“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม
“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”
ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแอบซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าหยาบปอนสกปรก ดวงหน้าหวานใสเดาได้ไม่ยากว่าในอนาคตนางจะต้องเติบโตขึ้นเป็นโฉมสะคราญไร้ผู้ใดเทียบ เฉินเถาฮวาวัยห้าขวบจ้องมองเอี้ยนอ๋องด้วยดวงตาโตประกายเจิดจ้า สงบนิ่งจนบรรยากาศวุ่นวายรอบตัวเอี้ยนอ๋องจางหายไป เหลือเพียงแววตาห้าวหาญทระนงของเด็กหญิงที่เด่นชัดขึ้นมา
“บังอาจ! นักเด็กไร้มารยาท ไสหัวของเจ้าไปซะ บังอาจจ้องพระพักตร์ท่านอ๋องเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?!” ทหารองครักษ์ตรงมาขับไล่ แต่เด็กหญิงนิ่งเฉย เพียงสบตาก็ปลดปล่อยความน่าเกรงขามจนทหารผู้นั้นผงะถอย
“เหตุใดประชาชนผู้เสียสละเลือดเนื้อจึงไม่สามารถมองหน้าผู้ปกครองแคว้นได้เล่า พระองค์มีอะไรสู้หน้าประชาชนไม่ได้งั้นหรือ?”
วาจากล้าหาญไร้ความกลัวเช่นนี้ แววตาเข้มแข็งเช่นนี้ เอี้ยนอ๋องรู้ทันทีว่านางคือทายาทของเฉินไท่เหวิน
“ท่านคือสหายของบิดาหม่อมฉันใช่หรือไม่เพคะ”
“บิดาของเจ้าคือใคร”
“บิดาของหม่อมฉันคือเฉินไท่เหวิน หม่อมฉันชื่อเฉินเถาฮวาเพคะ”
ร่างน้อยย่อกายคำนับโดยที่มิได้ทำให้เสียชื่อบุตรีขุนนางตระกูลชั้นสูงเลยแม้แต่น้อย เสียงใสกังวานของเฉินเถาฮวาทำให้กระบอกตาของเอี้ยนอ๋องร้อนผ่าว มีดสั้นที่เด็กหญิงเหน็บเอวอยู่นั้นเป็นของพระองค์เอง เฉินไท่เหวินเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของพระองค์ ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่และทุ่มเทรวบรวมดินแดน สร้างรากฐานให้แคว้นเอี้ยนกล้าแข็งทัดเทียมแคว้นหลี่ จนกระทั่งแม่ทัพเอกสิ้นชีพไปเหลือเพียงป้ายเชิดชูเหนือหลุมศพ และทุกอย่างก็เลือนหายไปตามกาลเวลา ที่ผ่านมาพระองค์ละเลยและไม่ได้ตอบแทนคุณงามความดีของเฉินไท่เหวินเลยสักครั้ง
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าป่วยตายด้วยโรคปัจจุบัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เจ้าเองก็นับเป็นนายน้อยของจวนสกุลเฉิน เหตุใดเจ้าถึงตกอยู่ในสภาพนี้เล่า”
“หม่อมฉันแข็งแรงดีไม่เคยป่วยไข้ จะมีก็แค่แผลถูกตีที่ศีรษะ หม่อมฉันสลบอยู่ในป่าสามวันสามคืน แต่เหยียนหลัวหยาง[1]ไล่หม่อมฉันกลับมาเพคะ”
“ในเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วเหตุใดจ้าวหยางจึงประกาศว่าเจ้าตายไปแล้ว”
“เมื่อก่อนหม่อมฉันเคยมีฐานะคุณหนู มีจวนสกุลเฉินไว้เป็นเรือนอาศัยและมีบารมีของท่านพ่อปกป้องดูแล แต่น่าแปลกเหลือเกินที่หม่อมฉันกลับมาคราวนี้ เหลือเพียงแค่กองดินกับป้ายหลุมศพเป็นของตนเองเท่านั้น”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เหตุใดจึงไม่มาร้องทุกข์ที่ศาลเล่า”
“หม่อมฉันไม่อยากโดนตีซ้ำอีกเพคะ เผลอๆ นอกจากป้ายหลุมศพแล้วหม่อมฉันอาจจะได้ฉายาเด็กขี้โกหกไปฝากท่านพ่อท่านแม่ เสื่อมเสียเกียรติตระกูลนักรบ หม่อมฉันสู้ได้ก็สู้ สู้ไม่ได้ก็ตั้งรับ ตั้งรับไม่ได้ก็ถอย รอเวลาโต้กลับ”
เอี้ยนอ๋องฟังวาจาของเด็กแล้วก็นึกแปลกใจ “เด็กน้อย ใครสอนให้เจ้าพูด”
“เรื่องเช่นนี้สวรรค์เป็นผู้สอนเพคะ หม่อมฉันใช้ชีวิตนอนกลางดินกินกลางทราย ต่อสู้แย่งอาหารสุนัขก็เคยทำมาแล้ว หากทำตัวอ่อนแอ สุนัขก็จะรุมรังแก แต่ถ้าหม่อมฉันแข็งแกร่ง ฝูงสุนัขทั้งหลายก็ล้วนยำเกรง”
เด็กหญิงพูดจาห้าวหาญมาถึงตรงนี้ เอี้ยนซ่านฉีก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่ วาจาของนางร้ายกาจนัก กล้าด่าขุนนางใหญ่สกุลจ้าวว่าเป็นสุนัข เขาฟังเฉินเถาฮวาพูดแล้วรู้สึกน่าสนุก แต่เอี้ยนอ๋องอ้าปากค้างไปแล้ว
“หม่อมฉันเป็นเด็กหญิงอ่อนแอก็ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้กล้าแข็งป้องกันตนเอง และบัดนี้คือเวลาโต้กลับของเด็กไร้กำลังอย่างหม่อมฉันแล้วเพคะ”
คำตอบของเด็กหญิงอธิบายเรื่องทุกอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยพาดพิงถึงใคร เด็กห้าขวบร้องทุกข์กล่าวโทษขุนนางผู้ใหญ่ จะมีสักกี่คนที่เชื่อวาจาของเด็ก ตอนนี้นางมีโอกาสทูลฟ้องเอาผิดบรรดาญาติสกุลจ้าวที่เข้ามายึดครองสมบัติและเปลี่ยนป้ายจวนสกุลเฉิน แต่นางก็มิได้ทำเพราะรู้ว่าเอี้ยนอ๋องต้องสั่งสอบสวนและคืนความเป็นธรรมให้นางอยู่แล้ว เจ้าขอทานน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่แท้แอบซ่อนสติปัญญาดุจดาบแหลมคมไว้ เอี้ยนอ๋องจึงนึกถูกชะตายิ่งนัก
“ดี! ข้าจะเป็นไม้ให้เจ้าใช้ไล่ตีคนพวกนั้นเอง”
“ขอบพระทัยเพคะ ขอฝ่าบาทอายุยืน เทพยดาอารักษ์ปกป้อง แผ่นดินร่มเย็น มีความสุขตลอดปี ประชาชนอิ่มท้อง”
เด็กห้าขวบจำคำเหล่านี้มาจากคำกลอนในวันตรุษบ้าง บางคำก็ฟังจากวงสนทนาในร้านน้ำชา บางคำก็มาจากนิทานเอามาเรียงต่อกัน ฟังแล้วแปลกหูแต่เด็กหญิงพูดแล้วน่าฟัง เอี้ยนอ๋องกลั้นสรวลไม่อยู่ถึงกับปล่อยก๊ากออกมา
“เจ้าทำให้ข้านึกถึงบิดาเจ้าตอนที่เขาเมา เจ้าอยากฟังเรื่องในอดีตของบิดาเจ้าหรือไม่”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง “อยากสิเพคะ ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อเป็นคนกล้าหาญ”
“ใช่แล้ว เจ้าถอดแบบบิดาของเจ้ามาโดยแท้”
ทรงก้มดึงเฉินเถาฮวาขึ้นมาอุ้ม ส่งซาลาเปาลูกโตให้พลางหันไปรับสั่งกับพระโอรสทั้งสามที่ติดตามมาด้วย “นางคือบุตรีของเฉินไท่เหวินพระอาจารย์พวกเจ้า จำได้หรือไม่”
“จำได้พ่ะย่ะค่ะ ลูกเคยอุ้มนาง” องค์ชายใหญ่เอี้ยนเซินยิ้มให้ เค้าโครงหน้าของเขารูปงามปานหยกสลักและเคร่งขรึมถอดแบบจากพระราชบิดา ดังนั้นจึงไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเขาจะเป็นพวกหลงน้องสาว
“ตั้งแต่นี้ไปนางคือองค์หญิงหย่งอาน น้องสาวของพวกเจ้า”
ดวงตาของเอี้ยนเซินเป็นประกายตื่นเต้นเพราะอยากมีน้องสาวมาตลอด เอี้ยนซ่านฉีไม่ว่าอะไร ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นเบะปากเพราะเกลียดเด็ก “เสด็จพ่อทรงคิดใช้นางเป็นกุญแจสงบศึกงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เอี้ยนอ๋องได้ยินคำถามเช่นนั้นก็ส่ายหน้าทันที “ไม่ๆ นางเป็นบุตรีของผู้มีพระคุณของข้า ต่อให้ใครมาขอ ข้าก็ไม่ยกให้ง่ายๆ หรอก เด็กเอ๊ย... กลับไปกับข้า นับจากนี้ข้าจะเป็นบิดาของเจ้า แม้แต่ขุนนางสกุลจ้าวก็จะต้องคุกเข่าคำนับเจ้า”
[1] พญายม (***)