บทนำ ทางตัน

1188 Words
[ณ.บาร์แห่งหนึ่งย่านชานเมือง] “อีมายด์ เดี๋ยวเอาถั่วทอดจานนี้ไปเสิร์ฟที่โต๊ะเจ็ดทีนะ” เสียงของเจ๊ปิ่นเจ้าของบาร์แห่งนี้พูดขึ้น ฉันพยักหน้ายิ้มรับก่อนจะหยิบถั่วจานนั้นเพื่อไปเสิร์ฟ ด้วยร่างอรชรในชุดเดรสรัดรูปสีแดงแรงฤทธิ์ “นี่ค่ะเฮีย ถั่วที่เฮียสั่ง...” ฉันโน้มตัววางจานนั้นลงกลางโต๊ะ และไม่ลืมที่จะใช้มืออีกข้างปิดร่องอกโตไว้ไม่ให้เกินงาม “น้องมายด์ มานั่งข้างพี่สิ เดี๋ยวพี่ให้สามพัน” ฉันช่างใจอยู่นานหากเป็นแต่ก่อนฉันคงปฏิเสธไปแล้ว แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “ได้ค่ะ...” ฉันยิ้มให้กับกลุ่มลูกค้าขี้เมากลุ่มนี้ และกำลังจะหย่อนตัวนั่ง ทว่า...เจ๊ปิ่นก็ตะโกนขึ้นมาก่อน “อีมายด์...เสิร์ฟเสร็จกลับมานี่ โต๊ะอื่นยังรอให้เสิร์ฟอยู่” ฉันหยุดชะงักกลับมายืนตามเดิม ลูกค้าขี้เมาหงุดหงิดหันไปตะโกนใส่เจ๊ปิ่น “นี่อีเจ๊ ไม่เห็นเหรอว่ากูเรียกน้องมายด์รับงานอยู่” “ดาวเด่นร้านให้โต๊ะจ่ายน้อยไม่ได้หรอก” ท่าทีของเจ๊เท้าสะเอวกวักมือไม่หยุดและนั่นก็ทำให้ฉันอดได้เงินสามพันไปปริยาย วันนี้ฉันโดนเจ๊ปิ่นเรียกให้เสิร์ฟโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ไม่หยุด เพราะแขกแต่ล่ะโต๊ะต่างเรียกฉัน ทำเอาบางครั้งฉันก็โดนพวกสาวเสิร์ฟในร้านเขม่นไม่พัก ดีว่าเจ๊คุมกะลาหัวไว้ให้ จึงไม่มีใครกล้าหือ... ฉันทำงานอย่างเต็มที่ ส่งยิ้มหวานให้ลูกค้าทั้งหน้าใหม่และประจำ แต่อีกด้านก็ภาวนาให้ถึงเวลาเลิกงานเสียที เพราะฉันมีเรื่องบางเรื่องที่อยากขอความช่วยเหลือจากเจ๊ปิ่น [เลิกงาน] เจ๊ปิ่นแจ้งให้ทุกคนรวมตัวที่ลานโล่ง ฉันที่นั่งรออย่างใจจดใจจ่อให้เจ๊เดินมาหาเพื่อที่ฉันจะได้ขอคำปรึกษาบางอย่างซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ฉันมีชีวิตต่อไปได้ “เจ๊คะ ฉันมีเรื่องอยากขอคำปรึกษาค่ะ” “เอาไว้กูพูดกับทุกคนที่นี่ก่อนอีมายด์ เดี๋ยวค่อยมาคุยกัน” ฉันพยักหน้ารับและกลับไปนั่งที่เหมือนคนอื่น ๆ ‘ไม่เป็นไร รออีกไม่กี่นาทีก็จะได้คุยกับเจ๊แล้ว’ ฉันนั่งอย่างมีหวัง หนทางยังไม่สิ้นก็ต้องยิ้มเข้าไว้ แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายลงเมื่อเจ๊ปิ่นประกาศกลางลานบาร์ต่อหน้าพนักงานทุกคนว่า ‘วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่กูจะเปิดบาร์นี้แล้ว กูจะให้เงินเดือนพวกมึงคนละสามเดือนออกไปตั้งตัวหางานใหม่ ที่ผ่านมาขอบใจทุกคนมากที่ทำเพื่อบาร์กูขนาดนี้นะ’ พนักงานทุกคนต่างโหร้องด้วยความเสียใจ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงได้ที่ว่าร้านนี้มันเจ๊งแล้ว พนักงานเริ่มรับเงินและทยอยกลับ ส่วนฉันนั่งเหม่ออยู่ที่เดิมจนเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเจ๊ปิ่น “อีมายด์ มึงเป็นอะไรทำหน้าซังกะตายขนาดนั้น อะเอานี่ไป...เงินสามเดือน” “เจ๊...เจ๊ต้องปิดร้านจริง ๆ เหรอจ๊ะ” สีหน้าฉันเริ่มเหยเกขึ้นมา เมื่อคิดว่าจะไม่มีงานที่เงินดี ๆ แบบนี้อีกแล้ว “เออ...หมดตัวแล้ว อีกเดี๋ยวคนที่เซ้งของในบาร์ก็จะมาแล้วเนี่ย ว่าแต่...ที่เมื่อกี้มึงจะคุยกับกูเรื่องอะไร...” พอโดนถามกลับความรู้สึกที่สิ้นหวังก็ถาโถมออกมา และทำให้คนที่เคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งกลับอ่อนแอจนร้องไห้อย่างไม่เคยมีมากก่อน “ฮือ...” ฉันยกมือปิดหน้าตัวเองเพราะไม่อยากให้เจ๊ได้เห็นหน้าตาน่าเกลียดของฉัน “ฉันจะทำยังไงดี ฉันไม่มีที่พึ่งอีกแล้ว” “เฮ้ย...ทำไมจู่ ๆ ร้องไห้ออกมามีอะไรค่อย ๆ เล่ามาสิ ถ้าเจ๊ช่วยได้จะช่วย” ฉันร้องไห้ไม่หยุดจนเจ๊ต้องยืนปลอบอยู่พักใหญ่เพื่อให้ฉันสงบใจลงก่อน “เจ๊...ฉันจะทำยังไงดี ถ้าเจ๊ปิดร้านแล้วฉันจะหาเงินมากมายจากไหน...ซิก...ซิก ฉันต้องการเงิน” ฉันยังคงสะอื้นไห้เพื่อต้อนรับความจริงในชีวิตที่บัดสบ และมันก็ถาโถมเข้ามาจนฉันจะรับไม่ไหวแล้ว “เจ๊ให้ไปตั้งสามเดือน ยังไม่พออีกเหรอ” เจ๊จับไหล่ฉันพลางปลอบใจ เอาจริงร้านเจ๊ถือว่าให้เงินเดือนดี ก็ตามสภาพบาร์ตามชานเมืองแหละ เพียงแต่ตอนนี้...ฉันต้องการเงินจำนวนมาก ตอนแรกกะจะมายืมเงินก้อนเจ๊ปิ่นซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย แต่ตอนนี้มันยิ่งตอกย้ำว่าฉันหมดหนทางที่จะหาเงินก้อนแล้วล่ะ “มันไม่พอจ๊ะ ฉันต้องการมากกว่านั้น ฮือ...” เมื่อคิดถึงคนข้างหลังฉันก็ร้องไห้หนักไปอีก จนทรุดลงนั่งร้องไห้ไม่อายเจ๊และพนักงานที่เหลือแล้ว “มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งแทรกเข้ามา “อ้าว...คุณแฟรงค์ ไหนบอกเจ๊ว่าจะมาช่วงตีสามล่ะ นี่ยังตีหนึ่งอยู่เลย” “พอดีผมเสร็จธุระแล้วผ่านมาพอดี เลยถือโอกาสแวะครับ ว่าแต่...ผมมาผิดจังหวะรึเปล่า” “ไม่เลยจ๊ะ...” เจ๊ปิ่นที่ปกติปากร้าย แผดเสียงดังกังวานกลับดูนอบน้อมกว่าปกติ “อีมายด์ลุกขึ้น เดี๋ยวเขาก็มองว่าเจ๊ทำให้แกร้องไห้หรอก” ฉันยืนขึ้นปาดน้ำตา แต่ยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหล จึงพยายามหันหลังให้คนทั้งคู่ “จะ...เจ๊ปิ่นคะ งั้นฉันขอตัวก่อน ที่ผ่านมาขอบคุณนะคะ” “เดี๋ยวสิ...แล้วเรื่องเงินนั่นล่ะ” “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวมายด์ลองคิดหาวิธีใหม่ เอาเงินที่เจ๊ให้มาตั้งตัวทำอะไรสักอย่างจ๊ะ” “เฮ้อ...จริงสิคุณแฟรงค์ ไม่สนใจรับพนักงานใหม่บ้างเหรอ เห็นว่าจะเปิดโซนใหม่ นี่เลยเจ๊แนะนำ เด็กนี่ดาวเด่นของที่นี่เลยนะ...เอ้า สวัสดีคุณแฟรงค์เขาสิอีมายด์” จู่ ๆ เจ๊ปิ่นก็จับไหล่ฉัน ให้หันกลับไปมองพวกเขาที่กำลังคุยกัน และตอนนี้สภาพฉันแย่ยิ่งกว่าแป้งเปียกเพราะมันเละเทะน้ำตาเจิ่งนองมาสคาร่าที่ทาไว้ไหลอาบแก้มหมด แต่เพราะผู้ใหญ่บอก ฉันก็ต้องทำตาม “สวัสดีค่ะ...เอ่อ...คุณ” “เรียกว่าแฟรงค์ก็ได้ครับ” “สวัสดีค่ะ คุณแฟรงค์” ฉันยกมือไหว้ ก่อนจะเงยหน้ามองคู่สนทนา เพียบแวบแรกที่สบตา ฉันถึงกับสตั้น เขาเป็นลูกครึ่งรึเปล่านะ ผมสีทอง นัยน์ตาคม ตอนที่เขามองมาราวกับหัวใจฉันหยุดเต้นไปชั่วขณะ ทว่า...แวบหนึ่งที่เขามองด้วยสายตาที่จ้องกันตั้งแต่หัวจรดเท้า มันดูเจ้าเล่ห์ลึกลับ ยิ่งรอยยิ้มมุมปากนั้นกำลังบอกฉันว่า ‘เขาอันตราย’
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD