น้ำเสียงของเขาเอ่ยถามเรียบนิ่งและคนสวนก็ยังคงแต่งตัวสไตล์เดิมพร้อมทั้งยังใส่ผ้ากันแดดปกปิดใบหน้าเช่นเดิม
"จะออกไปทำธุระข้างนอกค่ะ นิลไม่อยากปล่อยคุณธีให้อยู่บ้านคนเดียว"
นิลกาฬให้เหตุผลอย่างเป็นธรรมชาติ แต่คนสวนก็ตอบกลับมา
"แต่คุณธีจะออกไปข้างนอกไม่ดะ... "
"จะไป"
ประโยคที่พูดแทรกขึ้นมานั้นทำเอาคนสวนชะงักนิ่งไป เขาจ้องมองธีรทัศน์ที่มองกลับมาเช่นกันในขณะที่นิลกาฬอยู่ด้านหลังรถเข็นของธีรทัศน์จึงไม่เห็นว่าสีหน้าหรือแววตาของคนเป็นสามีเป็นเช่นไร แต่เธอกลัวว่าเขาจะโวยวายจึงเป็นฝ่ายเจรจาต่อรองคนสวนอีกครั้ง
"ฉันจะรีบไปรีบกลับค่ะ"
ความจริงแล้วนิลกาฬจะใช้สิทธิ์ความเป็นสะใภ้ของตระกูลอินทรเวศม์กดข่มคนสวนก็ได้ แต่ที่เธอไม่ทำเช่นนั้นเป็นเพราะต้องการผูกมิตรกับเขาเสียมากกว่าและดูเหมือนว่ามันจะได้ผลเมื่อเธอได้ยินเขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะตอบกลับมาอย่างอ่อนใจ
"เข้าใจแล้วครับ แต่ผมจะต้องเป็นคนไปส่งคุณนิลกับคุณธีทำธุระนะครับ"
"..." นิลกาฬนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเสียหายก็ไม่คิดปฏิเสธที่คนสวนอาสาจะไปส่ง เพียงแต่สิ่งที่เธอกังวลนั่นก็คือ...
"ห้ามบอกคนอื่นนะคะว่านิลพาคุณธีออกไปข้างนอก"
"ทราบครับ"
คนสวนตกปากรับคำเพียงเท่านั้นก็บอกให้นิลกาฬรออยู่ที่นี่ก่อนและอีกห้านาทีค่อยออกมาเพราะเขาจะต้องขับรถอ้อมไปรับทั้งสองคนที่ประตูหลังเรือนเล็กซึ่งเป็นจุดที่เธอกับธีรทัศน์รออยู่
"พี่ตรัยใจดีจังเลยเนอะ?"
คนที่นิลกาฬเอ่ยชมคือคนสวนคนนั้น เธอยังไม่เคยเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเพราะเขามักจะปิดหน้าปิดตาตลอดเวลา แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็มีน้ำใจที่จะไปส่งเธอกับธีรทัศน์ทำธุระแม้จะไม่รู้ว่าเธอจะไปไหนก็ตาม
"ห้ามชม"
"คะ?"
