บทที่ 2 ไปอยู่กับข้า
ชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแต่นางยังไม่เกิด
เมื่อนางอายุเพียงห้าขวบมารดาก็เสียชีวิต เด็กหญิงไร้ที่พึ่งพิง ถูกญาติพี่น้องสกุลจ้าวซึ่งเป็นญาติฝ่ายแม่ข่มเหงรังแก ดูแลนางเยี่ยงเด็กบ่าวคนหนึ่ง ไม่ให้การศึกษา ไม่แนะนำให้ผู้ใดรู้จักว่านางเป็นทายาทแม่ทัพเฉิน เมื่อญาติผู้ใหญ่เข้ามาดูแลบัญชีภายในจวน เห็นทรัพย์สมบัติและที่ดินพระราชทานจำนวนมากของสกุลเฉินก็ตาโต กลายเป็นฉนวนสำคัญที่ทำให้เฉินเถาฮวาถูกจ้องทำร้าย ดังนั้นเด็กหญิงวัยห้าขวบจึงถูกพี่เลี้ยงตีจนสลบแล้วทิ้งให้ตายกลางป่า
แต่เฉินเถาฮวารอดมาได้
เมื่อโซซัดโซเซกลับเข้าเมือง กลับได้ยินชาวบ้านพูดถึงงานศพของตัวเองและญาติผู้ใหญ่สกุลจ้าวประกาศเข้ามาดูแลจวนสกุลเฉินเรียบร้อยแล้ว สกุลจ้าวจึงผงาดขึ้นเป็นตระกูลขุนนางใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแคว้นเอี้ยน
“ท่านพ่อ... ท่านแม่...”
เฉินเถาฮวาเห็นป้ายหลุมศพของตนเองเคียงข้างหลุมศพของบิดามารดา น้ำตากลับไม่มีสักหยด ทายาทเพียงคนเดียวมองซ้ายก็โดดเดี่ยว มองขวาก็ไม่มีใครจะช่วยเหลือได้ เด็กใจเด็ดอย่างนางจึงขอเลือกออกจากบ้านไปโดยไม่หันหลังกลับ กว่าที่เอี้ยนอ๋องจะทราบเรื่องว่าลูกสาวของแม่ทัพเอกตกระกำลำบาก ตอนนั้นเฉินเถาฮวาก็กลายเป็นเด็กข้างถนนไปเต็มตัวแล้ว
ตอนนั้นเอี้ยนอ๋องอยู่ระหว่างวางแผนทำศึก ขณะนั่งรถม้ากลับเข้าเมือง ทรงเห็นว่ามีผู้คนที่เดือดร้อนจากศึกสงคราม อพยพหนีภัยเข้ามาในเมืองหลวงกันมากและอยู่อย่างอดอยากหิวโหย มีคนจนตรอกติดใบหญ้าที่ศีรษะเป็นสัญลักษณ์ว่าต้องการขายลูกสาวกันไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยราย ดังนั้นเอี้ยนอ๋องจึงมีรับสั่งให้แจกจ่ายข้าวต้มเพื่อบรรเทาสถานการณ์ ผู้คนพากันมาต่อแถวรับแจกอาหาร หางแถวยาวคดแล้วคดอีก ทั่วทั้งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยขอทานเนื้อตัวสกปรก แต่งกายรุ่งริ่งมากันมืดฟ้ามัวดิน
“สงครามที่เริ่มมาต่อเนื่องตลอดหลายปีนี้ทำให้ย่ำแย่กันไปหมด ช่างน่าอดสูใจจริงๆ”
“ชาวแคว้นหลี่เป็นพวกบ้าสงครามโดยเฉพาะหลี่อ๋องกับน้องชาย พวกเขาก็รู้ว่าเราไม่มีองค์หญิง ยังจะใช้เรื่องนี้มาหาเรื่องรุกชายแดนไม่หยุด”
เอี้ยนเซิน พระโอรสองค์โตของเอี้ยนอ๋องวัยยี่สิบต้นๆ กล่าวอย่างไม่พอใจ เขาเป็นชายชาตรีสง่างามหาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง เดิมทีสองแว่นแคว้นมีข้อตกลงเป็นมิตรผ่านการอภิเษก แต่เนื่องจากเอี้ยนอ๋องไร้พระธิดา ต้องแก้ปัญหาด้วยการแต่งตั้งนางกำนัลสักคนขึ้นเป็นองค์หญิงแล้วส่งตัวไป ทางแคว้นหลี่รู้ทันจึงไม่ยอมส่งตัวองค์หญิงฟางหนิงมาให้ และไม่ยอมรับองค์หญิงที่มาจากการแต่งตั้งด้วย ปัญหาค้างคาผ่านมาเกือบสิบปี ความขัดแย้งนี้จึงกลายเป็นชนวนสงครามยากจะหาทางออก
“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่พี่ใหญ่ อยากจะรบก็รบไปสิ เรามีกันตั้งสาม ข้าไม่กลัวพวกมันสองพี่น้องหรอก”
ชายหนุ่มทั้งสามขี่ม้าเคียงข้างรถม้าของพระราชบิดา แต่ละคนล้วนสง่างามองอาจ คนที่ตัวใหญ่ที่สุด ห้าวหาญที่สุดคือองค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉี ส่วนองค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นอ้าปากหาวอย่างเบื่อๆ พระโอรสทั้งสามต่างอยู่ในวัยฉกรรจ์ เลือดร้อนไม่เกรงการศึก ยิ่งได้สู้รบกับหลี่อ๋องและพระอนุชา ประลองพลังสติปัญญาและวัดฝีมือรบ พวกเขาทั้งสามก็ล้วนรู้สึกสนุกเลือดพล่าน แต่เอี้ยนอ๋องทรงไม่เห็นด้วย
“พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าศึกสงครามทำให้ผู้คนเดือดร้อนแค่ไหน หากเราหาทางสงบศึก คืนแรงงานกลับสู่ท้องนา ฟื้นฟูความเป็นอยู่ของราษฎร เปิดชายแดนค้าขายแลกเปลี่ยนได้โดยเร็วที่สุดจะดีกว่า”
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
“กลับ!” เอี้ยนอ๋องรับสั่งให้สารถีวกรถม้ากลับวัง แต่อาจจะเป็นบุญพาวาสนาส่งของเด็กหญิงตัวน้อยที่จะต้องได้เป็นสตรีสูงศักดิ์ในภายภาคหน้า ชั่วขณะนั้นแสงตะวันทำมุมส่องกระทบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเด็กผู้หญิง ผู้ขวางทางเบื้องหน้ารถม้า
สารถีตกใจวิญญาณแทบหลุด รีบดึงสายบังเ**ยนสุดแรง ม้ากำลังออกตัววิ่งถูกรั้งกะทันหันจึงยกสองขาหน้าขึ้นอย่างตื่นตกใจก่อนจะกระทืบกีบม้าลงย่ำพื้น เฉียดศีรษะเล็กๆ ไปนิดเดียว แต่สีหน้าเย็นเยือกของเด็กหญิงไม่เปลี่ยนเลยสักนิด เอี้ยนอ๋องเลิกม่านวิสูตรขึ้นดู พระองค์จึงพบเฉินเถาฮวาตัวน้อยยืนนิ่งสงบ
“ไอ้เด็กขอทาน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! ขวางทางม้าเช่นนี้ไม่กลัวตายรึ?!” สารถีเงื้อแส้ม้าฟาดใส่
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม