นิลกาฬย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์อินทรเวศม์ในฐานะภรรยาของธีรทัศน์ก็จริง แต่กลับไม่มีงานวิวาห์ใดๆ ทั้งนั้นเพราะสิ่งที่ธีรทัศน์เป็นไม่อาจให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ได้ ดังนั้นหลักประกันที่ทั้งสองครอบครัวตกลงเห็นพ้องต้องกันก็คือใบทะเบียนสมรสที่เป็นหลักฐานว่าธีรทัศน์กับนิลกาฬคือสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
จุดประสงค์ของนางร้ายคนเดิมคือการใช้อำนาจในฐานะที่เธอเป็นสะใภ้อินทรเวศม์เพื่อเอาคืนครอบครัวของตัวเองที่กดขี่รังแกเธอมานานหลายปีและที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือการที่พวกเขาส่งเธอให้กับสามีพิการและมีปัญหาทางด้านสมองเช่นธีรทัศน์แทนที่จะเป็นมุกดาที่ต้องแต่งงานกับเขาตามที่สองครอบครัวตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้
หากนิลกาฬคนเดิมยังอยู่ก็คงเดินตามเส้นเรื่องเดิมต่อไป แต่น่าเสียดายที่นิลกาฬจากโลกแห่งความเป็นจริงได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ อีกทั้งยังไม่คิดที่จะทำเช่นเดิมเพราะรู้ว่าหากเดินตามเส้นเรื่องเดิมตัวละครนี้จะต้องมีจุดจบชีวิตเช่นไร
สำหรับเธอที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้มีเป้าหมายแตกต่างจากนิลกาฬคนเดิมอย่างสิ้นเชิง เธอเพียงแค่ต้องการมีชีวิตต่อไปเท่านั้นเพราะอย่างนั้นการทำให้พระเอกเปลี่ยนใจไม่ฆ่าเธอในภายหลังจึงเป็นหนทางที่เธอคิดว่าเข้าท่าที่สุด แม้จะไม่รู้ว่าสาเหตุการตายของตัวร้ายจะเกิดขึ้นเพราะอะไรก็ตาม
"ไม่เอา! ไม่กิน! เอาออกไปนะ! ฉันไม่กิน!!!"
เสียงร้องโวยวายของธีรทัศน์ปลุกนิลกาฬที่กำลังนอนหลับสบายในห้องรับแขกของบ้านให้ตื่นขึ้นมา เธอแอบหงุดหงิดเล็กๆ เพราะตั้งแต่เข้ามาอยู่ในโลกนิยายเธอก็มีอาการนอนไม่หลับและก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่กับครอบครัวก็นอนไม่เต็มอิ่มเช่นกันเพราะต้องตื่นแต่เช้าทำงานบ้าน ซักผ้าและสารพัดงานที่คนพวกนั้นจะจิกหัวใช้งานเธอได้
ขนาดเธอเพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้แค่ไม่กี่วันเท่านั้นแต่กลับถูกโขกสับเยี่ยงคนใช้ เพราะอย่างนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าของร่างคนเดิมถึงได้ชิงชังครอบครัวตัวเองนัก
พวกเขาจิตใจคับแคบและกดขี่นิลกาฬคนเดิมแม้กระทั่งหนังสือก็ไม่ให้เรียนเพราะกลัวว่าจะได้ดีกว่ามุกดาทั้งที่อีกฝ่ายเป็นดาราดังในวงการบันเทิง
"คุณธีคะ! อย่าทำอย่างนี้นะคะ! เดี๋ยวป้าตีนะคะ! ว้าย!"
เพล้ง!
จานที่ถูกปาใส่พี่เลี้ยงผ่านหน้านิลกาฬเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าหากเธอเดินเร็วหรือก้าวไปข้างหน้าอีกนิดเดียว จานใบนั้นก็อาจจะถูกหัวเธอไปแล้ว
พี่เลี้ยงที่กระโดดหลบจานบินร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ เธอง้างมือขึ้นหมายจะตีธีรทัศน์เหมือนกับทุกทีที่เขาดื้อ แต่เมื่อเห็นนิลกาฬยืนอยู่ก็รีบเก็บไม้เก็บมือทันทีก่อนจะยิ้มแห้งให้เจ้านายที่ไม่คิดถือสากับท่าทีนั้นของพี่เลี้ยง
"ป้าออกไปก่อนค่ะ เดี๋ยวตรงนี้นิลเก็บเอง"
พี่เลี้ยงรีบออกจากครัวอย่างว่องไว เธอปล่อยให้นิลกาฬรับมือกับธีรทัศน์ตามลำพัง ตอนนี้เธอไม่อยากยุ่งอะไรแล้วนอกจากรอเวลาจนถึงหกโมงเย็นเท่านั้นก็ถือว่าสิ้นสุดหน้าที่พี่เลี้ยงวันสุดท้ายแล้ว
นิลกาฬเดินมาหยุดตรงหน้าธีรทัศน์ที่กอดอกมองเธอด้วยใบหน้าบึ้งตึง ในขณะที่เธอนั้นมีสีหน้าเรียบนิ่งเพราะกำลังไม่สบอารมณ์เช่นกัน เพียงแต่ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีก็เท่านั้นก่อนจะเอ่ยถามธีรทัศน์
"ทำไมทำแบบนี้ล่ะคะ?"
นิลกาฬถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เธอไม่ได้ใส่อารมณ์เพียงแต่ในกระแสเสียงนั้นฟังดูแข็งกร้าวขึ้นมา
ธีรทัศน์มองดูนิลกาฬที่กำลังเก็บเศษจานใส่ถังขยะ บนพื้นเต็มไปด้วยซอสมะเขือเทศและอาหารมื้อเช้าอย่างพวกเบรคฟาสต์ ไข่ดาว แฮม ไส้กรอกกระจัดกระจายเลอะเทอะแต่เธอก็ทำความสะอาดโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
"มันไม่อร่อย! ไม่อยากกิน! ไม่หิว!!!"
ท่าทีเอาแต่ใจนั้นของธีรทัศน์อยู่ในสายตาของนิลกาฬและเธอยังคงเช็ดพื้นอย่างใจเย็น
"คราวหลังถ้าไม่อยากกินก็แค่บอกดีๆ นะคะ ไม่จำเป็นต้องทำลายข้าวของค่ะ"
นิลกาฬเช็ดทำความสะอาดพื้นจนเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากครัวเฉยๆ ทิ้งให้ธีรทัศน์มองตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจว่าหลังจากนี้เขาต้องทำอะไรต่อ จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานสองชั่วโมง...คนที่ยังไม่ได้กินมื้อเช้าก็หิวขึ้นมา ทว่าก็ยังไม่มีอาหารมาประเคนเหมือนเช่นทุกที จวบจนผ่านพ้นมื้อเที่ยงก็ยังไม่มีเช่นกัน...
นิลกาฬเห็นแล้วล่ะว่าธีรทัศน์ทำคอยืดคอยาวมองหาเธอและเธอก็รู้ด้วยว่าเขาหิวข้าวแล้ว เพียงแต่เธอยังไม่ให้เขากินก็เท่านั้นเอง มันคือบทลงโทษที่เขาปาจานข้าวทิ้งทั้งที่ไม่สมควรทำเช่นนั้นและเพื่อสอนให้เขาจำว่าหากทำเช่นนั้นอีก เขาก็จะไม่ได้กินข้าวเหมือนอย่างวันนี้อีก
สุดท้ายคนที่หิวข้าวจนอดทนไม่ไหวจึงร้องโวยวายออกมาในตอนช่วงเวลาหกโมงเย็น...
"หิวข้าว! หิวข้าวจะตายแล้ว! อยากกินข้าวๆๆๆ!!!"
นิลกาฬที่ทำเมินเฉยต่อเขาทั้งวันเดินผ่านมาได้ยินพอดี เธอกอดอกพิงกรอบประตูเพื่อดูคนดื้อที่กำลังโวยวายเสียงดัง จริงๆ แล้วธีรทัศน์โวยวายตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว แต่เธอก็ใจแข็งทำหูทวนลมไป จวบจนเขาโวยวายออกมาอีกครั้งก็ตอนนี้แต่เพราะเธออยากดัดนิสัยเขาจึงโกหกเขาออกไป
"ไม่มีข้าวให้คุณธีกินหรอกนะคะเพราะเมื่อเช้าคุณธีเอาทิ้งลงพื้นเองค่ะ"
ธีรทัศน์ตกอยู่ในอาการนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีและเหมือนจะรู้ว่าไม่มีสิ่งที่ต้องการก็เบะปากร้องไห้ออกมา
"โฮฮฮ~"
เสียงแหบห้าวของชายวัยสามสิบห้าที่ร้องไห้ออกมานั้นกลับทำเอานิลกาฬเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งไป น้ำตาเม็ดโตไหลจากหางตาธีรทัศน์แหมะๆ คือเครื่องยืนยันว่าเขากำลังร้องไห้จริง!
คนแพ้น้ำตาเช่นเธอที่เห็นอย่างนั้นก็ใจอ่อนยวบยาบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมว่าควรสอนเขาไปด้วย
"ถ้าอยากกินข้าวต้องสัญญามาก่อนค่ะว่าจะไม่ทำลายข้าวของอีกแล้ว ถ้าหากอยากได้อะไรให้พูดดีๆ ขอดีๆ เข้าใจไหมคะ?"
ธีรทัศน์หยุดร้องไห้ราวกับสั่งได้ เขาพยักหน้ารับหงึกๆ และมองนิลกาฬด้วยสายตาใสซื่อไร้เดียงสา
ขนตาเปียกได้น่าเอ็นดูจริงๆ พ่อหนุ่มคนนี้!
"สัญญาก่อนค่ะว่าจะไม่ทำลายข้าวของ"
นิลกาฬทวงคำสัญญาจากคนตรงหน้าที่ยกมือขึ้นปาดน้ำมูก เห็นเช่นนั้นเธอจึงคว้ากระดาษทิชชู่เช็ดน้ำตาและน้ำมูกให้เขาอย่างไร้ความรังเกียจ
การกระทำที่เป็นไปอย่างธรรมชาติของนิลกาฬอยู่ในสายตาธีรทัศน์และดูเหมือนว่าเขาจะตอบออกไปโดยไม่รู้ตัว
"สัญญา..."
ได้สติอีกทีก็เป็นตอนที่มือเล็กแต่หยาบกระด้างของเธอลูบหัวของเขาเบาๆ พร้อมกับคำชมที่มากับรอยยิ้มใจดี
"เก่งมากค่ะ ถ้าอย่างนั้นรอแป๊บนึงนะคะ นิลขอไปเตรียมมื้อเย็นก่อน คุณธีเป็นเด็กดีรอนิ่งๆ ตรงนี้นะคะ โอเคไหม?"
เป็นอีกครั้งที่ธีรทัศน์พยักหน้าอย่างเหม่อลอยและไม่น่าเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่นิลกาฬเตรียมมื้อเย็นนั้น ธีรทัศน์ไม่ส่งเสียงโวยวายอะไรสักคำ! ทำเอาพี่เลี้ยงที่แอบมองอยู่ห่างๆ ถึงกับตกตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าคนอย่างธีรทัศน์จะเชื่อฟังคำคน!
ปกติไอ้คนสติไม่เต็มฟังใครที่ไหนล่ะ! วันๆ เอาแต่แหกปากร้องเสียงดัง พูดจาไม่รู้เรื่องจนเธอทนไม่ไหวตีไปจนนับครั้งไม่ถ้วน! แต่ครั้งนี้กลับเชื่อฟังนิลกาฬเสียอย่างนั้น!
สงสัยจะเป็นคนสติไม่ดีประเภทเชื่อฟังเมียตัวเอง!
================
#มีนิสัยชอบทำลายข้าวของดีนัก เป็นไงล่ะ? ไม่ต้องดงต้องแดกมันแล้ว! 😂