(ณ มหาลัย)
“มายด์ เย็นนี้ไปห้างกันไหม เห็นว่ามีแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีมาเปิดช็อปใหม่ด้วยล่ะ แกก็เคยบอกว่าอยากได้นี่”
“ฉันมีธุระน่ะฟรีน” ฉันหันไปตอบฟรีนก่อนจะรีบเก็บหนังสือเข้ากระเป๋า
“แกอายุยี่สิบเองนะ ทำไมทำงานตัวเป็นเกลียวขนาดนี้พ่อแม่ไม่ส่งเสียค่าเล่าเรียนเลยรึไง” ฉันรู้สึกจุกอกเล็กน้อย ๆ
จริง ๆ เรื่องพวกนี้ฉันไม่เคยบอกใครมากก่อนเลย แม้แต่เพื่อนที่สนิทที่สุดตอนนี้อย่างฟรีน เพราะฉันไม่อยากทำตัวเองให้ดูน่าสงสาร และกลัวการถูกข่มเหงทางฐานะ แต่คราวนี้ไม่รู้ทำไมฉันจึงพูดไปซะหมด อาจเป็นเพราะอยากให้ใครสักคนได้รับรู้ว่าฉันกำลังอ่อนแอ
“พ่อฉันตายไปแล้ว ส่วนแม่ตอนนี้โคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล”
“ว่าไงนะ!!! จริงเหรอมายด์”
“อื้อ~ ตอนนี้ฉันต้องรีบหาเงิน ค่ารักษาพยาบาลแม่ฉันสูงมากเลยฟรีน”
“เท่าไหร่ ยืมฉันก่อนไหม” ฉันหันหน้าไปมองเพื่อนที่ตอนแรกคิดว่าเขาแค่สงสารฉันที่ไม่มีใครคบ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเธอเป็นเพื่อนที่ดีจริง ๆ เพราะในยามลำบากแบบนี้หาได้ยากที่จะมีคนยื่นมือมาช่วย แต่จำนวนเงินมันก็มากเกินไป
“เรื่องเงินฉันยังพอมีทางอยู่ อาจจะต้องขยันมากกว่าเดิมซะหน่อยน่ะฟรีน”
“ทุกวันนี้แกก็แทบไม่มีเวลาใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นเลยนะ ตั้งแต่ปีหนึ่งจนจะหมดเทอมสอง เราออกไปเที่ยวมากสุดก็หน้ามอเอง”
“ฉันรู้ ฉันเองก็อยากไปเที่ยวกับแก...แต่ฉันมันจนไง การไม่มีเงินมันน่ากลัวนะ” พอพูดถึงเรื่องเงินที่ไรก็พานทำให้หดหู่ใจทุกที แต่ก่อนฉันไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างเหมือนมันห้อมล้อมฉันไปหมด ฉันแค่รู้สึกตั้งรับไม่ทัน
“ไม่เป็นไรนะ...เอาเป็นว่า ถ้าลองพยายามแล้วมันไม่ไหวจริง ๆ ฉันพร้อมช่วยเสมอเลย...”
“ขอบใจมากฟรีน งั้นฉันของตัวก่อนนะ กลัวเขารอนาน”
“เขาคือใคร?”
“อาจจะเรียกได้ว่า ‘เจ้านายคนใหม่’ ล่ะมั้ง ไปนะ...”
ฉันคว้ากระเป๋าเดินลัดเลาะไปตามฟุตพาทกล้า ๆ กลัว ๆ จริง ๆ คณะวิศวะไม่ได้ไกลจากคณะวิทย์นัก แต่ทำไมฉันถึงได้รู้สึกมันไกลเหลือเกิน หรือไม่อาจเป็นเพราะฉันแทบจะก้าวขาไม่ออก พร้อมกับสมองที่คิดมากพลางกังวลไปเสียทุกอย่าง
‘ฉันตัดสินใจถูกรึเปล่านะที่เลือกเส้นทางนี้ แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ’
ฉันย้ำคิดย้ำทำแบบนั้น กระทั่งเดินมาจนถึงลานเกียร์ที่เต็มไปด้วยนักศึกษาวิศวะ จากที่สายตาฉันประเมินก็ราวแปดสิบเปอร์เซ็นได้เลยมั้ง
“วี๊ด...วิ้ว” เสียงผิวปากของนักศึกษาชายวิศวะ ที่มักจะแซวเมื่อสาว ๆ เดินผ่าน ฉันก้มหน้าก้มตาลง และพยายามคิดว่าเสียงเหล่านั้นไม่ได้เอ่ยแซวฉัน เพราะสภาพของฉันตอนนี้ไม่ต่างจากเด็กเรียนแว่นหนาเตอะเท่าไหร่ ฉันไม่ได้ปิดบังอะไรหรอก แต่จริง ๆ ฉันเป็นคนเรียบง่ายแบบนี้ล่ะ ที่แต่ตัวแบบนั้นเพราะงานล้วน ๆ
ฉันอยู่มุมตึกออกห่างกลุ่มนักศึกษาวิศวะที่อยู่ตามลานเกียร์ ก่อนจะพยายามกวาดตามองหาคุณแฟรงค์ตามวัน เวลา สถานที่ ๆ เขาเคยพิมพ์บอกไว้
มายด์ : ฉันมาถึงแล้วค่ะ
แฟรงค์ : เดินมาหาฉันที่ใต้ตึก A ฉันนั่งทำงานกับเพื่อน ๆ อยู่
มายด์ : ได้ค่ะ...คุณแฟรงค์
เมื่อฉันเดินไปใต้ตึก A ที่อยู่ไม่ไกลนักก็มองเห็นกลุ่มคนจำนวนมาก กำลังนั่งล้อมวงเหมือนทำอะไรบางอย่าง และฉันก็สะดุดตาเข้ากับคุณแฟรงค์เพราะนอกจากหน้าตาที่ดูดีแล้ว สีผมของเขาก็โดดเด่นกว่าใคร ๆ คุณแฟรงค์ในคราบ ‘รุ่นพี่ปีสี่’ ดูต่างจากตอนวันมะรืนเล็กน้อย ตอนนี้ท่าทีเขาดูเท่ ใบหน้ายิ้มแย้ม ดูเป็นผู้ชายที่เฟรนด์ลี่ และเป็นที่หมายปองของสาว ๆ ทั้งคณะ ไม่สิเรียกว่าทั้งมหาลัย
ฉันเดินเข้าไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“สาวน้อย...ยืนด้อม ๆ มอง ๆ แบบนี้ตามหาใครอยู่ครับ”รุ่นพี่วิศวะคนหนึ่งเข้ามาทักฉัน
“ฉันมาหาพี่แฟรงค์ค่ะ”
“แฟรงค์? ฮ่า...ถ้าแบบนั้นก็ต้องต่อคิวก่อนไหม ดูนั่น” รุ่นพี่คนนั้นชี้ไปที่กลุ่มผู้หญิงอีกหลายคนยืน วี๊ด...ว๊าย กันอีกฝาก
“แต่ฉันมาหาพี่แฟรงค์จริง ๆ นะคะ ช่วยบอกเขาได้ไหมว่ามายด์มาหา” สายตารุ่นพี่คนนั้นมองฉันอย่างพิจารณา ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
“ได้ เดี๋ยวพี่บอกมันให้” ทันใดนั้นรุ่นพี่คนดังกล่าวก็เดินเข้าไปกระซิบข้างหูคุณแฟรงค์ ทำให้ตาของเขาหันมามองฉันทันที ใบหน้าที่ยิ้มแย้มไม่มีพิษมีภัย กลับยกยิ้มมุมปาก ทำไมฉันถึงขนลุกขึ้นมาได้นะ
คุณแฟรงค์กวักมือเรียกฉันให้เข้าไปหา ในขณะที่สายตาทุกคนจับจ้องมาที่ฉันด้วยความสนใจ และ ใส่ใจเป็นพิเศษ
“สรุปว่าไงครับน้องมายด์ เรื่อง ‘โปรเจกต์’ ที่เราคุยกันไว้จะทำใช่ไหม?”
“งาน...มึงให้น้องเขาทำโปรเจกต์อะไรวะ?” เสียงนี้เป็นเสียงรุ่นพี่คนหนึ่งน่าจะเป็นเพื่อนสนิทของเขา
“เรื่องของกู ยุ่งน่า” จากนั้นเขาก็หันมายิ้มให้ฉัน “ว่าไงล่ะ”
ฉันมองเขาด้วยสายตาที่จำยอมแต่ก็ปนไปด้วยความกลัวในจิตใจ แต่สุดท้ายแล้วนั้น...
“ตกลงค่ะ ฉันรับข้อเสนอของคุณ...” ฉันตอบ แต่แล้วเขาก็ยกยิ้มมุมปากพอใจ
“ดี...งั้นนั่งรอฉันอีกสิบนาที เดียวเราไปทำ ‘โปรเจกต์’ ด้วยกัน เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ”
“...” ฉันไม่ได้ตอบอะไรอีก หันหลังแล้วไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกลนัก คนอื่น ๆ ที่สนใจฉันก็หันกลับไปสนใจงานตรงหน้ากันเสียมากกว่า ดูท่าพวกเขาคงคิดว่า ‘โปรเจกต์’ ที่คุณแฟรงค์พูดจะเป็นเรื่องงานจริง ๆ ซึ่งมันดีกับฉันแล้วล่ะ