กลางมหานครที่ผู้คนแย่งกันหาพื้นที่หายใจ คฤหาสน์หลังใหญ่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้หนาทึบ รั้วเหล็กสีดำแหลมคมที่สูงท่วมหัวถูกก่อสร้างรอบๆ พื้นที่นับร้อยไร่อย่างแน่นหนา ไม่ใช่เพียงเพื่อความปลอดภัย หากแต่เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าโลกภายนอกไม่ควรล่วงล้ำเข้ามาในสถานที่แห่งนี้หากไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน
ที่ดินเกือบร้อยไร่ในกลางใจเมืองคือคำประกาศศักดาเงียบ ๆ ของตระกูลเก่าแก่อย่างอินทรเวศม์ว่าพวกเขาคือผู้ครองอำนาจมายาวนาน ห่างจากถนนใหญ่เพียงไม่ถึงห้านาทีเท่านั้นแต่บรรยากาศหลังรั้วสูงกลับเงียบสงบเหมือนอยู่คนละโลก
จากประตูใหญ่เข้าสู่ที่ดินกว้างขวางแห่งนี้ ถนนภายในปูด้วยอิฐโบราณสีเข้มเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้สูงใหญ่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ว่ามันอยู่มานานนับร้อยปีแล้วโดยเฉพาะต้นพญาสัตบรรณที่สูงเสียดฟ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากดอกไม้ในสวนลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นไอชื้นของดินหลังฝนตกและเพิ่งหยุดหมาดๆ
คฤหาสน์หลักหลังโตตั้งตระหง่านอยู่กลางอาณาบริเวณ ด้านหน้าเป็นน้ำพุหินอ่อนแกะสลักรูปเทพกรีกอย่างประณีต รอบๆ ตัวเทพกรีกมีน้ำไหลไม่ขาดสาย
นิลกาฬนั่งอยู่บนรถเอสยูวีคันหรูที่ ‘กรองทอง’ สั่งให้คนไปรับเธอถึงบ้านเพื่อมายังคฤหาสน์แห่งนี้
เบื้องหน้าของเธอคือตัวอาคารคฤหาสน์สูงสามชั้น การออกแบบเป็นแนวสถาปัตยกรรมกึ่งยุโรป ผนังสีครีมอ่อนตัดกับบานหน้าต่างไม้ฉลุทอง มองไปแล้วก็ทำเอานิ่งอึ้งไปหลายวินาทีไม่คิดว่าคฤหาสน์อินทรเวศม์จะใหญ่โตเช่นนี้ เท่านั้นยังไม่พอสนามหญ้ายังกว้างจนเธอมองไม่เห็นว่ามันไปสุดที่ตรงไหน
ตอนที่อ่านฉากบรรยายของนักเขียน นิลกาฬยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นเช่นไรแต่เมื่อมาเห็นกับตาตัวเองเช่นนี้จึงอดตะลึงไม่ได้เพราะมันดูยิ่งใหญ่กว่าคำบรรยายหลายเท่า
ไม่แปลกใจว่าทำไมนางร้ายอย่างนิลกาฬที่ย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้แล้วถึงได้กลายเป็นคนกระหายในเงินทอง...
"มาแล้วหรือ? เข้ามาก่อนสิ"
น้ำเสียงแหบแห้งของหญิงชราวัยเจ็ดสิบห้าปีอย่างกรองทองดึงสติของนิลกาฬให้กลับมาอีกครั้ง เธอยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินเข้าคฤหาสน์ตามกรองทองที่ใช้ไม้เท้าในการพยุงเดิน
นิลกาฬเดินเข้ามาในคฤหาสน์ เธอกวาดสายตามองรอบๆ ห้องโถงแล้วอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้เพราะในชีวิตจริงของเธอไม่เคยเห็นความหรูหราเช่นนี้มาก่อน
อาการของนิลกาฬตกอยู่ในสายตาของหญิงชราแต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยตำหนิอะไรก่อนจะกวาดตาสำรวจหญิงสาววัยยี่สิบปีตรงหน้าอย่างพิจารณา แม้สายตาของเธอจะฝ้าฟางแต่ก็ยังมองเห็นว่าอีกฝ่ายมีตำหนิบนใบหน้า
กรองทองอดเสียดายไม่ได้เพราะถ้าหากไม่มีปานดำที่ซีกหน้าด้านซ้ายกินพื้นที่เกือบครึ่งหน้า หลานสะใภ้ของเธอก็คงสวยไม่น้อยเลย แต่เพราะปานดำนี้ทำให้กลบความสวยเอาไว้ มิหนำซ้ำยังทำให้ดู ‘อัปลักษณ์’ ยิ่งนัก
แต่ก็ช่างเถอะ จะอัปลักษณ์หรือไม่อย่างไรหลานชายของเธอก็คงไม่สนใจอยู่ดี
"เอาล่ะ ยินดีต้อนรับสู่คฤหาสน์อินทรเวศม์ ต่อจากนี้ไปเธอจะเป็นภรรยาของหลานชายฉัน"
นิลกาฬที่นั่งอยู่ตรงโซฟาเดี่ยวเผลอยืดตัวหลังตรง หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฟังจากปากของกรองทองว่า ‘สามี’ ของเธอนั้นเป็นคนเช่นไรและมีนิสัยเช่นไร
"ถึงเวลาที่เธอต้องไปหาเขาแล้วล่ะ ฉันจะไปส่งเอง"
หลังจากพูดคุยเบื้องต้นกันเสร็จแล้วกรองทองก็ลุกขึ้นยืน เธอคว้าไม้เท้าประจำตัวและก้าวเดินออกจากคฤหาสน์ไปยังบันไดทางลงที่มีรถกอล์ฟกำลังจอดรออยู่ราวกับรู้ว่าทั้งสองจะต้องไปยังที่ใด
สำหรับนิลกาฬแล้วข้อมูลพวกนี้เธอรู้อยู่แล้วว่าพระเอกของเรื่องพักอยู่ที่ ‘เรือนเล็ก’ ซึ่งห่างจากคฤหาสน์หลายร้อยเมตร เรียกได้ว่าเป็นเรือนเพียงหลังเดียวที่ปลีกวิเวกไกลถึงเพียงนี้
ใช้เวลาขับรถไม่ถึงห้านาทีก็ถึงเรือนเล็กแล้ว แต่ถึงจะเรียกว่าเรือนเล็กทว่ามันไม่ได้เล็กตามชื่อเลยแม้แต่น้อย การออกแบบบ้านหลังนี้แตกต่างจากคฤหาสน์อย่างสิ้นเชิงเพราะออกไปทางโมเดิลแม้ว่าจะเป็นบ้านชั้นเดียว
รถกอล์ฟจอดสนิทตรงบริเวณหน้าบ้านแต่ทันทีที่เท้าแตะพื้นเสียงแหบห้าวของใครบางคนก็ดังทะลุจากตัวบ้านออกมาให้ได้ยินถึงภายนอก
"ฉันไม่อาบ! ฉันไม่อยากอาบน้ำ! ออกไปนะ! ออกไป!!!"
"แผลงฤทธิ์แผลงเดชอะไรอีกแล้วล่ะตาธี!"
กรองทองรีบก้าวเดินเข้าไปในบ้านด้วยความเร่งรีบ นิลกาฬที่เห็นเช่นนั้นจึงตามเข้าไปด้วยและภาพตรงหน้าก็ทำเอาเธอนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งที่มีรอยสักดุดันบริเวณลำคอกำลังใช้รถเข็นไฟฟ้าวิ่งทั่วห้องนั่งเล่นเพื่อหนีหญิงวัยกลางคนที่พยายามวิ่งตามจับอยู่
ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาช่างขัดกับการกระทำอย่างสิ้นเชิง แต่ก็อย่างที่รู้กันดีว่าพระเอกของเรื่องนั้นมีปัญหาทางด้านสมองจึงทำให้เขากลายเป็นเช่นนี้
"คะ คุณท่านคะ! ช่วยด้วยค่ะ คุณธีดื้อมากเลยค่ะ!"
พี่เลี้ยงที่คอยดูแลธีรทัศน์แทบจะร้องไห้ เธอหยุดวิ่งเพราะอาการเหนื่อยหอบในขณะที่อีกคนหนึ่งนั่งรถเข็นไฟฟ้าและบังคับทิศทางอย่างชำนาญทั้งยังหัวเราะร่าอย่างคนสนุกสนาน
"ฮ่าๆๆ แน่จริงก็ตามให้ทันสิ! แบร่ๆๆ!"
ท่าทีแลบลิ้นปลิ้นตาที่ไม่เข้ากับอายุคนสามสิบห้าปีนั้นทำเอานิลกาฬเกือบจะหลุดขำออกมา เป็นครั้งแรกที่เธอเพิ่งเคยเห็นพระเอกนิยายมีนิสัยเด็กๆ เช่นนี้ ปกติเคยอ่านแต่นิยายแนวมาเฟียหล่อๆ ดุๆ โหดๆ แต่พระเอกคนนี้กลับแหวกแนวเพราะอย่างนั้นเธอจึงเลือกที่จะอ่านแม้ว่านักเขียนจะวางพล็อตให้พระเอกมีอายุสมองเพียงแค่ห้าขวบก็ตาม
เนื้อเรื่องในนิยายค่อนข้างดราม่าเข้มข้นและพระเอกที่มีอายุสมองแค่ห้าขวบก็มักจะถูกรังแกเสมอจากลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ทั้งที่อ่านแค่ไม่กี่บทเท่านั้นแต่เธอก็นึกสงสารธีรทัศน์จับใจ ในใจมักจะคอยเอาใจช่วยตัวละครนี้เสมอ แต่น่าเสียดายที่เธออ่านได้เพียงไม่กี่บทเท่านั้นจึงทำให้เธอไม่รู้ว่าบทสรุปของพระเอกคนนี้เป็นเช่นไร
เขาอาจจะหายจากอาการสมองกระทบกระเทือนหรือไม่นางเอกก็อาจจะยอมรับในสิ่งที่พระเอกเป็นและจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้งก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นนิลกาฬที่อ่านสปอยนิยายมาแล้วบางส่วนก็ยังนึกสงสัยอยู่ดีว่าพระเอกที่มีนิสัยเด็กห้าขวบอย่างธีรทัศน์ฆ่าตัวร้ายอย่างนิลกาฬได้เช่นไร
นิลกาฬคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเองก่อนจะสะดุ้งตกใจเมื่อรถเข็นไฟฟ้าที่ธีรทัศน์นั่งกำลังพุ่งมาทางเธอ เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นก็เกือบจะชนเธอแล้วหากเธอไม่หลบเสียก่อนแต่ก็เสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ธีรทัศน์หมุนรถเข็นไฟฟ้ากลับมาและชี้หน้าเธอพลางหัวเราะด้วยความสะใจ
"สมน้ำหน้ายัยอัปลักษณ์! ฮ่าๆๆๆ"
"..."
กำหมัดแล้วหนึ่ง...
หมายถึงเธอเนี่ยกำหมัดแล้ว! ถ้าไม่ติดว่ารู้จักนิสัยของพระเอกมาประมาณหนึ่งว่าเขามีปัญหาทางสมอง เธอคงพุ่งตัวใส่สักหมัดสองหมัดแล้ว! ไม่คิดเลยว่าเจอหน้ากันครั้งแรกก็จะเปิดศึกเลย!
===============
#เราคนไทย ค่อยๆ ตีกันนนนนน
#ตอนอ่านนิยายสงสารพระเอก มาเจอด้วยตัวเองก็แอบกำหมัด 55555555