นานหลายนาทีกว่านิลกาฬจะปลอบให้ธีรทัศน์หยุดร้องไห้ เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้เขาก่อนจะหันมองรถเข็นไฟฟ้าที่จมอยู่ในสระบัว
สภาพที่เอียงกระเท่เร่จมไปกว่าครึ่งทำให้เธอรีบลงไปดึงมันขึ้นมา เธอลองกดควบคุมมันแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันสงบนิ่งบ่งบอกว่าวงจรรถเข็นไฟฟ้าน่าจะพังเสียหายหมดแล้ว แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้พังจนเข็นด้วยแรงไม่ได้
"มาค่ะ กลับบ้านกันดีกว่า"
นิลกาฬเดินกลับมาหาธีรทัศน์ เธอสอดแขนทั้งสองข้างใต้ราวนมของเขาพร้อมกับออกแรงยกแต่ตัวเขาหนักเกินไปที่เธอจะยกขึ้นรถเข็นไหว ต่อให้ออกแรงอีกกี่ครั้งก็ไม่เป็นผลจนเผลอบ่นออกมา
"ตัวหนักจัง"
การกระทำของนิลกาฬที่ออกแรงยกจนหน้าดำหน้าแดงนั้นอยู่ในสายตาของธีรทัศน์ เขาได้ยินเธอบ่นอย่างนั้นก็ทำหน้างอง้ำก่อนจะดันเธอให้ถอยห่างและเป็นฝ่ายเอื้อมมือคว้ารถเข็นเข้ามาใกล้ จากนั้นก็ดันตัวขึ้นนั่งรถเข็นพร้อมกับดึงขาที่ไม่รู้สึกของตัวเองวางบนที่พักเท้าโดยไม่ขอความช่วยเหลือใดๆ จากนิลกาฬที่มองธีรทัศน์ตาปริบๆ
"อ้าว แล้วก็ไม่บอกว่าขึ้นเองได้"
ให้ออกแรงจนตดเกือบแตกอยู่ตั้งนาน!
"ก็เธอไม่ถามเองนี่ยัยอัปลักษณ์!"
พูดจบก็สะบัดหน้าหนีใส่นิลกาฬที่นึกอยากตีปากร้ายๆ นั่นสักที แต่เมื่อเห็นแก้มที่แดงระเรื่อเป็นรอยปื้นจากแรงตบเธอแล้วนั้นก็ทำเกิดรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง
นิลกาฬไม่โต้เถียงอะไรอีกก่อนจะเป็นฝ่ายออกแรงเข็นรถเข็นกลับไปยังเรือนเล็ก
"คุณธีไปอาบน้ำก่อนนะคะ นิลจะเตรียมเสื้อผ้าให้บนเตียงค่ะ"
ครั้งนี้ธีรทัศน์เชื่อฟังอย่างว่าง่ายทั้งที่ปกติแล้วก่อนจะอาบน้ำเขามักจะโวยวายอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันนิลกาฬก็แยกไปอาบน้ำในห้องนอนของเธอเช่นกัน
ทั้งสองคนใช้เวลาราวๆ ยี่สิบนาทีก็อาบน้ำเสร็จ ครั้งนี้เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ใช่ลวดลายการ์ตูนอย่างที่ใส่เป็นประจำแต่เป็นเสื้อยืดสีเทาและกางเกงวอร์มสบายตัวสีเดียวกับเสื้อ
หากนั่งอยู่เฉยๆ โดยไม่พูดอะไรธีรทัศน์ในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากชายหนุ่มทั่วไป นิลกาฬที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนตัวเองยืนนิ่งมองเขานานนับนาที แต่ก็ได้สติตอนที่อีกฝ่ายหมุนรถเข็นหันมาทางเธอ ซึ่งเป็นรถเข็นคันเก่าของเขาที่ต้องบังคับด้วยแรงแขนเท่านั้น ส่วนรถเข็นไฟฟ้าคันใหม่อาจจะต้องรอหน่อยเพราะเธอต้องบอกกรองทองก่อนว่ารถเข็นไฟฟ้ามันพัง
"ทำไมไม่เช็ดผมให้แห้งคะ?"
เส้นผมที่ยังเปียกจนน้ำหยดลงบนไหล่กว้างนั้นทำให้นิลกาฬเดินมาเช็ดผมให้กับธีรทัศน์ที่นั่งนิ่งไม่ดื้อดึงและยอมให้เธอเช็ดผมแต่โดยดี
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเช็ดผมให้กับเขา เส้นผมของเขานุ่มลื่นแม้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะผ่านการทำสีมาหมาดๆ ทั้งยังเป็นสีเงินเสียด้วย
แน่นอนแหละว่าเขาเป็นคนงอแงที่อยากจะทำสีผมเหมือนกับตัวละครการ์ตูนอย่าง 'โกะโจ ซาโตรุ' ที่มีเรือนผมสีเงินทั้งยังเป็นตัวละครที่มีความสามารถมาก เพราะอย่างนั้นธีรทัศน์ที่ดูการ์ตูนเรื่องนี้จึงชื่นชอบตัวละครนี้มาก ทั้งยังอยากจะเป็นคนเท่ๆ เหมือนโกะโจบ้าง อย่างน้อยได้เหมือนแค่สีผมก็พอใจแล้ว
"..."
"..."
บรรยากาศระหว่างเธอกับเขาไร้บทสนทนาใดๆ นานนับนาที นิลกาฬไม่ชินที่ธีรทัศน์เป็นเช่นนี้เพราะปกติแล้วเขาจะต้องโวยวายส่งเสียงดังเสมอ แต่ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้นิลกาฬเกิดทำตัวไม่ถูกขึ้นมาและเมื่อหลุบตามองก็เห็นธีรทัศน์กำลังเงยหน้ามองเธอด้วยตาใสแป๋ว
จู่ๆ บรรยากาศอึดอัดที่เกิดขึ้นก็มลายหายไป นิลกาฬจึงใช้โอกาสนี้ถามเขาถึงเรื่องที่ตกสระบัว
"คุณธีคะ บอกนิลได้ไหมคะว่าเมื่อเช้าไปทำอะไรแถวสระบัว?"
ธีรทัศน์เกิดอึกอักขึ้นมา แต่เมื่อเห็นว่านิลกาฬมองอยู่จึงเอี้ยวตัวเปิดลิ้นชักข้างหัวเตียงและหยิบดอกบัวขึ้นมายื่นให้กับเธอ
"ไปเก็บอันนี้มา เอาไปสิ"
"..."
นิลกาฬนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าธีรทัศน์จะตกสระเพียงเพราะไปเก็บดอกบัวมาให้เธอและตอนนั้นเธอก็เห็นว่าเขาถือมันเอาไว้ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าทิ้งไปแล้วเสียอีก
"ให้นิลเหรอคะ?"
"ใช่"
"นิลสวยเหมือนดอกบัวใช่ไหม?"
นิลกาฬถามหยอกเย้าธีรทัศน์ก่อนจะรับดอกบัวด้วยรอยยิ้มขอบคุณ แต่ทว่าประโยคต่อมากลับทำเอารอยยิ้มเธอแข็งค้างไปชั่วขณะ
"เธอแก่เหมือนแม่"
"..."
"แม่ฉันชอบดอกบัว"
ก็เป็นเสียอย่างนี้ แล้วจะไม่ให้เธอกำหมัดได้อย่างไร!!!
แล้วอะไรคือการเชื่อมต่อของประโยคที่บอกว่าเธอแก่เหมือนแม่และแม่เขาชอบดอกบัว!
"คุณธี...นิลเพิ่งอายุยี่สิบเองนะคะ จะแก่เหมือนแม่คุณธีได้ยังไง"
นิลกาฬกัดฟันข่มอารมณ์อธิบายให้ธีรทัศน์ฟัง แต่เขาก็ทำหูทวนลมก่อนจะเข็นรถเข็นไฟฟ้าไปทั่วบ้านทั้งตะโกนเสียงดังลั่น
"นิลแก่เหมือนแม่! แม่ชอบดอกบัว!"
"..."
"แก่เหมือนแม่! แม่ชอบดอกบัว!"
เออ เอาเข้าเถอะ เอาเข้าไป
นิลกาฬถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจแต่ถึงอย่างนั้นมุมปากกลับหยัดยิ้มบางเบาเมื่อเห็นว่าธีรทัศน์ไม่ได้มีท่าทีซึมเศร้าหรือตกใจกับเหตุการณ์ตกสระก่อนหน้านี้
"คุณธี มากินข้าวก่อนค่ะ"
นิลกาฬเดินออกมาหาธีรทัศน์ที่ครั้งนี้เชื่อฟังเธออย่างว่าง่าย เขาบังคับรถเข็นไฟฟ้าไปยังโต๊ะอาหารประจำที่ของตัวเองและเริ่มลงมือทานข้าวโดยมีเธอที่นั่งอยู่ข้างกายเขาและดูแลไม่ให้คลาดสายตา
ระหว่างที่ทานข้าวด้วยกัน จึงอาศัยจังหวะนี้พูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงสบายๆ เรียบเรื่อย ไม่ได้จะตำหนิแต่อย่างใด
"คุณธีคะ คราวหลังอย่าออกไปโดยไม่บอกนิลนะคะ รู้ไหมว่าถ้าหากเมื่อกี้นิลไม่ตามออกไปจะเกิดอะไรขึ้น"
เพียงแค่คิดว่าเขาอาจจะตายได้ก็ทำเอาเธอหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมาแล้ว แม้จะรู้ว่าพระเอกอย่างธีรทัศน์นั้นคงไม่ตายง่ายๆ เพราะถ้าหากตายตั้งแต่ตอนนี้เขาคงไม่ได้เป็นพระเอกของเรื่องหรอก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังใจหายอยู่ดีตอนที่เห็นเขาตกสระบัว
แม้ธีรทัศน์จะยังเคี้ยวข้าวอยู่ แต่สายตาที่หลุบมองจานข้าวนั้นกลับสั่นไหวระริกก่อนที่คำถามหนึ่งจะหลุดออกจากปากของธีรทัศน์อย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน
"เป็นห่วงฉันเหรอ?"
"..."
นิลกาฬวางช้อนในมือลงบนจานก่อนจะมองสบดวงตาคมที่จ้องมา แต่ในแววตานั้นกลับใสซื่อไร้เดียงสา
นิลกาฬเชื่อว่าที่ธีรทัศน์ถามเช่นนี้เป็นเพราะว่าเขามีความรู้สึกและความนึกคิดเพียงแต่อาจจะเป็นความคิดตามประสาเด็กวัยห้าขวบ
บางทีเขาก็แค่ต้องการคนที่เอาใจใส่ดูแล แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครทำเช่นนั้นก็เท่านั้นเองเขาจึงแสดงออกด้วยการเรียกร้องความสนใจอยู่เสมอ
นิลการมีเป้าหมายที่จะทำให้พระเอกเปลี่ยนใจไม่สังหารเธอก็จริง แต่เห็นเขาเป็นเช่นนี้แล้วบวกกับความสงสารที่เธอมีให้เขาตั้งแต่ตอนที่อ่านนิยายแล้วจึงทำให้เธอเลือกที่จะแสดงความจริงใจออกมาด้วยการตอบคำถามนั้นของเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน
"ใช่ค่ะ นิลเป็นห่วงคุณธี นิลอยากดูแลคุณธีแล้วก็อยากให้หายป่วยไวๆ ค่ะ"
รอยยิ้มอ่อนโยนที่ไร้การเสแสร้งและสัมผัสจากอุ้งมือที่ลูบเส้นผมของธีรทัศน์อย่างเบามือทำเอาคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมา
ธีรทัศน์นิ่งงันไปหลายวินาที นิลกาฬที่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถามย้ำเขาอีกครั้งถึงคำตอบที่ยังไม่ได้รับ
"คุณธี สัญญากับนิลได้ไหมคะว่าทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะบอกนิลก่อน"
นิลกาฬย่อตัวนั่งลงตรงหน้ารถเข็นที่ธีรทัศน์กำลังนั่ง เธออยากมองหน้าเขาเพื่อดูว่าอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาเช่นไรก่อนจะเห็นว่าเขาก้มหน้าลงพร้อมกับตอบรับเสียงอ้อมแอ้มทั้งยังหลบสายตาเธอผิดจากปกติที่มักจะสู้ตากันตลอด
"สัญญา... คราวหลังจะบอกก่อนออกจากบ้าน..."
================
#ถึงคราวจะทำตัวเจี๋ยมเจี๊ยมก็เอ๊นดู๊เอ็นดู!