ในที่สุดวันหนึ่งก็ย้ายคอนโด และไม่ลืมที่จะเข้าไปลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการถูกคุกคามครั้งนั้น โดยไม่บอกใครแม้แต่คนเดียว
“เท่าไหร่พี่”
“ตอนแรกนึกว่าของเยอะ ถ้าอย่างนั้นพี่คิดห้าร้อยละกัน”
เรื่องขนของเธอก็จ้างรถขนส่งเอา แน่นอนว่าของไม่เยอะ มีแค่ของจำเป็นจึงไม่เสียเงินเท่าไหร่นัก ที่คิดไปคงเป็นค่าน้ำมัน เนื่องจากตอนมาค่อนข้างจะรถติด
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวพยักหน้าพร้อมกับพลิกโทรศัพท์ที่มีรูปสลิปบนหน้าจอให้เขาดู จากนั้นจึงจะเก็บมันใส่กระเป๋าสะพายตามเดิม เตรียมขนของที่ถูกนำลงจากรถมาวางกองไว้ตรงพื้น เพื่อขนย้ายขึ้นไปข้างบนห้องพัก ซึ่งติดต่อนิติเอาไว้ก่อนแล้ว
เสียงถอนหายใจแรงถูกพ่นออกมาในวินาทีที่ขนของจนหมด ทันทีที่ประตูปิดร่างเล็กก็ทรุดตัวนั่งลงบนพื้น เธอนั่งอยู่เฉยๆ ไม่คิดที่จะแตะข้าวของสักชิ้น ต้องการรอให้สมองของเธอหายมึนและตื้อก่อน อีกนัยยะไม่รู้จะต้องเริ่มจากตรงไหนก่อนดี ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งที่เธอเป็นคนจัดการ แต่กลับรู้สึกไม่ชินเพราะไม่ทันตั้งตัว
ผ่านไปหลายชั่วโมง
เธอที่เพิ่งจะหายเหนื่อย และตั้งสติได้ว่าควรจะทำอะไรก่อนหลัง เมื่อทยอยจัดของเสร็จแต่ไม่ทั้งหมด ก่อนจะพาตัวเองอาบน้ำเพื่อที่จะลงไปหาอะไรกิน และถือโอกาสนั้นสำรวจรอบๆบริเวณไปด้วย
“เอาบะหมี่เหลืองพิเศษเกี๊ยวค่ะ”
“ทานนี่?”
“ค่ะ ทานนี่”
“นั่งรอก่อนนะ”
วันหนึ่งพยักหน้าเดินไปหาโต๊ะนั่งรอตามเจ้าของร้านบอก ระหว่างนั้นสายตาสอดส่องไปทั่ว รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากที่ตรงจุดนี้เป็นเขตชุมชนค่อนข้างมีคนพลุกพล่าน หากแต่ดูไม่วุ่นวาย เนื่องจากส่วนใหญ่มีแต่คนทำงาน อีกทั้งอยู่ใกล้ร้านสะดวกซื้อ และฟาร์มาซี
“ของลื้อแห้งหรือน้ำ”
วันหนึ่งหันไปมองตามเสียง เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านหันมาคุยกับเธอจึงตะโกนกลับไป
“น้ำค่ะ”
ทันทีที่บะหมี่ชามนั้นถูกยกมาวางตรงหน้า เธอก็มองหาเครื่องปรุง และพบว่ามันมีอยู่ไม่กี่ชุดแถมวางอยู่บนโต๊ะคนอื่น เธอจึงเลือกโต๊ะที่ใกล้กับโต๊ะของตัวเองที่สุด ถ้าให้เดาทั้งคู่น่าจะเป็นแฟนกัน
“เอ่อ ขอโทษนะคะ ใช้อยู่ไหม”
เป็นผู้หญิงที่ช้อนตาขึ้นมองก่อนจะยิ้มกว้างแล้วส่ายหน้าให้
“เสร็จแล้วค่ะ เอาไปได้เลย”
เธอจึงยิ้มตอบแล้วรับมันมาจากมือผู้ชายซึ่งเป็นฝ่ายหยิบและยื่นให้
“ขอบคุณค่ะ”
“พักอยู่แถวนี้เหรอคะ”
จู่ๆ ผู้หญิงคนเดิมยิงคำถามจนเธอชะงัก แต่ไม่ลืมที่จะวางเครื่องปรุงซึ่งถือไว้อยู่ลงบนโต๊ะก่อนหันกลับมาพยักหน้าให้อีกคน
“ค่ะ พี่ก็ด้วยเหรอ”
“ใช่ เราสองคนพักที่นี่มาหลายปีแล้ว ก็ว่าหน้าไม่คุ้นเลย อยู่ตึกข้างหลังนี้ใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ”
“พวกพี่ก็พักตึกนั้นเหมือนกัน อยู่สบาย ปลอดภัยหายห่วง อืม..ว่าแต่น้องชื่ออะไรล่ะ”
“วันหนึ่งค่ะ”
“ฮะ?”
“วันหนึ่งค่ะ ชื่อหนู”
“อ๋อ..”
“ชื่อแปลกดี”
ผู้หญิงพยักหน้าเห็นด้วย หลังผู้ชายพูดแทรก พลางคลี่ยิ้มให้กับชื่อของเธอ
“พี่ชื่อหลินนะ” คนแนะนำชื่อเอามือทาบอก ก่อนหันไปหาอีกคน “ส่วนนี่พี่เพลิงแฟนพี่”
“ค่ะ ยินดีทีได้รู้จักนะคะ”
“เจอก็ทักได้ มีอะไรขาดเหลือให้ช่วยก็บอกนะ พวกพี่ไปล่ะ”
วันหนึ่งพยักหน้ายิ้มกว้างรู้สึกใจฟูสุดๆ มองตามจนพวกเขาเดินข้ามถนนหายไปในรถคันหรูที่จอดเทียบฟุตบาทอยู่ไม่ไกล ถึงจะละสายตาหันกลับมาสนใจบะหมี่ของตัวเองต่อ
“เป็นคนรวยที่ติดดิน?”
คิ้วคู่สวยเลิกขึ้นสูง สบายใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง เพราะนั่นเปรียบเสมือนเป็นสัญญาณที่ดีว่าวันแรกที่เข้ามาอยู่ที่นี่ถูกเจ้าถิ่นต้อนรับอย่างเป็นมิตร วันต่อๆไปก็คงจะราบรื่นไม่ต่างกัน
หลังจากกินเสร็จเธอก็แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อของที่ขาดเหลืออยู่สองสามอย่าง ถึงจะกลับขึ้นไป จังหวะวางข้าวของไว้บนโต๊ะในขณะนั้นข้อความแจ้งเตือนเข้ามาในโทรศัพท์พอดี
แชทตู๋
ตู๋ : วันนี้เข้าร้านหรือเปล่าพี่
เธอเปิดอ่าน ก่อนคำถามที่เขาพิมพ์มาจะทำให้เธอสะดุด นำกลับมาถามตัวเองต่อ ถามวนไปวนมา ไตร่ตรองดีๆอีกครั้ง เพื่อการตัดสินใจ
วันหนึ่ง : พรุ่งนี้ละกัน
ตู๋ : โอเค
ซึ่งเธอตัดสินใจว่าเธอจะ...ลาออก
วันนี้หญิงสาวตื่นเช้ากว่าปกติ เพื่อที่จะเก็บของที่เหลือให้เสร็จ และเดินทางไปยังร้านสัก ที่ใช้เวลานานกว่าที่เคย เนื่องจากเธอย้ายมาอยู่ที่ไกลกว่าเดิม และเมื่อไปถึงก็เห็นโจนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“เรื่องสำคัญอะไร ถึงบอกในโทรศัพท์ไม่ได้ ต้องนัดกูมาถึงที่นี่”
“ใจเย็นพี่ นี่ร้านพี่นะ ลืมรึไง เป็นอะไรนักถึงมาร้านตัวเองไม่ได้”
ร่างเล็กแยกเขี้ยวใส่ พลางยื่นซองสีน้ำตาลให้ในทันทีที่เดินมาถึงเคาน์เตอร์
“อะไร”
“เปิดดู”
โจที่กำลังวุ่นอยู่กับการตรวจรายการสินค้าที่ถูกส่งมาทุกอาทิตย์ ล้มเลิกความสนใจนั้นชั่วคราวมาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน ก่อนจะเปิดดู และนั่นทำให้เขาชะงักค้าง เหลือบตาขึ้นมองร่างเล็กตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เพื่อ?”
“เพื่อความปลอดภัย”
“อย่าปอดแหกให้มันมากนักเลยไอ้หนึ่ง คนอย่างนั้นจะมาทำไรร้านกูได้ กูไม่ให้ออก”
ใครจะรู้ว่าคนอย่างเธอก็มีมุมที่หวั่นไหวได้เหมือนกัน เมื่อคนตรงหน้าพูดประโยคที่สามารถทำให้เธอยืนตัวแข็งทื่อได้ วันหนึ่งจ้องหน้าเขาอยู่อึดใจในขณะที่เขาก็จ้องหน้าเธออยู่เช่นกัน ก่อนจะเป็นเธอที่เป็นฝ่ายละสายตาพลางใช้ลิ้นแตะกลีบปากตัวเอง
“ไม่ได้มาเพื่อให้ยื้อนะ เพราะเรื่องนี้หนึ่งไม่ได้เตรียมใจไว้”
ดวงตาของเธอแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด นั่นยิ่งทำให้เจ้าของร้านรู้ว่าเธอไม่ได้อยากจะลาออกเลยสักนิด
“ถ้ามึงอยากจะพักร้อนยาวๆอันนี้กูจัดให้ แต่จะลาออกมึงฝันไปเถอะ”
“พี่..”
“มีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ไขดิวะ ทำงานกับกูมากี่ปีแล้วหนึ่ง ตั้งแต่มึงใส่เสื้อช็อป แขนเกลี้ยงเกลา จนตอนนี้กูนึกว่าไปนอนทับหนังสือพิมพ์”
“ตลกเถอะ สักแค่แขนพูดซะเวอร์ ไม่เอาอะ ..หนึ่งไม่อยากให้พี่เดือดร้อน ก็รู้อยู่ไม่ใช่เรอะ ไอ้เซนต์เวลามันเป็นหมาบ้า มันเลวยังไง”
เธอส่ายหน้าค้านหัวชนฝา และแน่นอนว่าอีกคนก็ค้านหัวชนฝาไม่ต่างกัน เขาถอนลมหายใจพรืด มองหน้าเธอ จ้องเข้าไปในตาลึก สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“ยังไงกูก็ไม่ให้ออก พักร้อนสักครึ่งเดือนไป”
“พี่โจ”
“งั้นก็แล้วแต่มึง ถ้ายังเห็นกูเป็นพี่ชาย มึงก็แค่อยู่ เพราะตอนนี้กูกำลังยื้อมึงในฐานะน้องสาว แต่ถ้าไม่แล้วมึงก็ไปเลย แล้วอย่ากลับมาให้กูเห็นหน้าอีก”
ใครจะรู้ว่าไม้ตายที่ถูกงัดออกมาใช้ของโจครั้งนี้จะได้ผล เมื่อร่างเล็กเอาแต่ยืนนิ่งเม้มปากแน่น ประหนึ่งกำลังคิดหนัก พลางพ่นลมหายใจออกมาแทนคำตอบ ที่ทำให้โจเห็นแล้วคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจออกมา
“เรื่องไอ้เซนต์มึงไม่ต้องกังวลหรอก ร้านกูพังกูก็แค่ซ่อม แต่ถ้ามันกล้าถึงขนาดนั้น ก็ลองดูกันสักตั้ง”
หญิงสาวมองหน้าเขาตาไม่กะพริบ คราวนี้ใช้ดวงตาซาบซึ้งที่เต็มไปด้วยน้ำหล่อเลี้ยงเคลือบจนกลายเป็นกระจกใส ขอบตาร้อนผ่าวเป็นสีแดงก่ำ ไม่นานก็ถูกปล่อยลงมาเป็นสาย เมื่อกลั้นเอาไว้ไม่ไหว
“ขอบคุณนะพี่”
“ห่าเอ๊ย.. ร้องไห้ไม่สมกับเป็นมึงเลยนะหนึ่ง”
“พี่นั่นแหละ พูดให้หนึ่งร้อง คนนะโว้ยไม่ใช่พระอิฐพระปูน ถึงจะได้แข็งแกร่งตลอดเวลา”
คนฟังหัวเราะร่วน พลางยื่นมือมาวางไว้บนบ่าเล็กและออกแรงบีบเบาๆ
“อย่าไปเครียด มันก็คนเหมือนกับเรา จะเหนือกว่าคนอื่นได้ไง”
“ฮึก..”
“ที่พูดน่ะเข้าใจไหม”
“อือ เข้าใจ”
“ถ้างั้นก็กลับไปได้แล้ว ไสหัวออกไปจากร้านกู อีกสิบห้าวันค่อยมาเจอกัน”
ช่วงค่ำที่ห้องของเธอ หลังจากกลับมาจากร้านสักตามที่โจปรารถนาจะให้เป็น ร่างเล็กก็เอาแต่นั่งเป็นผักอยู่ข้างเตียง เธอเลือกที่จะนั่งบนพื้นเพราะมันเย็นดี
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนเรียกสติเธอกลับคืนมา และพบว่าความเหนื่อยหน่ายทำให้เธอขี้เกียจแม้กระทั่งเดินไปเปิดไฟในห้อง พอโทรศัพท์ถูกสะกิดให้จอเปิดแสงสว่างเข้าหน่อย ความสว่างโล่ก็แยงตาซะจนต้องหลับตาปี๋
แชทตู๋
ตู๋ : ย้ายคอนโดไม่เห็นบอกกันเลย ไหนจะเรื่องลาออกจากงานอีก นี่พี่กะจะไม่เห็นหัวผมเลยใช่ไหม
หลังจากนั้นต่อให้รู้สึกไร้เรี่ยวแรงแค่ไหน จำเป็นแล้วที่เธอจะต้องลุก เพื่อไปเปิดไฟ หาน้ำกินและต่อสายหาเจ้าของข้อความนั้น ที่ส่งมางอแงไม่เข้าท่า
(พี่นี่ใจดำกว่าที่คิดอีกนะ)
“กล้าด่ากูเลยเหรอตู๋”
(ผมจะโกรธพี่เลยด้วยซ้ำ ขืนเป็นแบบนั้นจริง นี่ใจคอจะไม่บอกกันเลยใช่ปะ ถ้าพี่โจไม่พูด พี่คิดจะปิดบังผมไปถึงเมื่อไหร่ หรือจริงๆแล้วอยากจะตัดขาดกันไปเลย)
“พี่โจนี่แม่ง..” ร่างเล็กแค่นหัวเราะ “จะมีสักครั้งไหมที่เก็บความลับให้กูได้”
(ผมตื๊อเขาเองแหละ รายนั้นก็แข็งแกร่งใช้ได้เหมือนกันกว่าจะบอก เล่นเอาผมนี่หมดแรง บอกมาเลยพี่อยู่ไหน ผมจะไปหา)
เสียงถอนหายใจเกิดขึ้นอีกครั้งหลังได้ยินคำนั้น ก่อนตู้เย็นที่ถูกเปิดออกจะค้างเอาไว้ เพราะเธอมัวแต่คิดเรื่องที่ปลายสายถาม จนลืมแล้วว่าเปิดฝาตู้เย็นออกมาเพื่อจะหยิบอะไร
“สักพักก่อนได้ไหมตู๋ ถ้าอยากเจอจริงกูจะออกไปหาเอง ตอนนี้ขอกูเก็บตัวสักพักเถอะ มึงก็รู้มันอาจจะตามมึงมา”
(มันจะเอาจริงขึ้นมาแล้วหรือไง)
คำถามนั้นย้อนให้เธอกลับไปนึกถึงคนที่เข้ามาช่วยเหลือเธออย่างไม่เกรงกลัว และนั่นเป็นชนวนเหตุให้เซนต์เข้าใจผิดและกลับมาแก้แค้นก็เป็นได้ หลังจากนี้เดาว่ามันคงจะไม่ปล่อยเธอ และคงกระทืบเธอจนจมตีนอย่างหลายครั้งที่เคยทำ จนเกิดฟางเส้นสุดท้ายให้เธอต้องเลิกรา และหนีหัวซุกหัวซนอย่างเช่นทุกวันนี้ ที่กินระยะเวลาไปสามเดือนแล้ว
“เออ”
ปลายสายได้ยินเช่นนั้นถึงกับเงียบ
(ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่พี่นะ ผมจะเคารพการตัดสินใจของพี่ มีอะไรให้ช่วยก็โทรมาได้ตลอด อย่ามองข้ามกันอีกล่ะ)
จากนั้นประโยคนุ่มนวลนี้ของเขาทำให้คนฟังอย่างเธอ ที่รู้สึกโดดเดี่ยวมาก่อนหน้านี้ถึงกับคลี่ยิ้ม ยิ้มน้อยๆพลางถอนหายใจแผ่วเบา
“อืม ขอบใจนะตู๋ มึงนี่แม่ง..แสนดีกับกูสุดๆ คิดอะไรกับกูไหมเนี่ย”
(เอาจริง พี่ก็รู้ผมคิดอะไร ไม่น่าถามเลยว่ะ)
ไม่นานก็ต้องหุบยิ้มทันควัน กลายเป็นแห้งเจื่อน หลังจากรับรู้ว่าประโยคที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มเรียบเมื่อกี้นี้ มาจากความรู้สึกที่เอาจริง
“จ้า พี่เข้าใจแล้วไอ้น้องรัก ไม่เห็นต้องทำให้พี่สาวคนนี้ใจเต้นแรงเลย”
(พี่สาว? อ่า..อะไรกันวะเนี่ย)
และแน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดกับเขาแบบนั้น สำหรับตู๋อย่างไรก็ยังเป็นได้แค่น้องชาย