บทที่ 13 จะเอาเมียไปไว้ที่ไหน

2395 Words
หลังจากดื่มกันได้สักพัก หลายคนก็เริ่มจะเมามาย บางคนไม่ไหวถึงขั้นเข้าไปนอนในห้องรับรอง บนโซฟารับแขกในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยทีมนักแข่งที่พากันเปลือยท่อนบน เว้นแต่ระดับตำแหน่งสูงกว่าที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ถึงจะเริ่มเมากรึ่มๆกันบ้างแล้ว แต่ไม่ถึงขนาดเมาแอ๋จนพูดไม่รู้เรื่อง ต่อมาเป็นอาคีราที่ขอตัวกลับก่อนเพราะภรรยาโทรตาม จนโต๊ะนั้นเหลือเพียงเจนเจ้าของสนามกับเหนือเมฆที่เป็นหุ้นส่วน และเพลิงที่เดินไปสมทบ อีกฝั่งเป็นเรซควีนคนอื่นๆที่บางคนมีการทยอยกลับกันไปบ้างแล้ว เหลืออยู่ไม่กี่คนซึ่งพวกหล่อนนั่งอยู่ด้วยกัน เนื่องจากรู้จักกันทั้งหมด เว้นแต่วันหนึ่งที่เพิ่งจะมาใหม่จึงไม่รู้จักใครเลย ถึงได้เป็นชนวนเหตุมานั่งโต๊ะเดียวกันกับหลินอยู่ตอนนี้ “พี่หลิน หนึ่งว่าหนึ่งกลับก่อนดีกว่า มันดึกมากแล้ว” เธอหันไปบอกร่างเล็กข้างกายอีกครั้งด้วยดวงตาพร่ามัว แน่นอนว่าคนที่หันกลับมาก็เหมือนตาจะปรือเช่นกัน หล่อนยิ้มใช้ก้านนิ้วเล็กสะกิดใบหน้าหญิงสาว “แล้วคนสวยจะกลับยังไงจ๊ะ ให้พี่ไปส่งป่าว” วันหนึ่งชะงักไปอึดใจ หันมองอีกคนซึ่งเป็นแฟนหล่อนที่เพิ่งจะกลับมาจากอีกโต๊ะ หลังเดินไปชนแก้วและนั่งคุยกันอยู่สักพัก กลับมานั่งที่เดิมพลันหลุดขำ ให้กับสภาพดูไม่จืด แบบตัวเองเอาตัวเองยังไม่รอดแต่ยังอุตส่าห์เสนอตัวจะไปส่งเพื่อน “เดี๋ยวหนึ่งเรียกรถค่ะ” เธอคลี่ยิ้ม ยังพอมีสติที่จะเรียกรถได้อยู่ ซึ่งถ้ามากไปกว่านี้มีหวังได้ไปนอนกองรวมกับทีมนักแข่งในห้องแอร์นั้นแน่ “ไม่ต้องห่วงนะคะ” “ไม่ได้.. เธอจะมาห้ามพี่ไม่ให้ห่วงได้ยังไง.. เอาอย่างนี้เดี๋ยวให้พี่เพลิงไปส่ง เอ้ย..ไม่ได้ๆ เธอสวย พี่ไม่ไว้ใจมัน” “อ่าว..” เพลิงหันขวับ มองหน้าแฟนตัวเองเหลือจะเชื่อ วันหนึ่งที่เห็นแบบนั้นคราวนี้หลุดหัวเราะ แต่มันคงจะดังมากไปหน่อย ถึงได้เรียกให้โต๊ะข้างๆ ที่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักหันมามองด้วย “ไม่เป็นไรพี่ หนึ่งกลับได้”ไม่พูดเปล่า เธอล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าย่ามขึ้นมากะจะเปิดแอพ ทว่าเหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจ “พี่หลินมีพาวเวอร์แบงค์ไหมคะ โทรศัพท์แบตจะหมด หนึ่งลืมพามา” “มีนะ แต่อยู่ในรถ” หลินพยักหน้า ชี้ไปทางรถที่จอดอยู่ไกลพอสมควร เธอหันมองตามพลางขมวดคิ้ว “เดี๋ยวพี่ไปเอาให้” เพลิงที่นั่งฟังอยู่อาสา ลุกขึ้นพรวดเตรียมจะเดิน กลับหันไปเจอเพื่อนรุ่นพี่ที่ลุกขึ้นยืนเช่นเดียวกัน “อ่าวพี่เหนือ จะกลับแล้วเหรอพี่” แน่นอนว่าเรียกให้หลินและวันหนึ่งหันไปมองตามด้วย ไม่พอสาวๆโต๊ะอื่นก็หันมองมา บางคนถึงกับเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ที่เหนือเมฆหันไปยิ้มทักทายให้แบบนั้น ก่อนจะหันกลับมาพยักหน้ากับเพลิง แล้วเดินมาหา “เรซหน้ากูให้มึงลงแทน” “ครับ?” “คุยกับไอ้คีแล้วเมื่อกี้ มันจะหันมาอัดฉีดให้มึงอีกสองเท่า” “จริงเหรอครับ” “เตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ” ครั้งนี้เป็นความใกล้ที่แตกต่าง เขาเดินมาหาเพลิงก็จริง แต่สายตากลับชำเลืองมามองเธอ ทั้งที่ปากขยับคุยกับเพลิง แต่ม่านตาของเขาตอนนี้กลับมีเธอที่อยู่ในนั้น วันหนึ่งเองก็รู้สึกเช่นนั้นถึงได้หันไปทางอื่น เธอไม่อาจฝืนทนมองเขาอีกต่อไป เมื่อความรู้สึกในตอนนี้ไม่ต่างจากความรู้สึกในคืนที่เมา คืนนั้น สภาพของเขาเป็นแบบนี้ น้ำหอมกลิ่นนี้ และน้ำเสียงแหบพร่าบวกกับสายตาหรี่แคบคล้ายพระจันทร์เสี้ยวซึ่งมีเสน่ห์น่ามองดุจต้องมนต์ แล้วเมื่อได้มองจะต้องหลงใหลหลุดเข้าไปในภวังค์ และเพราะแบบนี้แหละ ตอนนั้นเธอถึงได้ใจง่ายยอมขึ้นรถไปกับเขา บ้าจริง หญิงสาวตำหนิตัวเองในใจ กัดริมฝีปากล่างแน่น เมื่อจู่ๆเผลอไปนึกถึงเรื่องลามกเข้า “ครับ ขอบคุณครับพี่” “ว่าแต่มึงจะไปไหน จะกลับแล้วเหมือนกัน?” “เปล่าครับ ไปเอาพาวเวอร์แบงค์ให้น้อง” เพลิงเหลียวหลังไปยังร่างเล็กที่นั่งอยู่ และนั่นทำให้เขาและเธอสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย “น้องจะเรียกรถกลับ โทรศัพท์ไม่มีแบตมันอันตราย ” “อ่า..” ร่างสูงพยักหน้า เพลิงเห็นเขาไม่ถามอะไรต่อก็โน้มตัวลงเล็กน้อยเป็นการขอตัว ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวกลับต้องเหลียวหลังกลับมาใหม่ “ไปส่งไหม” วันหนึ่งที่เบือนหน้าไปทางอื่นหันขวับกลับมา เธอปล่อยริมฝีปากที่เม้มสนิทเผยอออก หลังรู้ว่าจะต้องให้คำตอบเขา “มะ ไม่เป็นไร” “แถวที่คุณอยู่ผมผ่านพอดี ไม่ต้องเกรงใจ” คิ้วคู่สวยขนดกเป็นเส้นชัดเจนขมวดเข้าหากันจนยุ่ง หญิงสาวกำลังประมวลผลผ่านความตึงกริ่มจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กระดกเข้าไปหลายแก้ว ต่อคำพูดของเขา แต่เมื่อสมองพาไปนึกถึงคอนโดของน้องที่ทำงาน ครั้งหนึ่งเธอเคยโกหกถึงกับต้องลบริมฝีปาก “หนึ่งย้ายที่อยู่แล้ว” เธอบอกตามตรง