นิลกาฬได้ยินไม่ชัดว่าธีรทัศน์พูดอะไร ในขณะที่เขาดึงแมสลงก่อนจะเผยให้เห็นใบหล่อเหลาแต่บึ้งตึงพร้อมกับพูดอีกครั้งแต่ครั้งนี้ชัดถ้อยชัดคำจนนิลกาฬได้ยินชัดเจนสองหู
"ห้ามชมคนอื่น ธีไม่ชอบ"
คำพูดเอาแต่ใจนั้นทำให้นิลกาฬอดหัวเราะออกมาไม่ได้ สายตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและด้วยความที่กลัวว่าเขาจะน้อยใจเธอจึงรีบพูดเอาใจทันที
"พี่ตรัยก็แค่ใจดีค่ะ แต่คนที่ใจดีที่สุดคือคุณธีนะคะ"
นิลกาฬหันซ้ายหันขวาและเมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงก้มลงและกระซิบริมใบหูขาวสะอาดของธีรทัศน์ "เพราะคุณธีให้บัตรทรงคุณค่าแก่นิล คุณธีก็เลยเป็นคนใจดีที่สุดในโลกกว่าใครเลยค่ะ"
นาทีนี้ไม่มีอะไรทรงคุณค่าไปกว่าบัตรเครดิตแบล็กการ์ดที่ธีรทัศน์ให้เธออีกแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะต้องเป็นสะใภ้ที่อยู่อย่างยากลำบากท่ามกลางศึกแย่งชิงมรดกเสียอีก แต่ที่ไหนได้...สามีของเธอก็มีเงินถุงเงินถังไม่น้อยเลย เพราะอย่างนั้นหากไม่อยากต้องอยู่อย่างลำบากเธอก็ควรทำดีกับเขาและดูแลเขาให้ดีที่สุด เผื่อวันหนึ่งชะตาชีวิตที่ต้องตายด้วยมือพระเอกจะเปลี่ยนไป
นิลกาฬหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีกับแผนการในอนาคตที่วางเอาไว้ ในขณะเดียวกันคนที่ถูกชมว่าใจดีก็ก้มศีรษะให้นิลกาฬที่ชะงักนิ่งไปเล็กน้อย ตอนแรกก็ยังงงๆ ว่าเขาจะทำอะไรแต่เมื่อเขาจับมือของเธอวางไว้บนศีรษะก็เข้าใจได้ทันทีก่อนจะลูบหัวของเขาเบาๆ ทว่าธีรทัศน์ก็ยังเรียกร้องเมื่อเขายังไม่พอใจ
"บอกว่าเด็กดีด้วยสิ"
นิลกาฬนิ่งงันไปเพียงนิดแต่ทว่าวินาทีต่อมารอยยิ้มบางเบาอย่างนึกเอ็นดูก็ปรากฏให้เห็นก่อนที่เธอจะเอ่ยในสิ่งที่เขาต้องการ
"เด็กดี"
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการธีรทัศน์ก็เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างพึงพอใจ แต่บรรยากาศเหล่านั้นก็ถูกขัดจังหวะเมื่อประตูรั้วเล็กถูกเปิดออกพร้อมกับคนสวนที่เดินเข้ามา
"เชิญคุณธีกับคุณนิลขึ้นรถได้เลยครับ"
‘ตรัยภพ’ เอารถปิกอัพมารับ มันไม่ใช่รถของคฤหาสน์แต่เป็นรถส่วนตัวของเขาเอง ภายในตัวรถดูสะอาดสะอ้านบ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็นคนรักความสะอาดและน่าจะรักรถมากเสียด้วยเพราะแม้แต่ฝุ่นสักนิดก็ไม่มีให้เห็น
"จะให้ไปส่งที่ไหนครับคุณนิล?"
เมื่อช่วยธีรทัศน์และพับรถเข็นไฟฟ้าขึ้นรถเสร็จแล้ว ตรัยภพก็เดินอ้อมกลับมาตรงที่นั่งคนขับ เขาจัดการถอดหมวกสานและเลิกคลุมหน้าด้วยผ้ากันแดด นิลกาฬที่เห็นใบหน้าของตรัยภพเป็นครั้งแรกถึงกับนิ่งอึ้งไปเพราะเธอไม่คิดว่าคนสวนจะหน้าตาหล่อเหล่าเช่นนี้! แม้จะดูมีอายุแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังหล่อมากอยู่ดี
ธีรทัศน์ที่เห็นว่าคนนั่งข้างกายมองตรัยภพตาไม่กะพริบก็นึกหวงขึ้นมา อุ้งมือหนายกขึ้นปิดตาเธอที่ร้องโวยวายออกมา
"คุณธี ทำอะไรคะ!"
"ออกรถ! ออกรถเดี๋ยวนี้!!!"
เสียงร้องโวยวายนั้นทำให้ตรัยภพจำต้องออกรถทันทีแม้จะยังไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางของนิลกาฬคือที่ใดก็ตาม
คล้อยหลังรถปิกอัพขับเคลื่อนออกไป กล้องวงจรปิดที่อยู่ตรงมุมประตูรั้วเล็กก็หันตามจนกระทั่งรถแล่นไปไกลเกินกว่าที่จะจับภาพได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นใครบางคนที่อยู่ในคฤหาสน์หลังโตก็เอ่ยถามออกมาอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก
"ปล่อยเจ้าธีออกไปอย่างนี้จะเหรอครับคุณแม่?"
‘มงคล’ วัยห้าสิบห้าปีมีศักดิ์เป็นอาของธีรทัศน์ เขาถามกรองทองอย่างไม่มั่นใจที่เห็นหลานชายออกจากเรือนเล็กไปทางประตูหลัง ในขณะที่กรองทองนั้นยังไม่ละสายตาจากหน้าจอมอนิเตอร์กล้องวงจรปิดที่เผยให้เห็นหลากหลายมุมมองรอบเรือนเล็ก
กรองทองไม่ได้มีท่าทีรีบร้อนกับการจิบชาแต่อย่างใด เธอยังอยู่ในอาการสบายใจผ่อนคลายที่เห็นหลานชายออกจากบ้านไปพร้อมคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาและคนสวน
"แกอย่าใจแคบไปหน่อยเลยน่าตาคล ให้ตาธีได้ออกไปเปิดหูเปิดตาสิ จะให้อุดอู้อยู่แต่ในเรือนเล็กก็ไม่ใช่เรื่องดี"
สีหน้าของหญิงชราวัยเจ็ดสิบห้าปีฉายชัดถึงความอ่อนโยนก่อนจะวางแก้วเบญจรงค์ที่มีลวดลายวิจิตรลงบนโต๊ะด้วยน้ำหนักมือนุ่มนวล
กรองทองเชื่อว่าที่ธีรทัศน์มีอารมณ์ฉุนเฉียวและเกรี้ยวกราดนั้นเป็นเพราะเขาอยู่ในภาวะเครียดเป็นเวลานาน สมองเด็กอายุห้าขวบที่อยู่แต่ในเรือนเล็กไม่ได้ไปไหนจะมีพัฒนาการสมองที่ดีขึ้นได้เช่นไรกัน อย่างน้อยก็ควรออกไปเที่ยวเล่นบ้าง แล้วอีกอย่างเธอก็อยากรู้ว่านิลกาฬจะดูแลธีรทัศน์ได้ดีมากน้อยเพียงใด
"แต่ผมกลัวว่าเจ้าธีมันจะ... "
มงคลพูดแย้งในสิ่งที่คิด แต่พูดยังไม่ทันจบกรองทองก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"ฉันจะพักผ่อนแล้ว แกออกไปได้แล้ว"
คำพูดตัดบทกันดื้อๆ นั้นทำให้มงคลรู้สึกไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ที่คนเป็นแม่พะเน้าพะนอหลานชายคนนี้ออกนอกหน้า แต่ถึงจะรู้สึกไม่ชอบใจทว่าก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมใดๆ ออกมานอกจากตอบรับอย่างเชื่อฟังเท่านั้น
"ครับ ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแม่แล้วครับ"
===============
#ชมคนอื่นก็ไม่ได้ มองคนอื่นก็ไม่ได้ ช่างเป็นตาแก่สมองเด็กที่มีจิตใจคับแคบเสียจริง!
#มีการยื่นหัวให้ นอ.ลูบแล้วก็ชมตัวเองด้วย มองๆ ไปก็เหมือนลูกหมาตัวโตอยู่น้าาาา ไม่น่าเอ็นดูหรอออ? 🤣