ความเงียบใน Stellar Archive คือความเงียบที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น แต่ความเงียบใน "เขตซากปรสิต" คือความเงียบที่รอคอยการจู่โจม ลูมินลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานโลหะที่เต็มไปด้วยคราบสนิมเขียว กลิ่นเหม็นไหม้ของสายไฟและกลิ่นอับชื้นของเชื้อราปะทะเข้ากับจมูกของเธออย่างรุนแรงจนต้องสำลัก
อากาศที่นี่หนักอึ้งและข้นคลักด้วยฝุ่นละอองโลหะ ต่างจากอากาศสังเคราะห์บนสถานีที่เธอเคยหายใจมาตลอดชีวิต เธอพยายามขยับตัวแต่ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือทำให้ต้องนิ่วหน้า มันไม่ใช่การบาดเจ็บจากการตกจากที่สูง แต่เป็นสัญญาณเตือนจาก "ID Core" ที่ฝังอยู่ในผิวหนัง ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเพราะมันหาการเชื่อมต่อกับโครงข่ายหลักไม่เจอ
"อย่าขยับแรงเกินไป"
เสียงของอีออนดังมาจากมุมมืด เขาไม่ได้นั่งอยู่ในท่าทางสง่างามเหมือนที่เธอเห็นในจอภาพ แต่เขากำลังก้มหน้าก้มตาใช้คีมเก่า ๆ ตัดสายไฟจากวิทยุโบราณเครื่องหนึ่ง
"ID Core ของคุณกำลังพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ (SOS) แต่มันถูกรบกวนด้วยกำแพงตะกั่วของที่นี่ ถ้ามันเชื่อมต่อได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว พวก 'ผู้คุมกฎ' (Archivists) จะมาถึงที่นี่ก่อนที่คุณจะทันได้กระพริบตา"
ลูมินมองข้อมือตัวเองที่เริ่มบวมแดง แสงสีฟ้าใต้ผิวหนังกระพริบถี่เหมือนหัวใจที่กำลังคลั่ง
"ฉัน... ฉันปิดมันไม่ได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาท"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ความมั่นใจที่เคยมีในตอนที่ตัดสินใจจับมือเขาเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางกายภาพโดยไม่มีโปรแกรมบรรเทาปวดอัตโนมัติคอยช่วยเหลือ
อีออนวางคีมลงแล้วเดินเข้ามาหาเธอ แสงไฟจากหลอดนีออนที่กระพริบจวนจะดับสะท้อนให้เห็นใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนน้ำมันเครื่อง เขาไม่ได้ดูเหมือนเทพเจ้าผู้ล่วงรู้อนาคตอีกต่อไป แต่ดูเหมือนช่างเครื่องที่กำลังจะชำแหละชิ้นส่วนขยะ
"มีทางเลือกเดียว ลูมิน คุณต้องถอดมันออก"
"ถอดออก?" ลูมินเบิกตากว้าง "นั่นมันหมายถึงการทำลายศูนย์รวมบุคลิกภาพนะความทรงจำพื้นฐาน ข้อมูลทางชีวภาพ แม้แต่ภาพใบหน้าของคนที่ฉันรัก... ทุกอย่างอยู่ในชิปนั้น ถ้าถอดออก ฉันจะกลายเป็น 'คนว่างเปล่า' (The Blank) คุณก็รู้ว่าคนพวกนั้นในเขตชั้นล่างมีสภาพเป็นยังไง พวกเขาไม่มีแม้แต่ชื่อเรียก"
"แต่พวกเขามีชีวิต"
อีออนสวนกลับทันควัน ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากความนิ่งเฉยเป็นความจริงจังที่กดดัน
"Stellar Archive ไม่ได้เก็บความทรงจำของคุณไว้เพื่อคุณ แต่มันเก็บไว้เพื่อใช้ขู่กรรโชกคุณ ตราบใดที่ชิปนั่นยังอยู่ คุณก็คือเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อล่อให้พวกเขาตามมาจัดการผมและกลุ่มคนที่หลบซ่อนอยู่ที่นี่ คุณต้องเลือก ลูมิน... จะรักษารูปถ่ายในอดีตที่ระบบก๊อปปี้ไว้ให้ หรือจะรักษาลมหายใจที่ยังอุ่นอยู่ในตอนนี้"
ลูมินมองไปรอบห้องแคบ ๆ นี้ มันเต็มไปด้วยเศษซากของเทคโนโลยีที่ถูกทิ้งขยะ กล้องถ่ายภาพโบราณ หนังสือกระดาษที่เหลืองกรอบ และเศษกระจกที่แตกละเอียด เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานหนึ่ง ผู้หญิงในชุดสีเงินที่ดูหรูหราผิดที่ผิดทาง เธอดูเหมือนสิ่งแปลกปลอมในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ ท่าทีของเธอเปลี่ยนไป จากนักแปลที่เคยพยายาม "ทำความเข้าใจ" กลายเป็นคนที่ต้อง "ตัดสินใจ" เธอไม่ได้ถามหาเหตุผลเชิงปรัชญาอีกต่อไป แต่เธอกำลังมองหาความอยู่รอด
"ลงมือเลย" ลูมินยื่นข้อมือซ้ายให้เขา เสียงของเธอเด็ดขาดกว่าเดิมจนอีออนเองก็ต้องชะงัก
อีออนพยักหน้า เขาหยิบมีดผ่าตัดเลเซอร์ที่ดูเหมือนถูกดัดแปลงมาจากเครื่องมือขุดเจาะ
"มันจะเจ็บมาก และเมื่อผมตัดการเชื่อมต่อ คุณจะรู้สึกเหมือนสมองถูกล้าง ความทรงจำบางอย่างที่ไม่ได้ถูกบันทึกซ้ำลงในสมองส่วนลึกจะหายไปทันที คุณแน่ใจนะ?"
ลูมินไม่ตอบ แต่เธอใช้มืออีกข้างกำขอบเตียงโลหะไว้แน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว อีออนเริ่มลงมีด แสงเลเซอร์สีแดงรีดผ่านผิวหนังอ่อนบางที่ข้อมือ กลิ่นเนื้อไหม้ลอยคลุ้งขึ้นมา ลูมินกัดฟันกรอด เสียงกรีดร้องถูกกักไว้ในลำคอ ภาพเหตุการณ์ในชีวิตของเธอเริ่มไหลย้อนกลับมาเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว ภาพพ่อที่ยิ้มให้เธอในวันรับตำแหน่ง ภาพแม่ที่ลูบหัวเธอก่อนนอน... ภาพเหล่านั้นเริ่มแตกสลายเป็นเม็ดพิกเซลสีเทาแล้วจางหายไปในความมืด
ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอเห็นภาพใบหน้าหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด—ไม่ใช่พ่อหรือแม่ แต่เป็นภาพของเธอเองในวัยเด็กที่กำลังมองขึ้นไปยังดวงดาวด้วยความสงสัย ไม่ใช่ความศรัทธา แสงเลเซอร์ตัดผ่านเส้นใยประสาทสุดท้าย เสียงสัญญาณในหัวที่เคยดังหึ่ง ๆ ตลอดเวลาดับวูบลงแทนที่ด้วยความเงียบงันที่แท้จริง ลูมินทรุดตัวลงหอบหายใจ ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มเหมือนนกที่ถูกถอนขนจนหมดตัว
"ยินดีด้วย" อีออนพูดพลางใช้ผ้าพันแผลหยาบ ๆ พันข้อมือให้เธอ
"ตอนนี้คุณไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ของ Stellar Archive อีกต่อไปแล้ว คุณกลายเป็นดวงดาวที่ไม่ถูกบันทึกเหมือนกับผม"
ยังไม่ทันที่ลูมินจะได้พักฟื้น ประตูเหล็กของห้องนิรภัยก็ถูกกระแทกออกด้วยแรงระเบิดโซนิค ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่ผู้ที่เดินเข้ามาไม่ใช่กองกำลังกวาดล้างของเซเรน ทว่าเป็นกลุ่มคนที่สวมหน้ากากกันก๊าซและชุดเกราะที่ทำจากเศษเหล็ก พวกเขาเล็งอาวุธรางแม่เหล็กไฟฟ้า (Railgun) มาที่อีออนและลูมิน
"อีออน นายพาตัวปัญหามาที่นี่ทำไม"
ชายร่างยักษ์ที่ดูเหมือนผู้นำกลุ่มตะโกนลอดผ่านหน้ากาก
"ระบบเริ่มสแกนเขตซากปรสิตหนักขึ้นร้อยเท่าตั้งแต่ยัยนี่ปรากฎตัว นายก็รู้ว่าเรามีข้อตกลงกัน เราจะไม่รับพวก 'คนชั้นบน' เข้ามาในรัง"
"เธอไม่ใช่คนชั้นบนอีกต่อไปแล้ว วาร์ก้า" อีออนตอบพลางยืนบังลูมินไว้ "เธอเพิ่งถอด ID Core ออกด้วยตัวเอง"
กลุ่มคนเหล่านั้นชะงักไป คำว่า "ถอดออกด้วยตัวเอง" มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ในโลกใต้ดินนี้ เพราะมันคือการฆ่าตัวตายในทางสังคมเพื่อแลกกับอิสรภาพ วาร์ก้าลดอาวุธลงเล็กน้อยแต่ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความระแวง
"ถอดออกงั้นเหรอ แล้วเธอจะทำประโยชน์อะไรให้เราได้? นอกจากเป็นภาระที่ต้องคอยแบ่งอาหารสังเคราะห์ที่หาได้ยากยิ่งให้"
ลูมินพยุงตัวขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแรงและหัวใจจะรู้สึกว่างเปล่าจากการสูญเสียความทรงจำบางส่วน แต่ดวงตาของเธอกลับมีประกายใหม่ที่แข็งกร้าว เธอเดินผ่านอีออนออกไปเผชิญหน้ากับวาร์ก้า
"ฉันคือนักแปลภาษาดวงดาว ฉันไม่ได้แปลแค่ตัวเลข แต่ฉันรู้รหัสลับของ Stellar Archive ทุกอย่าง ฉันรู้ว่าระบบมี 'จุดบอด' อยู่ที่ไหนบ้าง และฉันรู้ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังถูกระบบต้อนให้จนมุมด้วย 'ค่าเสียหาย' (Deviation Cost) ที่พุ่งสูงขึ้นใช่ไหม"
วาร์ก้านิ่งไป ลูมินยิ้มบาง ๆ ที่ดูเย็นชา
"ถ้าไม่มีฉัน พวกคุณจะถูก 'ลบ' ทิ้งภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า เพราะ Stellar Archive กำลังจะเริ่มกระบวนการล้างไฟล์ขยะในเขตนี้เพื่อกำจัดอีออน... และฉันคือคนเดียวที่รู้วิธีแทรกแซงสัญญาณนั้น"
การตัดสินใจของลูมินเปลี่ยนไปแล้ว เธอไม่ได้หนีเพื่อเอาตัวรอดอีกต่อไป แต่เธอเริ่ม "ต่อรอง" ด้วยข้อมูลที่เธอมี นี่คือพฤติกรรมที่นักแปลที่แสนอ่อนน้อมคนเดิมไม่มีวันทำ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าในโลกที่ไม่มีกฎเกณฑ์ ความเมตตาคือจุดอ่อน และความรู้คืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุด
วาร์ก้ายอมรับข้อเสนออย่างไม่เต็มใจนัก เขาพาพวกเขาลึกเข้าไปในใจกลางของเขตซากปรสิต ที่นั่นลูมินได้เห็นความจริงที่ถูกปิดบังไว้จากคนชั้นบน มันไม่ใช่แค่แหล่งสลัม แต่มันคือศูนย์วิจัยลับที่รวบรวมเทคโนโลยีที่ระบบสั่งห้าม คนที่นี่กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า "The Void Signal" ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ที่จะทำให้มนุษย์สามารถติดต่อกันได้โดยไม่ต้องผ่านระบบ Stellar Archive
แต่ปัญหาคือ พวกเขาขาด "คีย์" ในการเข้าถึงรหัสผ่านชั้นสุดท้าย ซึ่งมีเพียงผู้แปลระดับสูงเท่านั้นที่รู้วิธีถอดรหัสจากการเรียงตัวของดาวเทียม
"ถ้าฉันช่วยพวกคุณ ฉันต้องการสิ่งตอบแทน"
ลูมินพูดพลางมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ที่กำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาล "เธออยู่ในฐานะที่ต่อรองได้งั้นเหรอ" วาร์ก้าคำราม
"ฉันต้องการรู้ว่า 'อีออน' คืออะไรกันแน่" ลูมินหันไปมองอีออนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
"ฉันเห็นเขาในระบบเป็นช่องว่าง แต่ทำไมเขาถึงมีตัวตนได้นานขนาดนี้โดยไม่ถูกลบระบบไม่ได้แค่หาเขาไม่เจอ แต่มันเหมือน 'จงใจ' ปล่อยเขาไว้"
คำถามของลูมินทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ อีออนหลบสายตาเธอ ส่วนวาร์ก้ามองไปที่อีออนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารผสมกับการเยาะเย้ย
"เธอยังไม่รู้อะไรเลยสินะ... แม่นักแปลคนเก่ง อีออนไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบหรอก"
"แล้วเขาคืออะไร?" ลูมินถาม เสียงของเธอหนักแน่นขึ้น
"เขาคือ 'พิมพ์เขียว' (Blueprint) ต้นแบบตัวแรกที่ Stellar Archive ใช้สร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา... แต่เขาคือรุ่นที่ถูกทิ้ง เพราะเขามีสิ่งที่ระบบรับไม่ได้ นั่นคือ 'ความสามารถในการทำลายตัวเอง' เพื่อรักษาความรู้สึกของผู้อื่น"
ทันใดนั้น เสียงเตือนภัยของฐานทัพใต้ดินก็ดังสนั่น แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือน ลูมินมองไปที่หน้าจอพิกัดดาวเทียม เธอเห็นมันแล้ว... เซเรนไม่ได้รอให้ถึง 48 ชั่วโมง แต่เขาสั่งเริ่มการ "กวาดล้างเชิงพื้นที่" ในวินาทีนี้เลย
ลูมินต้องตัดสินใจเลือกอีกครั้ง เธอจะใช้ความรู้ที่มีเพื่อช่วยคนเหล่านี้ที่เพิ่งพบหน้า หรือจะใช้วิธีที่เห็นแก่ตัวที่สุดเพื่อหนีไปกับอีออนเพียงสองคน
เธอมองหน้าอีออน แล้วมองหน้าวาร์ก้า ก่อนจะลงมือรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์โบราณด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดมนุษย์
"เตรียมตัวให้พร้อม วาร์ก้า... ฉันกำลังจะทำให้โลกนี้ 'มืดสนิท' สำหรับ Stellar Archive"
ผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนทิศทางของสงครามไปตลอดกาล เพราะนี่ไม่ใช่การหนีอีกต่อไป แต่มันคือการประกาศสงครามของดวงดาวที่ถูกลืมเลือน