เพราะไม่อยากให้เขาเสียเวลา แต่เหมือนว่าจะไม่เป็นผล ดูท่าเขาอยากจะไปส่งเธอมาก ถึงได้ยืนกราน “ก็ยอมเสียเวลาเอาหน่อย ไม่เป็นไร” และเริ่มสงสัยว่าทำไมเขาถึงอยากจะไปส่งเธอมากขนาดนี้ “แต่คุณเมา.. เมาใช่ไหมคะ? มันจะดีเหรอ” เพราะเป็นประโยคที่ชวนให้คิดสองแง่สองง่าม อาจมีใครเข้าใจผิด สาวเจ้าจึงเอ่ยไม่เต็มปาก พลางหลบตาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น กลั้นหายใจก็ตอนรู้สึกเขากำลังจ้องเขม็งอย่างไม่ลดละ แถมปกปิดไม่มิดเอาซะเลย “เออใช่พี่เหนือ ถ้าพี่เมา..ผมว่าให้น้องเรียกรถเถอะ ” พลันหันไปทางเพลิง เป็นจังหวะเดียวกันกับหลินซึ่งนั่งฟังอยู่นาน แต่เพราะรู้ตัวว่าเมาจึงเลือกที่จะนิ่ง กังวลว่าความเมาของตนนั้น จะเผลอทำปากพล่อยพูดอะไรออกไปเสียๆหายๆ ไม่เป็นผลดีต่ออนาคต ถึงกับลุกขึ้นพรวดเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างแฟน แล้วใช้ข้อศอกทุ้งสีข้างของเขา ถึงจะเมาแต่หล่อนก็พอจะรู้ ว่านี่เป็นการล่อเหยื่อเข้าถ้ำเสือ และเพลิงก็ไม่ควรไปยุ่ง อาจเสี่ยงทำเหนือเมฆไม่พอใจเอาได้ จนพาลมีปัญหากันภายหลัง “ถึงยังไงกูก็ขับรถกลับเองอยู่ดี เมาไม่เมากูคนเดียวที่รู้ตัว หรือมึงไม่ไว้ใจ” ประโยคท้ายๆปรายตาไปหาเพลิง หลินที่มองอยู่ถึงกับขึงตากว้าง “เปล่าค่ะคุณเหนือ คือพี่เพลิงเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แค่เป็นห่วงคุณเฉยๆค่ะ ไม่ได้จะ..อืม พี่เพลิงจะไปเอาของไม่ใช่เหรอ ไปสิ” “น้องจะใช้อีกไหม” ทั้งที่พยายามปรามไม่ให้แฟนตัวเองพูด แต่เหมือนคนซื่อที่มีดีแค่ฝีมือการขับรถเร็วอย่างเดียวจะยังไม่รู้ตัว หล่อนจึงเป็นฝ่ายดันแผ่นหลังให้เขาเดินไปแทน “น้องไม่ใช้แต่หลินใช้ แบตโทรศัพท์หลินก็ใกล้จะหมดแล้วเหมือนกัน ไปสิ” “อ่า.. พี่เหนือถ้าอย่างนั้นก็ขับรถดีๆนะพี่ ขอโทษครับที่พูดไม่เข้าหู” ภายใต้ความคุกรุ่นของร่างสูงจังหวะกำลังมองนักแข่งรุ่นน้อง พอได้ยินประโยคนั้นจากอารมณ์ร้อนที่มักจะเกิดขึ้นง่ายดายกว่าตอนปกติถ้าหากได้ดื่ม ค่อยๆอ่อนลง เขาพยักหน้าให้หันไปทางหญิงสาว “ว่าไง จะเรียกรถหรือจะไปกับผม” ทั้งที่ดูเหมือนกำลังถามความสมัครใจ แต่สายตาที่ส่งมานั้นมันไม่ใช่เลย มันช่างแตกต่างและย้อนแย้ง จนเธอที่มองอยู่ถึงกับกลั้นหายใจ ในสมองปั่นป่วนอย่างหนัก เพราะอะไรเขาถึงได้อยากไปส่งนัก และเพราะอะไรเธอถึงได้นั่งเฉยราวกับน้ำท่วมปาก “ไปเถอะหนู ดีกว่าเรียกรถนะ มันดึกแล้ว ให้คุณเหนือไปส่งเถอะ ถึงแล้วทักบอกพี่ด้วย” อะไรกัน? แบบนี้เป็นการมัดมือชกกันหรือเปล่า เธอมองเหนือเมฆสลับกับหลิน จากนั้นจึงถอนหายใจพรืด “ไปกับคุณก็ได้ค่ะ” ไม่ใช่เพราะกลัวรถที่เรียก หรือใครอื่นทำมิดีมิร้าย ที่กลัวอยู่ตอนนี้คือเซนต์มากกว่า จู่ๆก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าเขาดักรออยู่ตรงไหนสักแห่งอีก เธอจะทำอย่างไร “รถจอดอยู่ไหนคะ” “ตามมา” ร่างสูงเดินนำเธอไป แน่นอนว่าตอนเดินจะต้องผ่านเรซควีนกลุ่มนั้น สายตาของพวกเธอมองตามเขาอย่างเพ้อฝัน แต่พอหันมายังเธอกลับใช้สายตาที่แตกต่าง วันหนึ่งไม่ได้ก้มหน้างุดอย่างที่น้องใหม่เขามักทำกัน เธอไม่ได้ประหม่า คนที่จะทำให้เกิดความรู้สึกนี้ในตอนนี้มีเพียงสองคนเท่านั้น คือคนที่เธอกำลังวิ่งหนี กับคนที่เธอกำลังเดินตาม นอกนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องใส่ใจ จึงจ้องกลับด้วยสายตาว่างเปล่า พลางเลิกคิ้วสูงคล้ายกับกำลังเอ่ยถาม ข้องใจเรื่องอะไร จากนั้นเหลือเพียงแผ่นหลังให้พวกหล่อนได้มองตาม หลังจากเดินผ่านมาไปแล้ว ครั้งที่สองกับการนั่งรถคู่กันมากับเขา แต่ครั้งนี้บรรยากาศแตกต่างจากครั้งที่แล้ว เกือบจะหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเธอไม่รู้สึกว่ามันอึดอัดเลย หรือว่าผลมาจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้เธอมีความกล้ามากขึ้น เธอนั่งมองเขาตลอดทางที่กำลังควบคุมรถให้แล่นไปข้างหน้าด้วยความเร็วระดับปานกลาง ต่างจากตอนเขาใช้มันในสนามลิบ “ทำไมถึงอยากไปส่งหนึ่งคะ” เธอเปิดประเด็นก่อน คนขับรถที่เอาแต่เงียบหันกลับมามองกันแวบหนึ่ง พลางหันไปมองถนนต่อ “เปล่า ไม่ได้อยากไปส่ง แต่อยากจะคุยอะไรด้วยหน่อย” “เลยถือโอกาสนี้ไปส่งเหรอคะ” “อืม มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมกับคุณคุยกันรู้เรื่อง” ริมฝีปากเขายกขึ้น กระตุกรอยยิ้มที่จะว่ายินดีก็ไม่ใช่ ดูแคลนก็ไม่เชิง “คุยในรถ ที่แคบๆ ไม่มีใครมายุ่ง คุณว่าจริงไหม?” ประโยคหลังน้ำเสียงของเขาเริ่มเย็นยะเยือกจนเธอต้องนั่งนิ่ง ดวงตาคู่สวยที่พร่ามัวและปรือตวัดไปมอง พลางเลิกคิ้วสูง “คุยมาได้เลยค่ะ” ทั้งที่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอกับเขาเกี่ยวข้องกันยังไง ถึงขนาดมีเรื่องต้องคุย ที่เขาถึงขั้นอุตส่าห์ลงทุนไปส่งเธอราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก จะต้องพูดวันนี้ให้ได้ กลายเป็นเธอต้องสมบทบาทเป็นคนมีมารยาทและผู้ฟังที่ดีสักหน่อย “คุณไม่รู้เหรอว่าแฟนของคุณคือน้องชายไอ้แซนด์” “หนึ่งไม่รู้จักคนชื่อแซนต์” “คุณเป็นแฟนของเขาประสาอะไร” “แฟนเก่าค่ะ หนึ่งเคยบอกคุณไปแล้ว” คนพูดหันขวับ ถึงขนาดละทิ้งท้องถนนชั่วคราวเพื่อมาหันมอง จังหวะกำลังเอ่ยถามเรื่องที่อยากรู้ด้วยน้ำเสียงท่าทางจริงจัง แต่เธอกลับมองว่าเรื่องที่ไร้สาระสำหรับเขาเป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดทักท้วง เล่นเอาคนถามทำหน้าไม่ถูก และไม่รู้จะไปยังไงต่อ “เลิกกันแล้วจริงเหรอ คุณแน่ใจ? เหมือนมันจะไม่คิดอย่างนั้นนะ ดูจากการคุกคามเมื่อตอนกลางวัน” “เหมือนคุณจะถามให้ตัวคุณเองเลยนะคะ” เขาแค่นหัวเราะ และการกระทำนั้นทำให้วันหนึ่งฉุนกึก หญิงสาวนิ่วหน้า ความเมาที่มีความร้อนอยู่ก่อนแล้ว พอมาเจอเรื่องที่ไม่ค่อยจะเข้าหู เลือดก็เหมือนสูบฉีดให้หน้าร้อนวูบวาบขึ้นมา “ก็ทำนองนั้น บอกตามตรง ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่” “จะไม่เชื่อก็เรื่องของคุณสิ ก็แค่บอกให้คุณรู้ หนึ่งจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่านอกใจเขา เราเลิกกันก่อนหน้านั้นแล้ว” “หมายถึงเลิกกับเขา ก่อนมาเอากับผม” “ยังไม่..” “ถ้าไม่มีคนขัดขวาง ป่านนี้เราสองคนก็คงไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว ผมพูดถูกไหมครับ?” “ก็ถ้าหนึ่งมีสติครบถ้วนในตอนนั้น จะโสดหรือไม่ เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดหรอก” “อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง เหล้าผิด โอเคๆ” ทั้งที่เธอแหวใส่ พลางแยกเขี้ยวบ่งบอกให้รู้กำลังไม่พอใจ แต่เขากลับพยักหน้าดวงตายิ้มแย้ม “แล้วตอนนี้ล่ะ คุณมีสติครบถ้วนอยู่ไหม? เราสามารถเอากันต่อได้หรือเปล่า” “พูดเรื่องบ้าอะไรน่ะ” “พูดตามความคิด” เขาตวัดตามามองเธอ ก่อนจะยกยิ้มเสมือนตัวเขาเป็นผู้ต้อน ส่วนเธอคือคนที่กำลังเดินถอยหลัง “ทีแรกกะว่าจะปล่อยแล้ว แต่คุณเล่นสวยซะขนาดนั้น แถมใส่ชุดนี้แล้วน่าขย้ำสุดๆ ผมก็เลย..มีอารมณ์ขึ้นมา” วันหนึ่งขยายดวงตากว้าง มองเขาตาไม่กะพริบ ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ออกเผยรอยยิ้มเย้ายวนหลังฟังเขาพูดจนจบ จากนั้นเลิกคิ้วสูงเอียงหน้าจงใจกวนประสาทเขา “ที่หนึ่งถามว่า คุณพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่ ไม่ใช่เพราะไม่อยากจะเอากับคุณ...แค่อยากรู้ว่าตอนเรากำลังเอากัน คุณ..จะเอาเมียของคุณไปไว้ที่ไหน” เอี๊ยด!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD