ตอนที่ 1: รอยแยกในม่านตาของพระเจ้า

1995 Words
แสงสีอำพันจากหน้าจอโฮโลแกรมทรงโค้งอาบไล้ใบหน้าของลูมินจนดูซีดเซียวภายใต้ชุดเครื่องแบบสีเงินเข้มของสถาบัน Stellar Archive ภายในห้องแปลภาษาที่เรียกกันว่า "รังดักฟังดวงดาว" ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมานอกจากเสียงการไหลเวียนของอากาศบริสุทธิ์ที่ถูกควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 22 องศาเซลเซียสถ้วน หน้าที่ของเธอในค่ำคืนนี้คือการตรวจสอบ "กระแสธารชีวิต" (Life Stream) ของประชากรในเขตปกครองพิเศษที่ 4 ซึ่งเป็นคืนที่พยากรณ์อากาศระบุว่าจะมีพายุสุริยะอ่อน ๆ ส่งผลให้การรับส่งข้อมูลดิบจากดวงดาวมีความผันผวนสูง ลูมินขยับนิ้วอย่างคล่องแคล่ว กราฟชีวิตนับพันเส้นพุ่งผ่านม่านตาของเธอไปเหมือนสายฝนที่เป็นสีทอง แต่ละเส้นคือหนึ่งลมหายใจ หนึ่งการตัดสินใจ และหนึ่งความตายที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ในโลกนี้ ความโกลาหลคือสิ่งต้องห้าม ระบบ Stellar Archive ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ทำนาย แต่มันคือการ "จัดระเบียบ" เพื่อให้มนุษยชาติเดินไปในทางที่ประหยัดทรัพยากรที่สุดและเจ็บปวดน้อยที่สุด ลูมินเคยเชื่อในสิ่งนั้นอย่างหมดใจ เธอเคยเห็นกราฟของชายชราที่ตัดสินใจไม่ข้ามถนนในวินาทีที่ระบบเตือน และเขาก็รอดพ้นจากรถบรรทุกที่เบรกแตกในอีกสามนาทีต่อมา ความปลอดภัยคือจารีตใหม่ และความเชื่อฟังคือจริยธรรมสูงสุด แต่ในขณะที่เธอกำลังตรวจสอบรหัสชุดข้อมูลระดับลึกที่เรียกว่า "The Blank Cycle" สัญญาณแจ้งเตือนสีแดงเข้มกลับกระพริบขึ้นที่ขอบล่างของหน้าจอ มันไม่ใช่สีแดงของการแจ้งเตือนอุบัติเหตุ แต่เป็นสีแดงของการ "สูญหายของข้อมูล" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทฤษฎีระบบกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ ลูมินหยุดหายใจไปชั่วขณะ เธอรีบป้อนคำสั่งล้างค่าเพื่อตรวจสอบการรบกวนของสัญญาณ (Interference) แต่หน้าจอกลับนิ่งสนิท ข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าเธอคือพิกัดทางภูมิศาสตร์ใจกลางเมืองหลวง บริเวณที่เคยเป็นสวนสาธารณะเก่าแก่ซึ่งปัจจุบันถูกล้อมรอบด้วยตึกระฟ้าทรงเหลี่ยม ในพิกัดนั้น ระบบแสดงผลว่ามี "ตัวตน" หนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ แต่กลับไม่มีรหัสประจำตัวประชาชน (ID Core) ไม่มีกราฟความดันโลหิตไม่มีคลื่นสมองที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายกลาง มันเหมือนกับมี "หลุมดำ" ขนาดเท่ามนุษย์กำลังเดินปะปนอยู่กับฝูงชนที่ถูกบันทึกไว้ทุกลมหายใจ ความคิดแรกของเธอคือความกลัว ไม่ใช่กลัวสิ่งที่เห็น แต่กลัวว่าระบบที่เธอเทิดทูนกำลังพังทลายลง หรือไม่เธอก็อาจจะเป็นฝ่ายเสียสติไปเอง ลูมินไม่ได้รายงานเรื่องนี้ต่อ "เซเรน" ผู้ควบคุมระดับสูงตามระเบียบปฏิบัติปฏิบัติการ 004 ความสงสัยซึ่งเป็นสัญชาตญาณดิบที่มนุษย์ควรจะสูญเสียไปนานแล้วกลับเริ่มทำงานอย่างรุนแรง เธอใช้สิทธิ์การเข้าถึงระดับนักแปลอาวุโสดึงภาพจำลองจากนาโนเซนเซอร์ที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ ภาพที่ปรากฏขึ้นมาไม่ใช่กราฟเส้นตรงหรือตัวเลขเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือภาพสั่นไหวของชายคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อคลุมสีหม่นที่ดูราวกับหลุดมาจากยุคศตวรรษที่ 20 ท่ามกลางผู้คนที่สวมชุดนาโนไฟเบอร์สีขาวโพลน ชายคนนั้นยืนนิ่งอยู่หน้าหน้าจอโฆษณายักษ์ที่กำลังประกาศผลความสำเร็จของระบบลดความสูญเสีย เขาไม่สมควรมีตัวตน แต่ลูมินเห็นเขาชัดเจนผ่านเลนส์กล้องความละเอียดสูง ผิวของเขาดูเหมือนมีละอองแสงจาง ๆ ปกคลุมอยู่ ไม่ใช่แสงจากการประดับตกแต่ง แต่เป็นแสงที่เกิดจากการหักเหของมิติกาลเวลาที่บิดเบี้ยวรอบตัวเขา ลูมินลองเปลี่ยนโหมดการตรวจจับเป็น "Thermal Scan" ผลลัพธ์คือความว่างเปล่า กล้องตรวจไม่พบความร้อนจากร่างกายเขา แต่เมื่อเปลี่ยนกลับเป็น "Optical View" เขายังคงยืนอยู่ที่นั่น ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองกล้อง—หรือพูดให้ถูกคือเขามองผ่านกล้องตรงมาที่ดวงตาของลูมินที่อยู่บนสถานีอวกาศ ลูมินสะดุ้งสุดตัวจนเก้าอี้เกือบพลิกคว่ำ มือของเธอสั่นระริกขณะที่ระบบส่งสัญญาณแจ้งเตือนว่า "พบความแปรปรวนในอัตราการเต้นของหัวใจผู้ปฏิบัติงาน" "เงียบนะ" เธอพึมพำกับระบบเอไอประจำตัว "ปิดระบบตรวจสอบสุขภาพชั่วคราว คำสั่งฉุกเฉินรหัส L-010" [รับทราบค่ะ ลูมิน แต่การปิดระบบจะถูกบันทึกในรายงานประจำวันของเซเรนนะคะ] เอไอเตือนด้วยน้ำเสียงที่จำลองความห่วงใย "ฉันรู้... แค่ทำตามที่สั่ง" ลูมินรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการทำลายชีวิตการงานที่เธอสร้างมาทั้งชีวิต แต่แรงดึงดูดจากดวงตาของชายคนนั้น—อีออน—มันรุนแรงกว่ารหัสศีลธรรมใด ๆ เธอเริ่มทำการคัดลอกไฟล์นั้นลงในไดรฟ์ส่วนตัวที่เป็นแบบออฟไลน์ ซึ่งเป็นของต้องห้ามในสถานีนี้ ในวินาทีที่แถบสถานะการดาวน์โหลดแตะ 99% ประตูห้องแปลภาษาของเธอก็เลื่อนเปิดออกอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างที่คุ้นเคย เซเรน ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก เสื้อคลุมยาวสีเทาของเขาดูเหมือนจะดูดซับแสงรอบข้างไปจนหมด เซเรนไม่ได้สวมหน้ากาก แต่ใบหน้าของเขาก็นิ่งเฉยราวกับถูกปั้นขึ้นมาจากขี้ผึ้ง เขาไม่ได้มองไปที่หน้าจอของลูมินทันที แต่กลับเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นโลกทั้งใบหมุนอยู่อย่างช้า ๆ "เธอรู้ไหมลูมิน ทำไมดวงดาวถึงยังดูสวยงามแม้ว่าเราจะรู้พิกัดและอายุขัยของมันหมดแล้ว" เซเรนเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมามอง "เพราะเรายังมีระยะห่างจากมันมั้งคะ" ลูมินตอบพลางซ่อนไดรฟ์ออฟไลน์ไว้ใต้ข้อมือเสื้ออย่างแนบเนียน หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลอง แต่วิชาการควบคุมอารมณ์ที่ฝึกมาทำให้สีหน้าของเธอยังคงดูสงบ "ระยะห่าง... ใช่ ระยะห่างคือความปลอดภัย" เซเรนหันกลับมา ดวงตาของเขาคมกริบเหมือนใบมีด "แต่วันนี้ระบบแจ้งว่าเธอพยายามเข้าถึงพื้นที่ Blank Cycle นานเกินไป มีอะไรน่าสนใจในความว่างเปล่างั้นเหรอ?" ลูมินรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกแช่แข็ง เธอต้องตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าจะโกหกหรือจะเสี่ยง "ฉันพบสัญญาณรบกวนจากการระเบิดของรังสีแกมมาค่ะ มันทำให้ภาพจำลองของเขต 7 ผิดเพี้ยน ฉันเลยพยายามปรับจูนเซนเซอร์เพื่อไม่ให้มันส่งผลกระทบต่อการคำนวณกราฟชีวิตของประชากรในโซนนั้น" เซเรนเดินเข้ามาใกล้จนลูมินได้กลิ่นจาง ๆ ของสารเคมีฆ่าเชื้อ "งั้นเหรอ? ฉันนึกว่าเธอไปเจอบั๊ก (Bug) ที่น่าสนใจเข้าเสียอีก บั๊กที่เดินได้ บั๊กที่หายใจได้... แต่ไม่มีตัวตน" ประโยคนั้นทำให้ความจริงพุ่งเข้าชนลูมินอย่างจัง เซเรนรู้เรื่องอีออนอยู่แล้ว และอาจจะรู้มานานแล้วด้วย ความเงียบปกคลุมห้องอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนที่เซเรนจะยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่ไม่ไปถึงดวงตา "อย่าพยายามเป็นวีรบุรุษในโลกที่ถูกออกแบบมาให้ไม่มีความพ่ายแพ้เลยลูมิน ถ้าเธอเจออะไรที่ 'ไม่ควรถูกบันทึก' วิธีที่ฉลาดที่สุดคือการลบมันทิ้งเสีย ไม่ใช่การพยายามแปลความหมายของมัน เพราะบางภาษา... มนุษย์ก็ไม่ควรจะเข้าใจ" เซเรนเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงคำเตือนที่หนักอึ้ง ลูมินรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่คำแนะนำ แต่มันคือเส้นตาย เธอมีเวลาไม่มากก่อนที่เซเรนจะสั่งตรวจสอบย้อนหลังทุการกระทำของเธอ แทนที่จะลบไฟล์ทิ้งตามคำสั่ง ลูมินกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม เธอเปิดระบบเคลื่อนย้ายมวลสารส่วนบุคคลระดับพนักงานอาวุโส ซึ่งปกติมีไว้เพื่อใช้ในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนสถานีเท่านั้น เป้าหมายของเธอไม่ใช่หลุมหลบภัย แต่คือพิกัดในสวนสาธารณะแห่งนั้น พิกัดของชายที่ชื่ออีออน ความรู้สึกของการเคลื่อนย้ายมวลสารเหมือนกับการถูกฉีกร่างออกเป็นอะตอมแล้วประกอบใหม่ในชั่วพริบตา ลูมินลืมตาขึ้นมาท่ามกลางสายฝนที่เย็นเฉียบ กลิ่นของดินชื้นและควันจากโรงงานไฟฟ้าหนาแน่นกว่าที่เธอเคยสัมผัสผ่านเครื่องจำลองประสาทสัมผัสบนสถานี เธอหอบหายใจเอาอากาศดิบ ๆ เข้าปอด ชุดเครื่องแบบสีเงินของเธอเริ่มเปียกโชกและแนบไปกับตัว เธอหันมองไปรอบ ๆ สวนสาธารณะที่ดูทรุดโทรมกว่าในภาพโฮโลแกรม "คุณไม่ควรลงมาที่นี่" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและมีความกังวานแปลกประหลาด ราวกับมันไม่ได้เดินทางผ่านอากาศแต่ดังขึ้นในโสตประสาทโดยตรง ลูมินหันไปเผชิญหน้ากับชายคนนั้น อีออนในระยะใกล้ดูเปราะบางกว่าที่คิด แต่ในขณะเดียวกันก็ดูมีความมั่นคงอย่างมหาศาล เขาไม่ได้ดูประหลาดใจที่เห็นเธอร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า "ระบบจะตามหาคุณเจอภายในเจ็ดนาที" เขาพูดต่อพลางมองไปที่นาฬิกาข้อมือที่ไม่ได้เดิน "คุณเป็นใคร?" ลูมินถามเสียงสั่น "ทำไมระบบถึงบันทึกคุณไม่ได้ ทำไมคุณถึงดูเหมือนไม่มีอนาคต?" อีออนขยับเข้าใกล้ ความร้อนจากร่างกายเขาที่กล้องเซนเซอร์ตรวจไม่พบ กลับแผ่ซ่านออกมาจนลูมินรู้สึกได้ "เพราะผมคือคนที่ตายไปแล้วลูมิน ในเส้นเวลาที่ Stellar Archive เขียนไว้ ผมต้องตายตั้งแต่อายุสิบขวบด้วยอุบัติเหตุทางอากาศ แต่ผมกลับยังมีชีวิตอยู่ ผมคือความผิดพลาดที่ระบบพยายามจะถมให้เต็ม แต่ยิ่งมันพยายามลบผม โลกที่คุณรู้จักก็ยิ่งบิดเบี้ยว" ทันใดนั้น เสียงหวอเตือนภัยจากโดรนรักษาความปลอดภัยก็ดังขึ้นจากขอบฟ้า แสงสปอตไลท์สีน้ำเงินกวาดผ่านก้อนเมฆลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ ลูมินรู้ดีว่าถ้าเธอถูกจับได้ตอนนี้ เธอจะถูกลบความจำและถูกส่งไปกักกันในฐานะ "ผู้ติดเชื้อทางข้อมูล" "ไปกับผมไหม?" อีออนยื่นมือออกมา "ไปในที่ที่ไม่มีดวงดาวดวงไหนถูกบันทึก ที่ที่คุณไม่ต้องเป็นคนแปลภาษาให้พระเจ้าที่ทำจากซิลิคอน" ลูมินมองไปที่มือของเขา แล้วมองกลับไปที่แสงสปอตไลท์ที่กำลังใกล้เข้ามา การตัดสินใจครั้งนี้จะไม่มีการย้อนกลับ กราฟชีวิตของเธอที่เคยเป็นเส้นตรงสวยงามกำลังจะหักเหเข้าสู่ความมืดมนที่คำนวณไม่ได้ เธอเอื้อมมือไปจับมือของเขา ความเย็นจัดแล่นเข้าสู่หัวใจ แต่มันคือความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เธอเคยมีมาในรอบยี่สิบเจ็ดปี วินาทีที่นิ้วมือสัมผัสกัน โลกทั้งใบรอบตัวพวกเขาก็เริ่ม "กระพริบ" เหมือนไฟล์วิดีโอที่เสียหาย ตึกระฟ้าบางแห่งหายไปแล้วปรากฏขึ้นใหม่ในตำแหน่งที่ต่างออกไป ลูมินรู้สึกได้ว่าความทรงจำบางส่วนของเธอกำลังถูกลบเลือนและแทนที่ด้วยภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ 'ไม่มีอยู่' พยายามจะมีตัวตน การตัดสินใจของลูมินในวันนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนชีวิตเธอ แต่มันคือการเริ่มพังทลายของระบบ Stellar Archive จากภายใน พวกเขาทะยานออกไปในความมืด ทิ้งเบื้องหลังไว้เพียงความว่างเปล่าที่ระบบไม่สามารถอธิบายได้ ตอนนี้ลูมินไม่ได้เป็นนักแปลภาษาดวงดาวอีกต่อไปแล้ว เธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่ไม่มีใครรู้จัก—ภาษาของเสรีภาพที่แลกมาด้วยความล่มสลาย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD