บทที่ 7 พี่สะใภ้

2272 Words
วันหนึ่งลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ เธอจงใจตื่นก่อนเจ้าของห้องนั่นคือตู๋ หลังจากเมื่อคืนได้มาขอค้างที่นี่ หวั่นแฟนเก่าจะตามมารังควานกันถึงที่ เผื่อมีความแค้นฝังหุ่นหลังเธอเปิดทางให้คนนอกเข้ามาหาเรื่องเขาเพื่อช่วยเธอ จำเป็นต้องบอกที่อยู่ของรุ่นน้องที่ทำงานให้อีกคนที่ขับรถมาส่งทราบ โดยไม่ได้สนใจว่านั้นจะกลายเป็นการโกหก เพราะคิดว่ายังไงเขากับเธอก็ไม่ได้เจอกันอีกแล้ว “ไงพี่ หลับสบายไหม” แต่เหมือนจะผิดพลาด เพราะเจ้าของห้องกลับตื่นก่อน ไม่พอยังทำอาหารเช้าไว้รอเธออีก เพราะได้กลิ่นไข่เจียวโชยมาแต่ไกล หญิงสาวสูดสิ่งนั้นเข้าไปเต็มปอด ทั้งที่เรียกน้ำย่อยให้รู้สึกหิวกลับแสร้งทำหน้าดุใส่ผู้หวังดีที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู “พี่สิต้องถามนาย นอนโซฟาเป็นไงบ้าง ปวดหลังปะ” เธอถอนหายใจพรืดขณะพับผ้าห่มและเก็บที่นอน ร่างสูงที่ยืนพิงแค่กรอบประตูในทีแรกเดินเข้ามาหา เขาอยู่ในชุดนักศึกษา บ่งบอกให้รู้กำลังจะไปเรียน “ไม่ต้องรู้สึกผิดที่เป็นแบบนี้ ผมยินดีที่จะช่วยพี่อยู่แล้ว” “ขอโทษนะ” “ก็บอกอยู่ว่าไม่ต้องไง ผมพูดยังไม่ทันจบเลย..” “หึ อย่าทำตัวแก่แดดไปหน่อยเลย ตัวเองยังหาเงินส่งตัวเองเรียน ริจะเอาตัวเข้ามา ไม่กลัวเดือดร้อนรึไง” “ไม่กลัว กลัวก็คงไม่ทำตั้งแต่แรก ว่าแต่..พี่หิวหรือยัง” วันหนึ่งเม้มปากแน่น เธอมีคำตอบให้กับประโยคหลังถึงได้พยักหน้าเชื่องช้า แต่ประโยคก่อนหน้ากลับรู้สึกช่างใจ เธอไม่อยากให้รุ่นน้องตรงหน้ามีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้เลย เพราะหากเซนต์รู้เอาเข้าจริง ตู๋สู้เขาไม่ได้หรอก รายนั้นอันธพาล กร่าง อิทธิพลมาครบ ไหนจะพรรคพวกเยอะ พ่อรวยแถมตามใจ เธอยังคงโทษตัวเองอยู่ทุกค่ำคืน ก่อนหน้านี้ไปชอบเขาได้ยังไง ยอมรับว่าเธอเคยชอบแต่ตอนนั้นเธอยังเด็ก ค่อนข้างรักสนุกและหัวอ่อน คิดว่าการได้คบกับเขาจะเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน ทว่าเธอคิดผิด ยิ่งคบก็ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งคลุกคลีก็ยิ่งเห็นถึงสันดาน พอเวลาเปลี่ยน ใจเธอก็เปลี่ยน มองถึงอนาคตที่อยากจะให้พัฒนาขึ้นมาบ้าง แต่เหมือนว่าการคุยจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการทะเลาะกันทุกครั้ง สุดท้ายคำว่าเลิกก็หลุดออกมาจากปากเธอ และคำว่าเลิกก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ “จะไปเรียนหรือยัง” หญิงสาวเดินออกมาจากห้องนอน เดินตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป ด้วยความรู้สึกแสบร้อนตรงทรวงอก ยิ่งเห็นเขาสวมชุดนักศึกษา ก็ยิ่งประจักษ์ให้เธอสำเหนียกว่าไม่ควรดึงเขาเข้ามายุ่ง และรู้สึกแย่ทุกครั้งที่เขาทำดีด้วย “เราไปแจ้งความกันไหมพี่” ตู๋ถามเสียงเบาหวิว สีหน้าเห็นใจเธอสุดๆ ขณะนั่งมองเธอนั่งเขี่ยข้าวในจาน น้อยนักที่จะตักใส่ปาก เขาพอจะได้ยินมาบ้างว่าเธอถูกตามตื๊อจากแฟนเก่า ทั้งที่เลิกกันไปสักพักแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ “อืม ก็ว่าจะอย่างนั้นอยู่” แน่นอนว่าวันหนึ่งเล่าข้ามเหตุการณ์นั้นไป ตอนที่ผู้ชายคนนั้นเข้ามาช่วยเธอ เพราะไม่อยากให้ตู๋ซักไซ้ให้มากความ ที่สำคัญเธอไม่พร้อมที่จะพูดถึงบุคคลที่สามด้วย “ไปเลยดิ ผมจะไปเป็นเพื่อน” “ไม่ต้องเลย จะหยุดเรียนอีกแล้ว?” “เรื่องพี่สำคัญกว่า” ร่างเล็กถอนหายใจอีกระลอก พลางส่ายหน้า ช้อนตามองแกมตำหนิ “ไม่ต้องเลย นายไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ เดี๋ยวเรื่องนี้ นี่จัดการเอง กะว่าจะย้ายคอนโดด้วย” “นั่นไง ผมก็ยิ่งต้องยุ่ง ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว จะทำได้ไง” ช้อนและส้อมถูกวางลงบนจานทันทีที่จบประโยค ดวงตากลมคู่สวยแต่แฝงความแข็งกร้าว เนื่องจากผ่านเรื่องราวมามากมายนักจนดูกร้านโลก ทอดมองไปยังดวงตาคมกริบที่ไม่ได้เผยความหมายอื่นนอกจากความห่วงใย ส่งผลให้คนมองดวงตาแดงก่ำ เธอไม่ได้อยากร้องไห้ แต่การกระทำของคนตรงหน้ามักจะก็ชอบขยี้ “หยุดใจดีสักทีได้ไหมตู๋ นี่อยากเป็นพี่สาวนาย ไม่ได้อยากเป็นเมีย” “....!!!” เธอจงใจพูดอย่างนี้ เพราะไม่อยากให้เขามีความหวัง ถึงขนาดต้องทิ้งการเรียนเพื่อมาคิดแต่เรื่องหาทางช่วยเธอ อยากให้หันกลับไปสนใจตัวเองบ้าง และตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้ครั้งสุดท้ายที่เธอจะขอความช่วยเหลือจากเขา #สนามแข่ง “ว่ามา พวกมึงจะกินอะไรกัน” เหนือเมฆเดินแทรกประตูเข้ามาในห้องรับรองสนามแข่งในช่วงค่ำของวันธรรมดาและเลือกให้อีกวันหลังจากนี้เป็นวันหยุดเพื่อที่จะได้ตื่นสายๆ ไม่ต้องรีบมาก “เหล้าพี่” อั๋นรุ่นน้องในทีมอีกคนแต่เขาไม่ได้เป็นคนเทรนเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของเจนเพื่อนของเขาซึ่งเป็นเจ้าของสนามซะมากกว่าออกความเห็น เหนือเมฆที่ได้ยินถึงกับส่ายหัว ไม่พอเจนที่นั่งทำบัญชีอยู่ตรงโต๊ะมุมห้องเงยหน้าขึ้นมาตะโกนแซวด้วย “ไอ้สัสมึงจะเอากี่ลัง เดี๋ยวกูจัดให้” “ไอ้นั่นมันควรมีอยู่แล้วไหมวะ” เพิร์ธสั่นหน้าขำขัน ก่อนจะใช้ข้อศอกทุ้งสีข้างดอลเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้หันไปมองร่างเล็กที่เพิ่งจะเดินเข้ามาหลังลงจากรถหรูที่มีคนขับรถของบ้านไปรับมาจากโรงเรียน “โคตรน่ารักเลย” “เบาดิ้ เดี๋ยวพ่อมึงก็แพ่นกบาลให้หรอก” วันนี้เธออยู่ในชุดนักเรียนมัธยมปลาย และขอกลับมานั่งเล่นที่นี่เพราะไม่อยากกลับบ้าน และทันทีที่ประตูห้องรับรองถูกเลื่อนเปิดทั้งห้องก็เงียบกริบ เอาแต่จ้องมองเธอเป็นตาเดียว “พี่เจนสวัสดีค่ะ พี่เหนือสวัสดีค่ะ” ทว่าในสายตาเธอกลับสนใจแต่เพียงเหนือเมฆ เพื่อนสนิทของพี่ชายเพียงคนเดียว “อ้าวแจง ทำไมวันนี้เลิกช้า” “แวะทำรายงานกับเพื่อนค่ะพี่เหนือ เพิ่งเสร็จก็เลยให้พี่สนมาส่งที่นี่ เดี๋ยวกลับพร้อมพี่เจน เห็นว่าจะกลับไปนอนบ้านด้วย” “อ่าครับ เหนื่อยแย่เลย” “ก็..ไม่เท่าไหร่ค่ะ” “ตัดสินใจหรือยังว่าจะเรียนอะไร ม.ปลายแล้วนี่ น่าจะเริ่มเลือกแล้ว” “เรียนหมอแบบพี่เหนือได้ไหมคะ” “หืม ยากนา.. ไหวหรอ” “พี่เหนือยังไหวเลย แจงมีพี่เป็นไอดอลนะ และอยากได้มาเป็นที่ปรึกษาด้วย” เหนือเมฆชะงัก รู้สึกแปลกๆกับประโยคนี้ แต่เพราะเห็นว่านั่นเป็นน้องสาวของเพื่อน และเห็นมาตั้งแต่เด็กจึงไม่คิดอะไร คลี่ยิ้มและยื่นมือไปลูบหัวแทนคำตอบ หากแต่ใครจะรู้ว่าความเอ็นดูนี้จะกลายเป็นความหวังของเด็กคนหนึ่งซึ่งคิดไปไกลโพ้นแล้ว “อ่า งั้นก็ตั้งใจเรียนล่ะ พี่เป็นกำลังใจให้” “ขอบคุณค่ะพี่” ทุกคนเห็นว่าเธอยังยืนอยู่ ทั้งที่เหนือเมฆหมดคำถามและหันไปสนใจโทรศัพท์ในมือต่อ ราวกับต้องการจะคุยไม่อยากจบ ทำให้เจนที่เห็นถึงความผิดปกติต้องเป็นฝ่ายตักเตือน จังหวะเหลือบตาจากเอกสารขึ้นมามอง “แจง ยืนอยู่ทำไม เข้าไปข้างในสิ” งานเลี้ยงเนื่องในโอกาสเพิร์ธแข่งชนะดำเนินการมาถึงกลางดึก ที่ทุกคนกำลังเมามายกันอย่างได้ที่ หลังบรั่นดีผ่านลำคอลงกระเพาะไปไม่รู้กี่แก้วต่อกี่แก้ว หนึ่งในนั้นคือเหนือเมฆที่เตรียมใจมาเมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ “ถ้าพี่คีมาอีกคนน่าจะดีนะพี่” เพิร์ธในสภาพกำลังโอนเอนนั่งไม่ค่อยจะตรง เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ ที่ตอนนี้หลายคนเมาจนคอพับ เหลือแค่เขากับรุ่นพี่ที่เทรนให้จนทำให้เขาได้รับชัยชนะ เหนือเมฆคลี่ยิ้มพลันหัวเราะในลำคอหลังฟังจบ เพราะเสียงนั้นของเพิร์ธค่อนข้างอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ จนเขาต้องจับใจความเอาเอง “ไอ้คีน่ะนะจะมา ไม่ใช่คลับโซนวีไอพีมันไม่นั่งมั่วๆกับใครหรอก คนไม่ชอบขี้หน้ามันเยอะ” “ผมลืมไป พี่เขาเป็นนักธุรกิจ คงมีแต่คนหมายหัว” “อืม อีกอย่างแม่เมียมันป่วยด้วย ส่วนมันติดเมียคงยากที่จะออกไปไหน เพราะเมียมันติดแม่” “โอเค ผมเข้าใจแล้ว” เพิร์ธพยักหน้าช้อนตามองร่างสูงที่เอาแต่นั่งนิ่ง โดยใช้ท้องนิ้ววนปากแก้วเหล้าที่ถืออยู่ “อยากมีเมียให้ติดกับเขาบ้าง” “มึงจีบคนนั้นไม่ติด?” คำถามนี้ออกมาจากปากของคนโตกว่า เพิร์ธไม่รู้ว่ากำลังถูกเขาหยั่งเชิง จนสะอึกไปทีหนึ่งพลางสั่นหน้ารัวๆ “ท่าจะแห้วว่ะ เขาดูยาก ผมพยายามแล้ว เย็นชาสุดๆ” “เย็นชา?” เหนือเมฆทวนคำ พลางแค่นหัวเราะ “มึงไม่ใช่สเปคเธอหรือเปล่า” “พี่พูดเหมือนไปรู้อะไรมา” แต่กลับต้องชะงักเสียเอง เมื่อถูกคนนั่งข้างหันมาถามอย่างจริงจัง “เปล่า กูเห็นมึงหน้าตาดี ไม่ได้ดูแย่อะไร แต่เสือกจีบไม่ติด กูก็อดคิดไม่ได้” “พูดแบบนี้ผมเขินนะ” เพิร์ธยิ้มกว้าง ก่อนหงายการ์ดท้ายทอยหนุนพนักเก้าอี้เพราะถูกอีกคนผลักหัว “เอาเป็นว่ากูขอเตือนไว้อย่างหนึ่ง” “อะไรวะพี่” หรี่ตามองรุ่นพี่ที่ตอนนี้สีหน้าและน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา ยกแก้วบรั่นดีจิบขณะสายตาทอดมองไปข้างหน้า “แค่พี่บอก ผมจะเก็บมาพิจารณาเป็นพิเศษ” “ถ้าเป็นไปได้.. ถ้ามึงยังไม่ได้ชอบเธอมาก แนะนำถอยออกมา” “ทำไมวะ” “ก็ไม่ทำไม” สายตาคมกริบจ้องไปยังแก้วของเขา หลังกลืนของเหลวรสชาติขมฝาดผ่านลำคอลงไป “กลัวมึงจะถูกปั่นหัว มึงรู้ไหมว่านั่นมันตัวแรร์ ไก่แก่แม่ปลาช่อน” คนถูกเตือนชะงักกึก หรี่ตามองคนพูด หากแต่ตอนนั้นเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างกับริมฝีปากที่ค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะยกแก้วในมือกระดกทิ้งท้ายอีกที ภาพนั้นผ่านม่านตาที่พร่ามัวของเพิร์ธ ทว่ากลับสื่อความหมายบางอย่างให้เขารู้สึกแปลกๆ ราวกับร่างสูงนึกขบขันระคนสมเพช โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าในความคิดตอนนี้ของเหนือเมฆคิดอะไร และแน่นอนถ้าหยั่งรู้ได้จะเห็นว่าเรื่องที่เหนือเมฆกำลังนึกถึง คงหนีไม่พ้นเรื่องที่เขาเอาตัวเองเข้าไปแส่ เพื่อช่วยเหลือเธอจากผู้ชายอีกคน แต่ก่อนหน้านั้นกลับเห็นเธอขึ้นรถไปกับอีกคน ซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวกันกับที่อยู่ในร้านสัก “เหอะ” ช่วงสายในวันต่อมา เหนือเมฆตื่นขึ้นมาในห้องนอนของตัวเอง เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆเปิดออกและปรับแสงจนมันกลายเป็นปกติ จากนั้นสิ่งแรกที่เขาทำคือการควานหาโทรศัพท์ ติ้ง! เพียงแค่สัมผัสหน้าจอ เสียงแจ้งเตือนมากมายก็สั่นสะเทือน ปกติแล้วจะเลือกที่มันสำคัญ ซึ่งหนีไม่พ้นกลุ่มของโรงพยาบาล แผนก และแคบลงมาหน่อยคงเป็นกลุ่มระดับศาสตราจารย์แพทย์ ทว่าวันนี้กลับกลายเป็นน้องสาว ซึ่งแน่นอนว่าก่อนหน้านี้จะเป็นระดับท้ายๆ ที่เขาจะสนใจ อีกอย่างข้อความของหล่อนแทบจะไม่โผล่มา เขาแตะเข้าไปอ่านก่อนคนอื่นเพียงเพราะประโยคแรกที่เห็นเพียงประโยคเดียว ‘เรื่องอะไร แย่งผู้หญิงกันเหรอ’ หัวคิ้วเข้มเรียงกันเป็นเส้นขมุกขมัว ท้องนิ้วหัวแม่มือแตะเข้าไปภายใน เพียงแค่เห็นเนื้อหาทั้งหมด ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะปกติก็สะดุดทันที พลางกดโทรออกไปยังเจ้าของเรื่อง “ภาพนี้อยู่ที่ไหนบ้าง” เสียงถอนหายใจของใต้น้ำดังเล็ดลอดผ่านโทรศัพท์ออกมา เขาพอเดาออกว่าหล่อนกำลังขับรถเพราะได้ยินเสียงสัญญาณไฟเลี้ยว (ตอนแรกก็ว่อนเน็ตแหละ แต่พ่อสั่งคนลบหมดแล้ว เย็นนี้เข้าไปบ้านสิ) “เรื่องอะไรต้องไป ฆ่าตัวตายชัดๆ” หญิงสาวหัวเราะ จากนั้นจึงจะเงียบไปอึดใจหนึ่ง (พี่สะใภ้เหรอ?) “เปล่า แค่เจอเข้าโดยบังเอิญ กำลังโดนสามีทำร้าย ก็เลยเข้าไปแส่” (เป็นคนดีอะไรอย่างนี้นะพี่ชายเรา แต่รูปที่ออกมา เหมือนเธอจะรู้จักกับพี่นะ) เหนือเมฆก้มลงมองรูปนั้นอีกครั้ง ที่ไม่รู้คนถ่ายมันเก่ง หรือบังเอิญถ่ายติดมุมนั้นพอดี ถึงได้ออกมาให้คนเข้าใจผิดคล้ายเป็นการแย่งร่างเล็กตรงกลาง ทั้งที่เธอแค่ถลาเข้ามาห้าม ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น “ไม่รู้จัก” คนเป็นพี่เอ่ยเสียงทุ้ม และนั่นทำให้คนเป็นน้องรู้สึกโล่งใจ (ดีแล้วล่ะ เพราะเทรดแบบนี้ มองจากดาวอังคารยังดูรู้เลยว่าพี่จะต้องเหนื่อยใจแน่ๆ..คุณสรวงสมรท่านคงไม่ปลื้ม และต่อต้านร้อยเปอร์เซ็น)
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD