บทที่ 11 อย่าแพ้นะ

2257 Words
ในขณะที่คำถามถูกพ่นออกมาไม่หยุด คนถูกถามยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่เลย เอาเข้าจริงการเจอเขาในสถานที่แบบนี้ และบริบทที่ไม่พร้อมแบบนี้มันทำให้เธอตกอยู่ในสภาวะช็อคได้ ทั้งที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าโอกาสที่จะได้เจอค่อนข้างสูง เขาคงรอจังหวะนี้อยู่ แต่เธอก็ยังเลือกที่จะเดินออกมาเพราะคิดว่าเขาคงไม่กล้าทำอะไรรุนแรง อย่างน้อยก็แค่สรรหาคำพูดลบๆมาทำให้ไม่สบายใจ ซึ่งแน่นอนว่าเดาถูก เซนต์ค่อนข้างทิ้งระยะห่าง จะมีก็แต่สายตาคมกริบแฝงความขุ่นเคือง กับวาจาเชือดเฉือนให้รู้สึกไม่สบายใจก็เท่านั้น “นี่พี่มาดักรอหนึ่งเหรอ” “ไม่ใช่มึงแล้วใคร?” “รอทำไม? หลบไป หนึ่งจะกลับไปทำงาน” “เดี๋ยวสิ คุยกันก่อน งานอะไรมึง? มึงมาอ่อยชู้ก็พูด” หัวใจของเธอหล่นวูบ เมื่อก้าวหลีกไปทางขวา แล้วเขาก็เบี่ยงมาขวางไว้ แน่นอนนั่นคือคำตอบที่บอกว่ามันจะไม่จบง่ายๆแน่ “ต้องการอะไร” “ไปกับพี่” เสียงของเขาแผ่วเบาลงและแทนสรรพนามของตัวเองให้น่าฟัง เพียงเพราะไม่ต้องการให้ร่างเล็กตรงหน้ากระโตกกระตาก จนเป็นจุดสนใจคนที่ผ่านไปผ่านมา “ไม่ไป เราเลิกกันแล้ว พี่นั่นแหละพอสักที ปล่อยหนึ่งไป อย่ามารังควานกันเลย” เซนต์เลิกคิ้วสูง สีหน้าของเขาถัดไปทางขบขันซะมากกว่า เขาหันมองไปยังทางออกพร้อมใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม เมื่อไม่เห็นว่าใครเดินผ่านมาทางนี้จึงถลาเข้ามาฉวยต้นแขนเรียว แล้วบีบแรงซะจนเธอเจ็บ “กูไปเลิกกับมึงตอนไหนหนึ่ง มีแต่มึงที่หนีกูไป” “ทั้งนอกใจนอกกายทำเลว ทำไม่ดีไว้ตั้งเยอะ ใครมันจะทน ถึงไม่บอกว่าเลิก แต่หนีออกมาอย่างนี้ก็ควรจะรู้ตัวไหม? ว่ากูไม่เอาแล้ว” ร่างสูงออกแรงบีบแขนเธอมากขึ้น สาวเจ้ากัดฟันกรอดเลือกที่จะจ้องหน้าเขาคืน ขณะที่เขาจ้องเขม็งเธออยู่เช่นเดียวกัน ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันแค่นิดเดียว “แล้วมึงล่ะหนึ่ง ไม่ได้นอกใจนอกกายกูเลยงั้นสิ” “หนึ่งไม่ได้นอกใจ” “แล้วไอ้เหนือเมฆนั่นล่ะ มันเป็นอะไรกับมึง” “ใคร? เขาชื่อเหนือเมฆเหรอ” “อย่ามาตอแหลหน่อยเลย” คำหยาบโลนถูกพ่นออกมาจากปากของเขาไม่เว้นวรรค วันหนึ่งที่ไม่อาจจะทนฟังเริ่มดิ้นรนต้องการหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ แต่เหมือนยิ่งออกแรงดิ้น ยิ่งดันทุรังให้เขาบีบแรงขึ้นจนเธอเริ่มทนไม่ไหว “กูเจ็บนะพี่เซนต์ ที่นี่ที่ไหนมึงดูบ้าง คนเยอะแยะมึงอยากไปนอนในคุกรึไง” “ไม่ต้องมาขู่ กูไม่กลัว ไปกับกูซะหนึ่ง ก่อนที่มันจะแย่กว่านี้” “ไม่กลัวใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู..ช่วยด้วยค่ะ! โอ้ย..” “หุบปาก” เซนต์ออกแรงบีบพร้อมกัดฟันกรอด เธอจำต้องหยุดตะโกน เนื่องจากความเจ็บปวดนั้นเหมือนจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เธอรู้สึกเหมือนกระดูกกำลังจะแหลกคามือเขา “กู..เจ็บ” “ครั้งนี้กูจะปล่อยมึงไปก็ได้หนึ่ง” เขาเลื่อนหน้าเข้ามากระซิบข้างหู “เพราะถึงยังไงมึงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี” “หมายความว่าไง” “เรซนี้พี่ชายกูแข่งกับมัน เขาถามกูว่าอยากได้อะไรเป็นของรางวัลถ้าเขาชนะ แน่นอนว่ากูขอให้เขาช่วยพามึงกลับมา” “ไม่มีใครบังคับกูได้ทั้งนั้น” “ลองดูไหมล่ะ..” ครืด... เซนต์เริ่มปล่อยมือออกจากแขนเธอและถอยห่างไปก็ตอนที่มีคนกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาทางนี้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทรศัพท์ของเธอดังพอดี เธอชำเลืองมองร่างสูงที่ยืนจ้องเขม็งอยู่ด้วยสีหน้ากังวลสุดๆ ก่อนจะเบือนหนีไปทางอื่นก็ตอนมันขยิบตาให้ และถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้งเมื่อมันเดินกลับไป ทิ้งเธอไว้ตามลำพัง แต่ไม่นานกลุ่มคนที่ว่าก็เดินมาถึงพอดี ครืด.. เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่สองหลังดับไปแล้วรอบหนึ่ง ดึงสติให้เธอกลับมาสนใจมันต่อ ร่างเล็กชะงักอีกรอบเมื่อเห็นเป็นหมายเลขแปลกที่ยังไม่ได้มีการจัดเก็บ ทว่ากลับเลือกกดรับเพราะสังหรณ์ใจว่าจะเป็นเบอร์เขา เหนือเมฆ “ฮัลโหล” แล้วมันก็จริง (ไปเข้าห้องน้ำถึงไหน หลงทางรึไง) เสียงทุ้มที่ทำให้เธอต้องเอียงคอ และเมื่อจำเสียงได้ว่าเป็นใคร ดวงตาถึงกับเบิกกว้างทันที “กำลังจะไปค่ะ” ทั้งที่ต้องสงสัยเป็นอย่างแรกว่าเขาไปเอาเบอร์เธอมาจากไหน แต่เพราะตกใจเรื่องที่เธอหายมานานจนต้องถูกโทรตาม ทำให้เธอเลือกที่จะสลัดความสงสัยนั้นไป เดาว่าคงจะถามเพื่อนรุ่นน้อง ไม่ก็หลินคนจ้างงานเธอเป็นแน่ เธอเดินเร็วฝ่าผู้คนมากมาย ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับหอบตัวโยน ร่างสูงเลิกคิ้วสูงขึ้นทันทีที่เห็นเธอ โน้มตัวลงมาเล็กน้อยราวกับกำลังรอให้เธออธิบาย แต่พอเห็นว่าเธอเอาแต่เงียบเขาจึงละความคิดที่จะทำสิ่งนั้น เปลี่ยนเป็นยืนทำสมาธิเตรียมลงแข่งแทน วันหนึ่งจึงใช้โอกาสนั้นเดินไปหยิบน้ำดื่มกับร่มมายืนประจำที่ จนกระทั่งถึงเวลา เธอจึงจะเดินตามหลังและกางร่มให้ แน่นอนว่าภาพนั้นเป็นจุดเด่นเรียกสายตาหลายคู่ให้หันมองมา หนึ่งในนั้นนอกจากจะชื่นชมว่าทั้งคู่สวยหล่อแล้ว ยังมีแรงแค้น และอิจฉาปะปนอยู่ ร่างเล็กรู้ดีมันมาจากทางไหน ทว่าเธอไม่สน เลือกที่จะทำตามหน้าที่สนใจแต่ร่างสูงตรงหน้าแทน ซึ่งตอนนี้เขาดูดีและเท่มากๆ สมควรแล้วที่จะถูกแทะโลมผ่านสายตาผู้หญิงมากมาย และแน่นอนว่าเธอเองก็ถูกผู้ชายมองเป็นตาเดียวเช่นกัน “อวยพรกันหน่อยสิ” “คะ?” “ใจคอจะเอาแต่ยืนเงียบหรือไง” “ฉะ ฉัน..” เธอกำลังงุนงงว่าเรซควีนอย่างเธอ สามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยหรือ ในขณะที่เธอกำลังเม้มปากแน่น และร่างสูงเอาแต่ยืนจ้องราวกับกำลังรอคำตอบ สาวเจ้าถึงกับประหม่า มือที่ถือร่มบีบที่จับจนขึ้นเส้น เหนือเมฆเผอิญเหลือบตาไปเห็นถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน “แค่อวยพร ไม่เห็นจะต้องเกร็งขนาดนั้นเลย..ช่างเถอะ” เตรียมตัวจะเดินไปที่รถ จังหวะยื่นมือไปจะเปิดประตู กลับต้องยืนชะงักนิ่ง “อย่าแพ้นะ” แน่นอนว่าเขาหันกลับมามองเธอใหม่ พร้อมสีหน้าที่แปลกใจสุดๆ “หืม..อีกทีสิ ผมไม่ทันฟัง” “ฉันบอกว่า..คุณอย่าแพ้เขานะ” เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง กำลังสังเกตสีหน้าของเธอผ่านม่านตาสีน้ำตาลเข้ม เพียงแค่เห็นความตึงเครียดและกังวลภายในนั้นจึงโน้มหน้าลงมา ภาพนั้นเรียกความสนใจจากคนรอบสนามอีกเท่าทวี หนึ่งในนั้นคือเพิร์ธที่ยืนขมวดคิ้ว และหลินที่ยืนอ้าปากค้าง ส่วนคนนอกกำลังคิดว่าทั้งคู่อาจเป็นแฟนกัน “แล้วถ้าผมแพ้ล่ะ” “กะ ก็ไม่เป็นไร..” “แล้วถ้าชนะ..จะได้อะไร” เขาไม่รอคำตอบยืดตัวตรงกวาดตามองไปรอบบริเวณ ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงพิทที่มีเซนต์ยืนอยู่ เพียงแค่นั้นจึงเดาได้ทันทีผู้หญิงคนนี้กำลังกังวลเรื่องอะไร “มีรางวัลให้ผมหรือเปล่า” “รางวัลอะไร” วันหนึ่งขมวดคิ้วให้กับคำถามของเขา “ไม่รู้สิ อันที่จริงผมไม่ได้คาดหวังกับการแข่งขันครั้งนี้นักหรอก แต่ถ้าคุณคาดหวัง..ก็แค่อัดฉีดผม” “คุณอยากได้อะไร” “ถ้าผมอยากได้ คุณจะให้...ทุกอย่างหรือเปล่า” บทเวลายากมันก็ยาก หญิงสาวนึกตำหนิตัวเองไม่น่าไปพูดแบบนั้นกับเขาเลย จนเธอไม่รู้ว่าประโยคที่เขาพูดมาทั้งหมดนี้หมายถึงอะไร รู้แค่ความคิดของตัวเองเพียงอย่างเดียว ว่าถ้าเขาตรงหน้าชนะ ก็ดีกว่าแพ้ไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยมันก็ทำให้คำขอของเซนต์ไม่เป็นจริง ทั้งที่รู้ว่าพวกมันอาจไม่มีสัจจะอะไรเลย เป็นเธอที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงหลังจากนี้ “ฉันไม่แน่ใจ?” สาวเจ้าบอกตามตรงจังหวะเงยหน้าขึ้น กลีบปากอวบอิ่มที่เม้มเข้าหากันสนิทตอนนี้นั้นทำให้เหนือเมฆแค่นหัวเราะ โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเธออีกครั้ง คราวนี้จงใจทำให้เซนต์เห็น “เอาเป็นว่าจะชนะให้ก็แล้วกัน” แต่ดูเหมือนว่าคนถูกกระซิบจะตกใจซะมากกว่า เธอยืนตัวแข็งทื่อ เพราะจังหวะนั้นที่เขาโน้มตัวลงมาไม่ได้เพียงกระซิบอย่างเดียว ทว่าก้านนิ้วแกร่งที่สวมถุงมืออยู่ จู่ๆก็ยื่นมาเกลี่ยพวงแก้มเธอด้วย เรียกเสียงโห่ร้องอยู่บนอัฒจันทร์และกองเชียร์ขอบสนามแว่วดังระงม เนื่องจากว่าภาพเมื่อกี้ถูกฉายอยู่บนจอใหญ่ แถมมีกล้องมากมายนับไม่ถ้วนกดชัตเตอร์รัวๆ อีกด้วย ร่างเล็กเดินถอยร่นออกห่างจากจุดที่ยืนมาประจำที่ของตัวเองเพื่อเปลี่ยนบริบทเป็นกองเชียร์ชั่วคราว ความหวังของเธอในตอนนี้อยู่ที่เขา แต่พอเห็นคู่แข่งที่เหมือนจะเป็นตัวตึงอย่างที่หลินบอกจริง กลางอกของเธอก็เกิดร้อนวูบวาบขึ้นมา ดวงตากลมโตมองไปยังรถแข่งตรงกริดสตาร์ทนั้น แล้วจ้องเขม็งแค่รถหมายเลขสิบเก้าเพียงจุดเดียว ไม่กล้าที่จะวอกแวกไปไหน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มนั่นหมายความว่าคนที่อยู่หลังพวงมาลัยจะต้องพร้อมแล้ว เหลือก็แต่สัญญาณไฟห้าดวงดับลง จากนั้นรถก็เร่งความเร็วพุ่งทะยานออกไปพร้อมกันเพื่อที่จะชิงความได้เปรียบก่อนเข้าโค้งแรก วันหนึ่งเอาแต่ยืนมอง GT3 สีดำแถบแดง ไม่ทันสังเกตว่าเพิร์ธได้ย้ายที่มายืนอยู่ข้างเธอแล้ว กว่าจะรู้ตัวก็ตอนก้านนิ้วแกร่งยื่นมาสะกิด เธอสะดุ้งเล็กน้อยหันไปมองเขา “ตกใจหมดเลยเพิร์ธ” “เหมือนว่าพี่จะใจลอยนะ คิดเรื่องไรอยู่” “เปล่า กำลังมองรถเพลินๆ..” “ขอโทษนะครับที่ผมเอาเบอร์ของพี่ให้เขา ทีแรกกะจะโทรเอง แต่เขาเอาแต่เร่งให้ตรวจเช็ครถ ผมก็เลยบอกเลขพี่ไป” สีหน้าวิตกกังวลในทีแรกของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันที พลางพยักหน้าช้าๆ เพราะเรื่องนี้มันเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับเรื่องที่เธอกังวลอยู่ เรื่องของเซนต์คนที่เอาแต่ยืนมองมายังเธอตาแทบไม่กะพริบมากกว่าที่น่ากลัวที่สุด “คิดว่าเขาจะชนะไหม” ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอโพล่ประโยคนี้ออกไป เพิร์ธที่ยังคงติดอยู่ในวังวนรู้สึกผิดที่ถือวิสาสะให้เบอร์โทรของเธอกับคนอื่นไปโดยพลการ ทั้งที่เจ้าของยังไม่อนุญาต และที่สำคัญใจเขาไม่อยากให้ด้วย เนื่องรู้สึกหวง ถึงกับชะงักค้างกลางคัน “พี่เหนือนะเหรอครับ” “ใช่” “...เขาไม่เคยแพ้นะ” เพิร์ธตอบตามจริง เพราะเท่าที่เห็นที่ผ่านมาเหนือเมฆไม่เคยมีประวัติว่าแพ้ใครเลย ในขณะสายตามองสลับไปด้วยระหว่างเธอกับรถในสนาม เห็นรถคันนั้นที่เธอพูดถึงทะยานด้วยความเร็วสูงแซงรถทุกคันที่อยู่ข้างหน้า เห็นทริคมากมายด้วยตาของตัวเอง รู้สึกทึ่งสุดๆ เพราะบางอย่างเขาไม่เคยสอน หากแต่ตอนนี้ความมึนงงที่มีระหว่างรุ่นพี่ของเขากับเธอมากกว่าที่ทำให้สมองปั่นป่วน ลืมความตื่นตาตื่นใจไปซะสนิท ไม่รู้สึกลุ้นระทึกอย่างเช่นทุกครั้ง เพราะรู้อยู่แล้วเหนือเมฆต้องชนะ และภาพที่เห็นก่อนหน้านี้มันทำให้เขาใจแป้วมากกว่า เพราะเท่าที่รู้มาไม่ว่าเรซควีนคนไหนได้ยืนอยู่ข้างเขา เหนือเมฆไม่เคยยื่นมือไปสัมผัสตัวพวกหล่อนเลยสักคน เผลอๆทิ้งระยะห่างอีกต่างหาก ตอนนี้รถหมายเลขที่สิบเก้าทะยานจากอันดับรองขยับแซงขึ้นมาอยู่คันแรกและคว้าชัยชนะไปได้ นาทีนี้ทั้งสนามพากันโห่ดีใจ เพิร์ธกลับหันมองเธอ เขาเห็นรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้าสวยหวานนั้น ถึงไม่ได้กว้างมาก แต่ก็ทำให้รู้สึกว่า เหนือเมฆกับวันหนึ่ง มีอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้ซ่อนอยู่ “ชนะแล้ว” ร่างเล็กหันมาบอกร่างสูงข้างๆอย่างลืมตัว และจังหวะนั้นเองที่เพิร์ธจะต้องสลัดทิ้งความคิดทุกอย่าง เพื่อส่งยิ้มกว้างกลับไปให้เธอ หลังยืนเหม่ออยู่ตั้งนาน “เห็นไหมผมบอกพี่แล้ว ว่าเขาไม่เคยแพ้..” ประโยคหลังเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจงใจให้ตัวเองได้ยินคนเดียว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD