สองอาทิตย์ต่อมา
เพราะช่วงนี้เขาวุ่นอยู่กับงานจึงไม่มีเวลาติดต่อใคร แม้กระทั่งเพื่อนที่สนาม หลังมีการแข่งขันจบไปแล้วหนึ่งเรซ และเขานั้นเป็นฝ่ายชนะ ทว่าคราวหน้าเห็นทีจะต้องให้เพิร์ธรุ่นน้องเป็นฝ่ายลงแทน เนื่องจากเขาติดเคสรักษาคนสำคัญ ซึ่งอยู่ในขั้นผู้ป่วยวิกฤต
“แพงต้องทำใจแล้วนะ ทำใจแบบของจริง”
กับญาติคนไข้คนอื่นการพูดประโยคนี้อาจเป็นการเสียใจระดับปกติในฐานะหมอคนหนึ่งที่เห็นใจญาติผู้ป่วย ทว่าครั้งนี้แตกต่างออกมาไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากคนไข้ที่ว่าเป็นแม่ของคนที่เขารู้จัก นั่นเพราะเธอเป็นภรรยาของเพื่อนสนิท และเป็นเด็กที่เขาเคยยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างจริงจัง ถึงขนาดยอมทะเลาะกับเพื่อนสนิทที่รู้สักกันมาตั้งแต่อนุบาลเพื่อเธอ
“ต้องปล่อยแม่ไปแล้วใช่ไหมคะ”
เพราะไม่รู้จะตอบยังไงเขาจึงได้แต่เงียบ นาทีนี้ต้องขอบคุณหน้ากากอนามัยที่ไม่เผยสีหน้าที่แท้จริงของเขาออกมาให้เธอเห็นมากนัก ว่าเขาเองก็รู้สึกแย่และเสียใจไม่แพ้กันที่ไม่สามารถช่วยแม่ของเธอได้ ที่เคยรับปากไว้จะยื้อให้ถึงวันที่เธอรับปริญญา คงต้องผิดสัญญาซะแล้ว เพราะแค่สามเดือนตอนนี้ยังยากเลย เขารู้สึกเห็นใจพะแพงสุดๆ เพิ่งจะผ่านงานมงคลมาได้ไม่ทันไร กลับต้องมาจัดงานขาวดำเสียแล้ว
เหนือเมฆยืนมองเพื่อนสนิทที่กำลังโอบไหล่ภรรยาและปลอบเธอเบาๆ ขณะน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มด้วยความสงสารจับใจ หากแต่ทำได้เพียงแค่มองอยู่นิ่ง ภาพนั้นทำให้เขานึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน ตอนที่เธอโทรมากลางดึกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือท่าทางตื่นตระหนก โดยอาคีราสามีของเธอเดินทางไปสิงคโปร์พอดี บอกว่าแม่ของเธออาการแย่ ตื่นขึ้นมาทั้งอาเจียนและถ่ายเหลวจนหมดสติ เขาที่กำลังเมามายเกือบจะมีอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง กลับต้องทิ้งหล่อนเอาไว้กลางคัน เพื่อบึ่งรถมาหาเธอ จนป่านนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอคนนั้นเป็นใคร แถมยังคิดว่าพะแพงคือภรรยาที่โทรมาหาเขา ถึงได้ไม่พอใจใหญ่ นึกถึงกี่ครั้งก็ขำทุกครั้ง หากแต่วันนี้กลับขำไม่ออก
#คลับ
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานจากเสียงเพลงสนุกและผู้คนหัวเราะ กลับมีโต๊ะหนึ่งที่พากันนั่งเงียบราวกับเอาร่างกายมาอย่างเดียวแต่วิญญาณไม่รู้ไปลืมไว้ที่ไหน
“มึงว่าแพงเธอจะทำใจได้ไหมวะ”
ดวงตาคมกริบละสายตาจากดีเจและผู้คนเบื้องล่างมายังเพื่อนสนิทที่ถามทำลายความเงียบ เพราะตรงโซนนี้เป็นพื้นที่วีไอพี การพูดคุยของพวกเขาจึงไม่ต้องตะเบ็งเสียงแข่งกับเพลงมากนัก
“ไอ้ได้น่ะมันได้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาด้วย มึงควรอยู่ให้กำลังใจแพงเยอะๆ น้องยังเด็ก อีกอย่างเสียแม่ไปรอบนี้ก็จะมีแค่มึงแล้ว”
“พูดซะกูอยากกลับบ้านเลย”
“ก็กลับไปสิ นี่ก็จะห้าทุ่ม”
เหนือเมฆออกความเห็น วางแก้วบรั่นดีที่เหลือของเหลวเพียงนิดและไม่คิดจะเติมอีก แต่จะเช็คบิลทันทีถ้าเพื่อนของเขากลับ ลงบนโต๊ะ
“แล้วมึงอ่า?”
“จะกลับแล้วเหมือนกัน อีกสักพัก”
“งั้นออกไปสูบบุหรี่กับกูก่อนไหม”
คนถูกชวนพยักหน้า ทั้งคู่ลุกพากันเดินออกไปตรงจุดสำหรับสูบบุหรี่โดยเฉพาะ ก่อนต่างฝ่ายต่างอัดสารนิโคตินเข้าปอดแล้วพ่นออกมาเป็นควันเทาโขมง
“หึ ไม่อยากจะเชื่อว่ามึงเป็นหมอมะเร็ง”
ก้านนิ้วแกร่งที่กำลังหนีบมวนซิการ์ยกขึ้นจรดริมฝีปากชะงัก พลางหัวเราะในลำคอ
“มึงพูดเหมือนแม่กูเลย”
“อืม แพงก็อยากให้กูเลิก เข้าใจ..ผู้ป่วยมะเร็งอยู่ให้เห็นทุกวัน คงจะกลัวกูเป็นไปอีกคน”
“ถ้ามึงเป็นกูจะไม่รักษา”
“อ่าวทำไม”
“เสียเวลา ยังไงก็ตาย”
“อ่า สมที่เป็นเพื่อนรักกู”
ทั้งสองคนยืนคุยกันอยู่พัก จนมวนบุหรี่ในมือหมดถึงจะพากันแยกย้าย อาคีราขอตัวกลับก่อน ส่วนเหนือเมฆเดินเข้าไปในคลับอีกรอบ เพื่อต้องการนั่งเอาบรรยากาศอีกสักหน่อย จังหวะนั้นหันไปเห็นใครคนหนึ่งเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา อยู่ในลักษณะกำลังเมามายไร้สติ โดยมีผู้ชายคนหนึ่งประคองอยู่
ร่างสูงหยุดอยู่ตรงซอกตรอก ซอยเล็กเป็นทางลัดเข้าไปในคลับที่ปราศจากผู้คน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ ส่วนใหญ่จะเป็นแขกวีไอพี ถึงขนาดกอดอกพิงกำแพงเพื่อรอดูสถานการณ์หากถามเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงทำ บอกเลยเขาเองก็ตอบไม่ได้ แต่จะให้เดินกลับเข้าไปข้างในโดยไม่สนใจก็คงทำไม่ได้เช่นเดียวกัน ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นคือคนที่เขาเคยเกือบจะมีอะไรด้วย
“คนใหม่เหรอวะ”
เขาพึมพำยืนดูจนกระทั่งเธอกับผู้ชายคนนั้นพากันขึ้นรถไป ไม่ได้จอดนิ่งอย่างที่ใจแอบคิด แต่กลับแล่นออกจากลาน มุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่งที่เขาเองก็ไม่รู้
เหนือเมฆเห็นแบบนั้นถึงกับแค่นหัวเราะ ก่อนจะยักไหล่แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปข้างใน เพิ่งจะรู้เหตุผลของตัวเองที่อุตส่าห์ลงทุนยืนมองอยู่นั้นก็ตอนรถคนนั้นแล่นออกไปแล้ว สมมุติว่าเมื่อกี้นี้ผู้หญิงที่เมาไม่เต็มใจจะไป แล้วตะโกนขอความช่วยเหลือ แน่นอนว่าเขาจะพุ่งออกไปอย่างไม่ลังเลเลย หากแต่เธอเต็มใจไปกับเขา แน่นอนว่าเหนือเมฆที่เห็นแบบนั้นถึงขั้นส่ายหัว รู้สึกโชคดีเป็นอย่างมากที่ไม่หลวมตัวมีอะไรกับหล่อน
คอนโดวันหนึ่ง
รถที่เธอนั่งแล่นช้าเข้ามาจอดสนิทบนลานจอดรถใต้ถุนคอนโด ตู๋เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องหันมาขมวดคิ้วหลังจากดับเครื่องยนต์แล้ว
“ไหวไหมเนี่ยพี่” เป็นคำถามที่ไม่น่าจะได้รับคำตอบ เนื่องจากร่างบางข้างคนขับในตอนนี้หลับคอพับไปแล้ว “เยี่ยมเลย”
ลำบากคนที่อาสามาส่ง กะส่งแค่ใต้คอนโดในทีแรกต้องแบกไปส่งถึงบนห้อง ซึ่งแน่นอนว่าการแบกวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่มันไม่ง่ายเลย สำหรับเขาแบกข้าวสารยังซะดีกว่า เพราะถึงจะหนักมาก แต่มันก็อยู่นิ่ง ไม่เหมือนกับเธอหนักพอกับข้าวสาร แล้วก็ซนราวกับลิง
“กุญแจอยู่ไหนพี่”
ตู๋ถามตอนที่ออกจากลิฟต์มาถึงหน้าประตูห้องแล้ววางเธอลง หากแต่ปล่อยให้ยืนเองไม่ได้ ยังจะต้องประคองไว้ เพราะคนตัวเล็กไม่มีสติแล้ว
“มึงใครวะ”
“จะใครล่ะ ผมก็น้องสุดที่รักของพี่ไงครับ เอากุญแจมา”
“กูไม่มีน้องโว้ย มึงโจรใช่ไหม”
“อย่าเรื้อนดิวะพี่ เร็ว เดี๋ยวคนอื่นก็ออกมาด่าหรอก พี่แม่งเมาแล้วโคตรเสียงดัง”
“อ๋อ กูจำได้แล้ว มึง..ไอ้ตู๋!... ใช่ป่าว”
คราวนี้เจ้าของชื่อที่ดูจะหงุดหงิดในทีแรก เนื่องจากอีกคนซุกซนจนเกินไป ถึงกับต้องหลุดหัวเราะให้กับความทะเล้นของเธอ พลางตัดสินใจถือวิสาสะหาคีย์การ์ดด้วยตัวเอง ซึ่งมันอยู่ในกระเป๋าที่เธอกำลังสะพาย และแน่นอนว่าเขาจะต้องล้วงออกมา
“เออ ผมตู๋ ยืนนิ่งๆ ทีหลังถ้าเมาแบบนี้ไม่ต้องโทรหาผมแล้วนะ นอนคลับไปเลย”
แกร็ก!
“ตู๋มึงรู้ไหม ไอ้เซนต์มาขอคืนดีกู”
ประตูเปิดพอดีกับที่เจ้าของห้องพูด ทั้งที่เขารู้มาบ้างแล้วจากคำบอกเล่าของโจเนื่องจากพักหลังๆเห็นแฟนเก่าเธอมาป้วนเปี้ยนแถวร้านบ่อย แต่พอได้ยินจากปากเจ้าของกลับเลี่ยงชะงักไม่ได้ เขายืนนิ่งไปอึดใจเพื่อสังเกตอาการ ดูก็ออกว่าเธอนั้นเสียใจแค่ไหนถึงได้ปล่อยตัวเมามายแบบนี้ ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจจนคลี่ยิ้มออกมา แทนที่จะสงสารเธอ
“อืมรู้.. มา เข้ามาก่อน”
“รู้แล้วทำไมมึงไม่ห้ามมันวะ”
“ผมจะไปห้ามอะไรเขาพี่ แค่รู้จักไม่ได้สนิทกัน ถ้าสนิทคงโดนผมต่อยไปแล้ว”
“มึงว่าไงนะ”
ประโยคหลังเสียงเขาเบา จนคนเมาไม่ได้ยิน เธอถามซ้ำแต่เจ้าของประโยคกลับเฉไฉเปลี่ยนเรื่องอื่น
“พี่กินน้ำหน่อยนะ จะได้สร่างสักนิด เดี๋ยวตื่นมาปวดหัว”
จากนั้นก็ถือวิสาสะเดินไปในครัว เทน้ำในเหยือกใส่แก้วแล้วถือออกมา หากแต่ยื่นให้อีกคนไม่ทันได้รับ กลับปัดแก้วนั้นจนมันตกกระจาย
เพล้ง!
“กลับไป แล้วปิดประตูให้กูด้วย”
หญิงสาวโบกมือไล่ ก่อนทิ้งตัวลงกลางเตียงแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น แทนที่เขาจะโกรธเพราะเธอทำเลอะจนเขาต้องไปหาไม้ถูพื้นมาเช็ด กลับยืนมองด้วยความสงสารแทน พลางถอนหายใจออกมาแรงๆ
“อืม ผมกลับก็ได้ พี่ก็อย่าร้องไห้ให้มันมาก คนเลวๆแบบนั้นไม่คู่ควรกับน้ำตาพี่หรอก” ถึงอยากจะปลอบขนาดไหน แต่เขาก็รู้ขอบเขตดี และมั่นใจหากทำอะไรเกินเลยเธอตื่นมามีสติในวันรุ่งขึ้นจะต้องไม่เหมือนเดิมแน่ เขาจึงเลือกที่จะทิ้งระยะห่าง ทำได้แค่ห่วง ปล่อยให้ความชอบอยู่ได้แค่ในใจไปอย่างนั้น สำหรับเขาแค่เธอนึกถึงยามอ่อนแอ โทรให้มารับตอนเมาเพราะความไว้ใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ถึงได้สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่า เขาจะไม่ทำลายมิตรภาพข้อนี้โดยเด็ดขาด!
“ล็อคประตูให้ด้วย”
“ครับ พรุ่งนี้ถ้าพี่ไปทำงานไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะ ผมจะหยุดเรียนมาทำแทนพี่เอง”
“อืม ขอบใจ แต่ไม่ต้อง กูไหว”
เมื่อบานประตูปิดลงพร้อมเสียงล็อคจากข้างใน คนบนเตียงทิ้งความเงียบไว้ราวสิบนาทีจึงจะพยุงตัวเองลุกขึ้นมานั่ง ก้มมองผลงานของตัวเองที่มาจากนิสัยแย่ๆที่แสร้งทำ เพราะไม่อยากให้เพื่อนรุ่นน้องต้องอยู่นานกว่านี้ เนื่องจากเธอรู้ดีเขาคิดอะไรกับเธอ อีกอย่างเธอไม่ได้อยากอ่อนแอต่อหน้าเขา ส่วนเมื่อครู่ที่เธอร้องไห้มันมาจากความผิดพลาด เธอปิดกั้นความรู้สึกไว้ต่อไปไม่ได้ แต่พอน้ำตาเอ่อล้น หน้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ สติจึงกับมาบ้างเล็กน้อย
“ขอโทษนะตู๋”