นิลกาฬหลับตาลงและสูดอากาศหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามสงบจิตและส่งยิ้มพิมพ์ใจให้กับธีรทัศน์ก่อนจะแนะนำตัวกับเขาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรเป็นใจที่สุด
"สวัสดีค่ะ ฉันชื่อนิลกาฬ เรียกสั้นๆ ว่านิลก็ได้ค่ะ"
ธีรทัศน์เอียงคอมองมายังนิลกาฬด้วยแววตาไร้เดียงสาก่อนจะหันไปถามกรองทองพร้อมกับชี้นิ้วมายังคนที่เพิ่งแนะนำตัว
"ยัยอัปลักษณ์นี่เป็นใครเหรอครับคุณย่า?"
"..."
นิลกาฬเกิดอาการหน้าม้านที่ถูกเรียกย้ำว่าอัปลักษณ์อีกครั้ง กรองทองที่เห็นสีหน้าของหลานสะใภ้แล้วก็นึกสงสารไม่น้อยก่อนจะหันไปทำตาดุใส่หลานชาย
"ตาธี! อย่าเรียกเมียตัวเองว่ายัยอัปลักษณ์สิ!”
ธีรทัศน์ไม่ได้ใส่ใจสายตานั้นของกรองทองเพราะเขากำลังสงสัยว่าสิ่งที่ย่าพูดคืออะไร
"เมียคืออะไรเหรอครับ?" ดวงตาที่มองนั้นช่างดูใสซื่อไร้เดียงสา ทำเอาคนเป็นย่าถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจแต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมอธิบายในสิ่งที่หลานชายสงสัย
"เมียก็คือคนที่จะอยู่กับหลานในฐานะคนรักและดูแลกันไปในยามแก่เฒ่ายังไงล่ะ"
"จะได้เล่นด้วยกันไหม!" คราวนี้ประกายตาธีรทัศน์ฉายชัดถึงความซุกซนตื่นเต้น
"ใช่แล้ว นิลจะอยู่เล่นกับหลานไปนานๆ เลย"
รอยยิ้มกรองทองเจือความเอ็นดูหลานชายไม่น้อยเลย ในขณะที่ธีรทัศน์ชูกำปั้นขึ้นอย่างคนดีใจ
"ถ้าอย่างนั้นธียอมมีเมียก็ได้! เย้!!!"
ท่าทางดีใจของธีรทัศน์ที่บังคับรถเข็นไฟฟ้าทั่วห้องนั่งเล่นนั้นอยู่ในสายตาของนิลกาฬ เธอรู้สึกว่าตอนที่อ่านนิยายฉากนี้ยังนึกขำขันพระเอกไม่น้อยเลยเพราะหน้าตาของเขานั้นมันขัดแย้งกับบุคลิกที่เป็น แต่เมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเองเช่นนี้กลับรู้สึกขำไม่ออกเสียอย่างนั้นและวินาทีนั้นในใจเธอบังเกิดเป็นความรู้สึกสงสารเสียมากกว่าเพราะเขาดูมีปัญหาทางสมองจริงๆ
"อย่างที่เห็นว่าหลานชายฉันมีปัญหาทางด้านร่างกายและสมอง เวลาที่เขาทำอะไรหรือพูดอะไรไม่เข้าท่าเธอก็อย่าถือสาเลยนะ"
สายตาของกรองทองยังมองที่หลานชายตัวเอง แต่ประโยคนั้นกำลังเอ่ยกับนิลกาฬที่มองธีรทัศน์เช่นกัน
"ทราบแล้วค่ะคุณท่าน"
กรองทองหันมามองนิลกาฬที่ยืนอยู่ข้างกาย "คุณท่านอะไรกันล่ะ เธอเองก็เรียกฉันว่าย่าก็แล้วกัน ไหนๆ เราก็เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว"
กรองทองมองนิลกาฬด้วยความเอ็นดู แม้จะแอบผิดหวังที่เจ้าสาวไม่ใช่คนที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ทีแรก แต่เมื่อได้เห็นนิลกาฬแล้วก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแย่แต่อย่างใด
"แล้วก็อย่าลืมเรื่องสำคัญที่ฉันกำชับล่ะ"
กรองทองเอ่ยเตือนขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนหน้าที่นิลกาฬจะมาเจอกับธีรทัศน์ทั้งสองได้พูดคุยกันแล้วว่าเรื่องที่ธีรทัศน์เป็นเช่นนี้จะให้คนภายนอกรู้ไม่ได้เด็ดขาดเพราะจะกลายเป็นจุดอ่อนของวงศ์ตระกูลและอาจจะมีผลเสียที่ไม่มีใครคาดคิดตามมาเพราะอย่างนั้นเรื่องที่ธีรทัศน์ป่วยจึงเก็บเป็นความลับมาตลอดสองปีหลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุพร้อมกับบิดาที่เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุและทุกวันนี้บุคคลภายนอกจึงเข้าใจไปว่าหลานชายคนโตของตระกูลอินทรเวศม์แต่งงานและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ที่ต่างประเทศ
"เข้าใจแล้วค่ะคุณย่า"
นิลกาฬพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังว่าง่าย สายตาของเธอที่มองหญิงชราวัยเจ็ดสิบห้าปีนั้นดูใสซื่อหัวอ่อน ซึ่งมันทำให้กรองทองรู้สึกพึงพอใจไม่น้อยเลย อย่างน้อยสะใภ้คนนี้ก็ไม่ได้แสดงท่าทีแข็งข้อต่อเธอหรือแสดงออกถึงความรังเกียจต่อหลานชายของเธอ
"ช่วงสองวันนี้ก็อาจจะยุ่งวุ่นวายหน่อย คงต้องรบกวนหน่อยล่ะ"
นับว่านิลกาฬมาได้ตรงจังหวะพอดีเพราะพี่เลี้ยงธีรทัศน์คนนี้กำลังจะลาออกกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างจังหวัดนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องหาคนดูแลต่อและคนคนนั้นก็คือนิลกาฬที่เป็นภรรยาของธีรทัศน์
"เอาล่ะ ฉันไม่รบกวนเวลาแล้ว มีอะไรสงสัยก็ถามพี่เลี้ยงคนนี้ได้เลย"
กรองทองไม่รบกวนเวลาของนิลกาฬมากไปกว่านี้และก่อนจะกลับก็บอกกล่าวธีรทัศน์ที่ยังคงบังคับรถเข็นไฟฟ้าทั่วห้องนั่งเล่น
"ย่ากลับแล้วนะตาธี"
"ครับ!"
ธีรทัศน์ตอบรับเพียงแค่นั้นโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่ใครจะไป
คล้อยหลังกรองทองกลับไปแล้วพี่เลี้ยงวัยกลางคนก็เริ่มอธิบายการดูแลธีรทัศน์ให้นิลกาฬฟังว่าเธอควรทำอะไรบ้าง แต่อย่างเรื่องการอาบน้ำหรือช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นธีรทัศน์สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมันทำให้นิลกาฬโล่งใจไม่น้อยเลย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังต้องตระเตรียมเสื้อผ้าให้เขาอยู่ดี
กว่าธีรทัศน์จะยอมอาบน้ำก็ผ่านไปนานเกือบชั่วโมง เล่นเอาเธอกับพี่เลี้ยงที่อายุสามสิบกลางๆ เหนื่อยหอบจนแทบเป็นลมเพราะต้องวิ่งไล่จับเขาที่บังคับรถเข็นให้ทัน
"เสื้อผ้าวางอยู่บนเตียงนะคะคุณธี"
นิลกาฬบอกผ่านประตูห้องน้ำเพื่อให้ธีรทัศน์ได้ยิน แต่จู่ๆ บานประตูก็ถูกเลื่อนไปด้านข้างเพื่อความสะดวกสำหรับคนใช้รถเข็น คนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็นั่งรถเข็นออกมา
นิลกาฬเบือนหน้าหนีจากธีรทัศน์เพราะทั้งตัวของเขามีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวปกปิดช่วงล่างเอาไว้ แต่สายตาไม่รักดีของเธอมันก็เหลือบมองคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นก่อนจะนิ่งงันไปหลายวินาทีเมื่อเห็นว่าร่างกายช่วงบนของเขาอัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะหน้าท้องที่เผยให้เห็นซิกซ์แพ็คและวีไลน์...
คนพิการจำเป็นต้องหุ่นดีขนาดนี้เชียวหรือ?
"ตกใจใช่ไหมคะ? ตอนที่ฉันมาแรกๆ ก็ตกใจเหมือนกัน แต่อยู่ไปก็จะรู้เองค่ะว่าเขาเป็นคนบ้าออกกำลังกาย"
พี่เลี้ยงรับหน้าที่ดูแลธีรทัศน์มาหนึ่งปี ช่วงแรกที่มารับหน้าที่นี้เธอเองก็ตกใจที่เห็นว่าธีรทัศน์หุ่นดีมาก แต่เมื่อเห็นเขา 'เล่น' ออกกำลังกายจึงไม่แปลกใจแล้วทำไมหุ่นถึงดีเช่นนี้
"เขาชอบดูคลิปออกกำลังกายมากเลยค่ะ คุณหญิงเคยบอกว่าก่อนที่คุณธีจะประสบอุบัติเหตุเขาเป็นคนชอบออกกำลังกายมากค่ะ"
นั่นอาจจะเป็นสัญชาตญาณของธีรทัศน์ก็เป็นได้ เขาในตอนนี้มีสมองเทียบเท่าเด็กห้าขวบ เพราะอย่างนั้นเวลาเห็นอะไรจึงอยากทำตาม บวกกับนิสัยส่วนตัวของเขาที่ชอบออกกำลังกายจึงทำให้มีร่างกายที่อัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อ
เห็นเช่นนี้แล้วก็ทำให้นิลกาฬอดรู้สึกแปลกไม่ได้ ทว่าก็ไม่ได้คิดอะไรมากเมื่อเสียงพี่เลี้ยงเอ่ยขึ้นมา
"คุณธีคะ เสื้อผ้าอยู่บนเตียงค่ะ"
พี่เลี้ยงย้ำกับธีรทัศน์เมื่อเห็นเขาไม่ใส่เสื้อผ้าสักที คนตัวโตแต่สมองเด็กน้อยยังเอาแต่วนเวียนรถเข็นเล่น ทว่าเมื่อถูกเอ่ยย้ำอีกครั้งจึงหันไปมองบนเตียง
เสื้อผ้าที่ถูกพับไว้อย่างดีถูกคว้ามาดู แต่วินาทีต่อมาก็ปาใส่หน้านิลกาฬที่เกิดอาการนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีท่ามกลางเสียงโวยวายของธีรทัศน์
"ไม่ใส่ชุดนี้! ไม่เอาชุดนี้! ไม่ใส่ๆๆๆ!"
เข้าใจว่าไม่ใส่ แต่ทำไมต้องปาใส่หน้าเธอด้วย! ให้ตายเถอะช่างเป็นสามีที่นิสัยเสียอะไรเช่นนี้!
นิลกาฬหลับตาข่มอารมณ์คุกรุ่นที่กำลังเดือดปุดๆ ในอกเอาไว้ก่อนจะคว้ากางเกงชั้นในตัวสีดำที่ค้างอยู่บนหัวตัวเองออกพร้อมรอยยิ้มแข็งค้าง
"คุณธีคะ ใส่เสื้อผ้าเถอะค่ะ เพราะถ้าไม่ใส่..."
เธอจะตีเขาให้ตูดลาย!
นั่นคือสิ่งที่นิลกาฬอยากบอก แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ทำได้คือการกัดฟันและฉีกยิ้มจนปากกระตุกให้เขาอย่างคนใจดีก่อนจะเอ่ยต่อให้จบประโยค
"...จะไม่หล่อเอานะคะ"
==============
#ท่องเอาไว้ว่าสมองเด็ก 5 ขวบ! ท่องเอาไว้ว่าต้องอดทน!!!