บทที่ 5 ห้ามผัวเมียทะเลาะ

2158 Words
หลายวันต่อมา การแข่งขันที่เหนือเมฆวานให้เพิร์ธลงแทนในที่สุดก็วันพรุ่งนี้แล้ว เขาจึงลางานมาเพื่อเทรนนัดนี้โดยเฉพาะ “จำที่กูบอกได้ไหม มึงจินตนาการว่าตัวเองเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ ท่าทางของมึงก็จะเป็นแบบที่มึงคิด” “จำได้พี่” “พรุ่งนี้ไม่ต้องคิดถึงอะไรนอกจากเส้นชัย แล้วเหยียบให้สุดตีน” “ครับพี่” มือหนาตบลงบนบ่าแกร่งหนักๆ พลางหยิบบุหรี่ออกมาจุดพ่นควันโขมงหลังจบภารกิจช่วยเทรนคืนสุดท้ายก่อนเข้าแข่งจริง แน่นอนว่าพรุ่งนี้เขามาเชียร์ไม่ได้ เนื่องจากติดภารกิจไปรับเพื่อนที่สนามบิน “ไปไหนต่อพี่” “กลับบ้าน” “หมายถึงบ้านใหญ่?” “อืม” ควันเทาถูกพ่นออกมาอีกครั้ง ในขณะปากขยับสายตาก็สาดส่องไปยังรถแข่ง ที่จะใช้แข่งในวันพรุ่งนี้ และต้องจอดไว้ที่โกดังเพื่อรอเช็คระบบอีกก่อนลงสนามอีกที พลันสายตาไปสะดุดที่รอยสักตรงแขนของเพิร์ธทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน เพราะหลังจากขับรถออกมาและทิ้งท้ายไว้แค่สั้นๆ เขาก็ไม่ถามถึงเรื่องนี้อีกเลย และดูเหมือนรุ่นน้องเองก็รู้เขานั้นไม่อยากยุ่งจึงไม่ได้เล่าอะไรต่อ “มึงสักเสร็จแล้ว?” คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอโทรศัพท์ เงียบไปอึดใจหนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลคนถามหมายถึงอะไร เมื่อนึกขึ้นได้จึงพยักหน้า “ใช่พี่ เสร็จเมื่อสองวันก่อน” “จีบติด?” “ไม่อ่ะ แต่ได้คอนแทคมา นี่ผมยังไม่กล้าทักไปเลย” “มึงตื๊อจนรำคาญอะดิ” เหนือเมฆจบบทสนทนาไว้แค่นั้น พลางเดินไปที่รถ เปิดประตูเข้าไปนั่ง และติดเครื่องยนต์ “กูไปละ หวังว่าพรุ่งนี้จะได้รับข่าวดี” “ครับพี่ ผมจะเต็มที่กับมัน” #บ้านใหญ่ตระกูลอัษวรวรรณ รถหรูท่อเงียบวิ่งมาด้วยความเร็วพอประมาณ ทันทีที่ถึงประตูรั้วจะต้องตีโค้งเข้าไปจึงจะผ่อนแรงลง และจอดสนิทตรงลานจอดรถ เขาลงมาทักทายผู้รักษาความปลอดภัยก่อน ถึงจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน “น้ำเต้าหู้หน้าปากซอย” “ขอบคุณครับคุณเหนือ” “ไม่หวานนะ” “ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมกินได้หมด” เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม บรรยากาศในบ้านจึงเงียบเชียบ เขาเดินผ่านประตูเข้ามา ตามด้วยห้องโถงแล้วถึงจะขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ “พี่เหนือ” ทว่ากลับต้องชะงักฝีเท้า เมื่อได้ยินเสียงเรียกของน้องสาวดังมาจากทางขวามือ “อ้าวยัยน้ำ ยังไม่นอน?” ก่อนหล่อนจึงจะโผล่ออกมาจากที่มืด “เพิ่งกลับมาถึงเหมือนกัน” “หืม เรียนหนักรึไง” “ค่ะ ใกล้จะสอบแล้ว” ร่างสูงพยักหน้าเตรียมจะเดินต่อ แต่กลับถูกคำทักท้วงจากคนเดิมขวางไว้อีก พลันถอนหายใจ หันมาทั้งตัว “แม่ให้มาถามว่าเมื่อไหร่จะมีพี่สะใภ้” “ไร้สาระน่า” พลางชักสีหน้าใส่ “มีเวลาดูแลรึไง ก็เห็นว่าทำงานแต่งาน” “เขาจะหาให้พี่แล้ว” “เพื่อ?” “อยากอุ้มหลานมั้ง” ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากคนเป็นน้อง ทั้งคู่ก็พากับเงียบกริบ ร่างสูงขมวดคิ้วหรี่ตาต่ำลงมองร่างเล็กตรงหน้า จากนั้นจึงจะใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม “น้องไง มีให้เขาสักคนสิ” แน่นอนว่าประโยคนั้นเรียกเสียงโวยวายจากใต้น้ำได้ทันที เธอแยกเขี้ยวใส่ พลางเท้าเอวคอดกิ่ว จังหวะพี่ชายหมุนตัวเดินพร้อมหัวเราะเบาๆ “จะบ้ารึไงน้ำยังเรียนอยู่นะ” “พี่ก็ทำงานอยู่เหมือนกัน บอกแม่อย่ามายุ่ง” เช้าวันต่อมา เหนือเมฆออกจากบ้านตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมง เนื่องจากมีเคสผ่าตัดด่วน แน่นอนว่าเขาไม่ได้บอกใคร แถมไม่มีใครเห็นว่าเขามา เว้นแต่น้องสาวของเขาจะบอก แต่รายนั้นคงจะเงียบกริบเพราะไม่อยากเป็นกระบอกเสียงแทนผู้เป็นแม่ ยิ่งประโยคล่าสุดของพี่ชายด้วยแล้ว หากเธอแชร์ต่อมีหวังได้ยืดยาว หรือไม่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเลย แชทเพิร์ธ เหนือเมฆ : กูมีเคส ติดต่อไม่ได้หลายชั่วโมง ถึงตอนนั้นมึงน่าจะแข่งพอดี เต็มที่ละกัน จะแพ้จะชนะก็ช่าง แต่ถ้าชนะจริงกูมีรางวัลให้ เขาทิ้งข้อความไปยังรุ่นน้อง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ไว้ในล็อคเกอร์ห้องพักแพทย์ จากนั้นจึงจะหายเข้าไปในห้องผ่าตัด หลังจากเปลี่ยนชุดและทำการฆ่าเชื้อแล้ว กระทั่งแล้วเสร็จกินเวลาไปราวสี่ชั่วโมงจึงจะออกมา “หมอเหนือคะ ว่างไหมคะ ดิฉันมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” หากแต่ไม่ได้ว่างซะทีเดียว แต่ต้องเดินไปคุยกับพยาบาลผู้ช่วยเกี่ยวกับอาการคนไข้รายอื่น ซึ่งญาติผู้ป่วยปรึกษามาอีกที มาว่างจริงๆก็ตอนสี่โมง แน่นอนว่ากว่าถึงตอนนั้นหมดพลังไปแล้ว เพราะทั้งวันเขายังไม่ได้กินข้าว “มีอะไรอีกไหม ผมกำลังจะกลับ” เขาหันไปถามเลขาหลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลอง หยิบกระเป๋าหนังสีดำขึ้นมาสะพายและไม่ลืมที่จะหยิบกุญแจรถ พลางเดินออกไปอย่างเชื่องช้า หลังเลขาของเขาบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว ได้มาเปิดดูโทรศัพท์มีเวลาสนใจมันจริงๆก็ตอนอยู่บนรถ ระหว่างติดเครื่องยนต์เพื่อวอร์มและรอเปิดแอร์ เขาใช้จังหวะนั้นในการรีแลกซ์ ปรับเบาะเพื่อเอนหลังปิดเปลือกตาสักพัก ติ๊งๆๆ ก่อนสิ่งที่คุ้นตาเห็นเป็นประจำจะเกิดขึ้นเป็นประการถัดมา นั่นคือเสียงแจ้งเตือนโผล่ขึ้นมาทับถมกันบนจอ จนเขาต้องเลือกอ่านเรื่องที่มันสำคัญที่สุด แชทเพิร์ธ เพิร์ธ : พี่ ผมชนะ นี่คงจะเป็นรอยยิ้มแรกของเขาหลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวันเมื่อได้เห็นข้อความนี้ เขาต่อสายโทรกลับไปทันทีอย่างไม่รีรอ (ฮัลโหลพี่ พี่ต้องไม่เชื่อแน่ๆ) “ใช่ กูถึงโทรมาไง .. ทำไม? ชนะเหรอ?” (ครับ เอารางวัลมาเลย) “เออ มึงก็เก่งเหมือนกันนี่หว่า ไอ้คีรู้คงดีใจ โทรบอกมันหรือยัง” (โทรแล้วครับ แต่ไม่รับสาย) “คงติดงาน เดี๋ยวกูโทรเอง ว่าแต่มึงอยากกินอะไร แต่ต้องพรุ่งนี้นะ วันนี้กูมีนัดแล้ว” (ได้พี่ ผมไม่รีบ ขอบคุณครับที่อุตส่าห์สอนทริคดีๆกับผม) “อย่ามาซึ้งกูจะอ้วก มันอยู่ที่ฝีมือมึงด้วย มึงไม่ปอดแหกมันก็ดีไปหมด ฝึกอีกเผื่อมีโอกาสได้ไปนานาชาติ” (ครับพี่) “แค่นี้แหละ จะขับรถ” เขาตัดสายทิ้งทั้งที่หน้ายังเปื้อนยิ้ม จากนั้นจึงจะลดโทรศัพท์มาเปิดอ่านข้อความเพื่อนสนิทเป็นอันดับต่อไป กลุ่มฉันสวยคนเดียว ลลิสา : ใครมารับ เหนือใช่ไหม @เหนือเมฆ อาคีรา : ใช่ไอ้เหนือ คีมีธุระ ลลิสา : โอเค ประมาณห้าโมงเครื่องลงนะ เหนือมีผ่าตัดใช่ไหม ช้าหน่อยก็ได้ไม่เป็นไร สาจะนั่งรอ ก่อนจะถอยรถออกไปเมื่ออ่านข้อความของเพื่อนจบ เหนือเมฆ : กำลังไป Read เหนือเมฆไปถึงสนามบินภายในเวลาที่กำหนด เป็นเขาเสียมากกว่าที่เป็นฝ่ายรอลลิสา เพราะทันทีที่หล่อนลงเครื่องและเปิดโทรศัพท์กลับมีข้อความของเหนือเมฆคาจออยู่แล้ว “เหนือขับรถเร็วมาก” ร่างเล็กมาถึงก็บ่นอุบ หลังเห็นเขายืนรออยู่ไกลๆ จนถึงขนาดต้องรีบสาวเท้าเข็นกระเป๋าเดินมา ก่อนจะถูกเพื่อนสนิทคว้าไปเข็นให้ แทน แล้วเดินนำไปจุดที่รถจอด “เปล่า ขับเรื่อยๆนี่แหละ ว่าแต่สาขึ้นไฟท์ไหนทำไมถึงเร็ว” “มันไม่ดีเลย์อะสิ ปกติมันดีเลย์” “อ่า หิวหรือเปล่า จะดื่มอะไรก่อนไหมเหนือไปซื้อให้” หญิงสาวส่ายหน้า รีบก้าวไปให้ทันเขา เพื่อที่จะคล้องแขน เป็นเครื่องทุ่นแรงไม่ให้เหนื่อยจนเกินไป แถมไม่ให้เขาเดินเร็วไปกว่านี้ด้วย “ไม่หิว ว่าแต่เราจะไปไหนกัน สาจองที่พักไว้ใกล้กับเพนท์เฮาส์เหนือเลย” “คีมันนัดเจอที่คลับ สาจะแวะที่พักก่อนไหม หรือจะเลยไป” คนถูกถามขมวดคิ้ว พลางยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา จากนั้นจึงจะฟาดมือไปที่แขนเขา “เพิ่งจะห้าโมงกว่าเองรีบไปไหนเนี่ย” “เออว่ะ จริงด้วย” ก่อนทั้งคู่พากันหัวเราะจังหวะเดินผ่านบานประตูทางออกพอดี #คลับ เพราะไม่เจอกันนานทั้งสามจึงมีเรื่องพูดคุยกันมากมาย ส่วนใหญ่จะมีเรื่องอาคีราที่ตื่นเต้นสุด เนื่องจากหลายเดือนก่อนเขามีแต่ปัญหาเข้ามาให้แก้ไขแบบไม่เว้นวรรค แน่นอนว่าบรั่นดีในแก้วแทบไม่ลดลง เพราะมัวแต่คุย กว่าจะจบเรื่องพบว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่หมด คนก็ไม่เมา แถมคลับกำลังจะปิด ทั้งสามจึงแยกย้ายกลับที่พักใครที่พักมัน และไว้ค่อยนัดเจอกันใหม่เพื่อแก้ตัว เพราะลลิสากลับมาคราวนี้อยู่ไทยอีกหลายเดือน “สากลับกับไอ้เหนือใช่ไหม” อาคีราถามหลังเดินมาถึงลานจอดรถและกำลังจะแยกกันเนื่องจากจอดคนละที่ “อื้ม ที่พักสาคราวนี้อยู่ใกล้เหนืออ่ะ ไม่รู้ทำไมถึงว่างที่นั่น” “แล้วไม่ดีหรือไง ใกล้กันเผื่อเกิดอะไรช่วยเหลือกันได้ทัน” เหนือเมฆทักท้วง มือก็กดรีโมทปลดล็อคสัญญาณเตือนภัยรถไปด้วย “ดีสิ ทำไมจะไม่ดี” หญิงสาวเปิดประตูอีกฝั่งเตรียมขึ้นไป โดยไม่วายตะโกนไล่หลังอีกคนที่เกือบจะเดินไปไกลแล้ว “ขับดีๆนะคี ไม่ต้องรีบ” “หันไปบอกคนขับคุณเถอะ” และนั่นทำให้หล่อนต้องหันขวับกลับมามองค้อนคนข้างกาย “ได้ยินไหม” “ได้ยินว่า?” “อย่าขับเร็ว” “โอเคครับ” เหนือเมฆออกมาจากคอนโดของลลิสาทันทีที่ส่งเธอถึงห้อง เนื่องจากดึกมากแล้วต่อให้เป็นเพื่อนสนิทแต่เขาก็เป็นผู้ชาย อีกอย่างลสิสาเป็นนางแบบ หล่อนยืนอยู่ในที่สว่างอาจมีข่าวให้ต้องเสื่อมเสีย ก่อนจะจอดแวะร้านสะดวกซื้อก่อนเพื่อซื้อน้ำแร่สักขวด จู่ๆเขาก็คอแห้งขึ้นมา ผลของการพักผ่อนน้อย ใช้สายตาเยอะ และเครียดสะสม “ไม่ไป! ปล่อย!” และในขณะที่เขากำลังเปิดขวดน้ำยกกระดก ล้างหน้า ล้างมือให้สร่างเมาอยู่ข้างรถตัวเองนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งแว่วดังมา ทีแรกทำเป็นไม่สนใจ เพราะไม่ใช่เรื่องของเขา แต่พอเสียงมันใกล้เข้ามาใกล้เรื่อยๆ จึงเลี่ยงที่จะไม่ให้หันไปมองไม่ได้ ทว่าทันทีที่เห็นหัวคิ้วถึงกับต้องขมวดเข้าหากัน “แค่คุยเองหนึ่ง มึงจะโวยวายให้อายคนทำไม” “ถ้าแค่คุยอย่างที่พี่บอก แน่จริงก็คุยมันตรงนี้สิ จะให้ขึ้นรถไปด้วยทำไม” นั่นเพราะบุคคลที่เขาเห็นคือคนเดียวกันกับที่เคยอยู่บนรถกับเขา ส่วนอีกคนถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะเคยเห็นที่ลานจอดรถตอนรอเพื่อนรุ่นน้องของเขาสัก และเขาออกมาสูบบุหรี่ “ทำไมช่วงนี้เจอบ่อยนัก..” เหนือเมฆแค่นหัวเราะอยู่ตามลำพัง เปิดประตูรถเตรียมจะขึ้นไป เขาไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะเธอคนที่ทำให้รู้สึกอยู่ตลอดว่าเขาเกือบทำผิดพลาด และโชคดีมากที่พะแพงเป็นฝ่ายโทรเข้ามา ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงได้กลายเป็นชู้กับเมียชาวบ้านไปแล้ว ซึ่งช่างย้อนแย้งกับตอนที่เธอกล่าวหาเขาสุดๆ แต่แล้ว.. “บอกให้ปล่อยไง! โอ๊ยนี่..กูบอกให้ปล่อย” “หืม มึงตบกูเหรออีหนึ่ง!” เพราะรู้สึกถึงท่าไม่ดีเขาจึงหันกลับไป จังหวะนั้นเห็นฝ่ายชายกำลังง้างหมวกกันน็อคเตรียมฟาดอีกคน เขาที่ไม่ชอบอะไรแบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงตะโกนออกไปอย่างลืมตัว “เฮ้ย!!” แน่นอนว่าไม่ใช่แค่คู่นั้นที่ชะงัก แต่ผู้คนเกือบจะทั้งหมดที่ได้ยินเสียงของเขา ทุกคนหันมาทางต้นเสียงพร้อมเพรียงกัน ยกเว้นวันหนึ่งได้ยินแค่เสียงแต่ไม่เห็นหน้า เพราะตอนนั้นเธอยกมือขึ้นบังหน้าตัวเอง พร้อมหลับตาแน่น หวังหลบหลีกหมวกที่ถูกง้างโดยสัญชาตญาณ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD