกรงใดๆ ดวงตาคู่งามแน่วแน่ในเป้าหมายตั้งแต่วันที่ถูกผู้ชายคนนั้นเหวี่ยงตกลงมาจากหลังม้าแล้ว
“พี่ใหญ่ได้รับอำนาจคุมกองทัพจากเสด็จพ่อ ส่วนข้า... องค์หญิงหย่งอานแห่งเอี้ยน ยินดีรับหน้าที่เพื่อแคว้นจนกว่าชีวิตจะหาไม่เพคะ” ร่างบอบบางก้าวขาออกมาหนึ่งก้าวและคุกเข่า โขกคำนับอย่างเป็นทางการ เอี้ยนเซินจึงยิ่งโมโหจนหน้าเขียวที่น้องสาวมัดมือชก เขาไม่พูดอะไร เอี้ยนซ่านฉีก็ไม่อาจสอดปาก
“ฮึ!”
เอี้ยนเซินหันหลังให้โดยไม่เอ่ยตอบรับหรือปฏิเสธ เฉินเถาฮวาจึงไม่ยอมเงยศีรษะขึ้น สายตามองก้อนกรวดบนพื้นนั่นราวกับจะวิเคราะห์มันทุกรายละเอียด ความหวังของนางอยู่ที่เอี้ยนเซินผู้เดียว ถ้าหากพี่ใหญ่ไม่อนุญาต เฉินเถาฮวาก็ไม่อาจขัดคำสั่ง ตอนนี้นางจึงตั้งใจเฝ้ารอคำตอบจนสองมือเย็นเฉียบไปหมด
“แต่ไหนแต่ไรมา ข้าดูแลถนอมเจ้าดุจไข่ในหินมาตลอด ฮวาเอ๋อร์... สงครามเป็นเรื่องอันตราย”
ร่างสูงใหญ่ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าน้องสาว เกิดเป็นเงาทะมึนบดบังแสงแดดร้อน เมื่อเฉินเถาฮวาเงยหน้าขึ้นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เอี้ยนเซินสวมหมวกเกราะลงมาให้ แต่เนื่องจากหมวกมีขนาดใหญ่กว่ามาก ขอบหมวกจึงร่วงไหลลงมาถึงสันจมูก มือน้อยๆ ขยับมันออกแล้วก้มดู ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา
“ขอบพระทัยพี่ใหญ่เพคะ”
“ข้าถนอมเจ้าไว้ แต่ดูเหมือนว่าสายเลือดนักรบในกายเจ้าจะกะเทาะเปลือกไข่ออกมาจนได้” ร่างสูงสง่าสูดลมหายใจเข้าอย่างแช่มช้า “บอกตามตรง ข้ากลัวว่าจะเป็นคนส่งเจ้าไปตาย ดังนั้น...หากข้าไม่อนุญาต ห้ามตายเด็ดขาด”
“ข้าจะไม่ใจดีกับเจ้าหรอกนะ”
เอี้ยนซ่านฉีเดินอาดๆ เข้ามากระแทกตัวลงนั่งอย่างขัดเคือง “ต่อจากนี้ข้าคือผู้บังคับบัญชาของเจ้า หากกล้าขัดคำสั่งหรือผิดกฎระเบียบ ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าไม่ต่างจากนายทหารคนอื่นๆ”
“ขอบพระทัยเพคะพี่ใหญ่ ขอบพระทัยเพคะพี่รอง ขอบพระทัยที่ออมมือให้ข้า ข้ารักพี่นะ” เฉินเถาฮวาโผกอดพี่ใหญ่ที พี่รองที เอี้ยนซ่านฉีจึงเขกศีรษะเข้าให้
“มีลูกน้องที่ไหนกอดเจ้านายวะ ไปๆๆ ไสหัวกลับไปเตรียมตัว พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทัพตอนฟ้าสาง”
“จะไม่กราบทูลเสด็จพ่อก่อนหรือ ฮวาเอ๋อร์จำเป็นต้องได้รับตราตั้งจากเสด็จพ่อถึงจะมีสิทธิ์นำทัพนะ” เอี้ยนซื่อจิ้นผ่ากลางวง ทั้งสี่คนพี่น้องจึงมองตาแล้วส่ายหน้ากันทุกคน โดยเฉพาะเอี้ยนเซินที่มีสีหน้ายุ่งยากที่สุดเพราะเป็นพี่คนโต ปัดความรับผิดชอบไม่ได้ เฉินเถาฮวาไม่รู้คิดอะไรอยู่ ทำท่าจะหยิบก้อนหินทาสีเขียวออกมาให้ แต่โดนพี่รองยึดไปโยนทิ้งและถลึงตาใส่อย่างคาดโทษ
“ขืนบอกก็โดนผ่าหัวกันทุกคนแน่นอน”
“ข้าก็ว่างั้น” พี่ชายทั้งสามคนทำหน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนที่เอี้ยนซื่อจิ้นจะโยนป้ายประจำตำแหน่งรองแม่ทัพให้น้องสาว พลางยืนเท้าแขนพร้อมง้าวคู่ชีพ แค่นึกภาพน้องสาวตัวเล็กเท่าลูกแมวควบม้าไล่เตะก้นองค์ชายหลี่เซวียนหลง เอี้ยนซื่อจิ้นก็ทำหน้าเบ้
“เจ้าจะรับมือคนผู้นั้นอย่างไร”
คำถามข้อนี้เฉินเถาฮวาคิดไว้นานแล้ว นางแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากแดงระเรื่ออย่างซุกซนซึ่งเป็นอากัปกิริยาที่หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้ทำบ่อยนัก “สิบปีมานี้ข้าอ่านบันทึกสงครามระหว่างเรากับแคว้นหลี่ ศึกษากลยุทธ์ที่เขาใช้ต่อกรกับพวกพี่จนทะลุปรุโปร่งแล้ว ข้าย่อมมีวิธีเตะก้นคนผู้นั้น”
“ฮวาเอ๋อร์ อย่าได้ประมาท นับจากนี้ไปคนผู้เดียวที่จะช่วยเหลือเจ้าในสนามรบได้ก็คือตัวเจ้าเอง โลกภายนอกไม่มีพวกพี่คอยปกป้องเจ้าอีก หลี่เซวียนหลงเป็นผู้นำทัพที่ไม่ยอมเสี่ยง ไม่ว่าเหยื่อล่อจะน่าสนใจแค่ไหนแต่เขาไม่เคยมาติดกับ ยิ่งเจ้าแสดงพิรุธว่ากำลังอารมณ์ร้อน เขาก็ยิ่งสบายตัว เจ้าจะทำอะไรก็ตามให้จำไว้ว่าต้องคอยระวัง ไม่ไล่ตามเขาลึกเกินไปจนอาจจะถูกสวนกลับ...จงไสหัวรอดกลับมาให้ได้”
เอี้ยนซื่อจิ้นเคาะหมวกเกราะของน้องสาว
“ไม่ว่าจะเจ้าจะมีความสามารถหรือสติปัญญา หากวางตัวประมาท เจ้าก็จงเตรียมหลุมฝังศพตัวเองได้เลย มีแม่ทัพไม่กี่คนหรอกนะที่สวรรค์โปรดปราน ข้าอวยพรให้เจ้าเป็นคนผู้นั้น”
“ขอบพระทัยเพคะ ข้าจะจำไว้” ร่างบอบบางพิจารณาคำพูดที่พี่ชายทิ้งไว้ ก่อนจะกลอกตา... แม่ทัพที่ได้รับการโปรดปรานคืออะไรหว่า
ระหว่างที่ปรึกษาแผนการรบ เอี้ยนเซินยังคงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “หากข่าวองค์หญิงหย่งอานร่วมนำทัพแพร่กระจายออกไป ฮวาเอ๋อร์จะตกเป็นเป้าโจมตี ข้าไม่ต้องการให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสใช้ประโยชน์ ดังนั้นฮวาเอ๋อร์จะต้องปกปิดตัวตนซะ”
“เอาชื่ออะไรดีล่ะพี่ใหญ่” เอี้ยนซ่านฉีครุ่นคิด
“ตัวนางก็เล็กๆ แบบนี้ จะไปข่มขวัญใครได้ อย่างมากก็แค่ก่อกวนให้รำคาญเหมือนยุงคัน ข้าจะให้ยืมชุดเกราะตัวเก่ามาใส่หลอกตาข้าศึกก็แล้วกัน เอาไปใส่ให้ชินน้ำหนักซะ”
“ดีเหมือนกัน” เอี้ยนเซินพิจารณาแล้วก็เห็นด้วย ตั้งใจจะให้เฉินเถาฮวาเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางทหารเท่านั้น ไม่ให้ออกสมรภูมิเด็ดขาด เรื่องนี้เอี้ยนซ่านฉีก็คิดตรงกัน ทั้งคู่จึงเริ่มออกความคิดเห็นเหมือนคนตัวใหญ่รุมแต่งตัวให้ตุ๊กตาอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าจัดการให้ฮวาเอ๋อร์พักในกระโจม ดูแลคุ้มกันอย่างแน่นหนาด้วยล่ะ แต่เวลาคุมทัพนี่สิ หน้าหวานๆ แบบนี้โดนแทะโลมเละแน่ เอาไงดี”
“คนของข้าไม่มีใครกล้าหรอก ถ้าหากยัยตัวดีมันไม่มีบารมีให้ทหารยำเกรง ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้”
“ข้าไม่ไว้ใจ ถ้าพวกสุนัขหลี่มันเห็นโฉมของฮวาเอ๋อร์แล้วเกิดเรื่องบัดสีขึ้นมาจะทำอย่างไร” เอี้ยนเซินห่วงที่สุดก็เรื่องนี้ พวกทหารจากบ้านมารบนานๆ ไม่ค่อยได้ปลดปล่อย อารมณ์ย่อมกลัดมันเยี่ยงสัตว์ป่า เขาจึงแทบไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าหากมีหญิงงามเดินเพ่นพ่านไปทั่วสนามรบจะเกิดอะไรขึ้น
“เดือนก่อนพี่ใหญ่ซื้อหน้ากากตาเฒ่าจากงานเทศกาลให้นางไม่ใช่รึ นั่นน่าจะใช้ได้ ให้นางใส่ไว้ตลอดเวลาแล้วก็ตั้งชื่อใหม่ให้นางด้วย”
“อืมๆ ซูเจี้ยน! อย่าลืมหยิบหน้ากากใบนั้นมาด้วย”
“เพคะองค์ชายใหญ่” ซูเจี้ยนกลอกตามองซ้ายขวา มองดูองค์ชายทั้งสองสุมหัวกันคิดชื่อให้ ส่วนเฉินเถาฮวาเดินอาดๆ ไปเลือกม้าตั้งนานแล้ว ซูเจี้ยนพยายามจะพูดแทรกแต่ไม่สบโอกาส
“เอาเป็น...หลันหู่ เสือร้ายน่าเกรงขามดีหรือไม่ หรือจะเป็นเว่ยจิง ฟังดูเข้มแข็งดี”
“องค์ชายใหญ่ องค์ชายรองเพคะ องค์หญิงทรงตั้งชื่อเอาไว้ตั้งแต่เช้าแล้วเพคะ”
“ชื่ออะไร”
“รองแม่ทัพหยางเกา[1]เพคะ น่ารักดี” ซูเจี้ยนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เอี้ยนเซินฟังแล้วถึงกับหันไปสบตาน้องรอง ต่างฝ่ายต่างกุมขมับปวดหัว บ้าบอสิ้นดี!
[1]**หยางเกา แปลว่า ลูกแกะ