“คุณคิมอย่า!”
ริมฝีปากอุ่นบดเบียดกลีบปากนุ่มอย่างรวดเร็วจนเธอตัวเกร็งทำอะไรไม่ถูก
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขากอดและหอมแก้มเธอคือตอนงานหมั้นเมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็แทบไม่เคยแตะต้องอีกเลย
พอรู้ตัวอีกทีเธอก็ถูกเขาบดจูบจนแทบหายใจไม่ทัน หญิงสาวเริ่มดิ้นรนต่อต้านการกระทำของเขา สองมือผลักอกกว้างแต่กลับไม่ช่วยอะไร
ยิ่งเธอพยายามดิ้นรนเท่าไหร่ดูเหมือนคุณคิมหันต์ก็ยิ่งกอดรัดเธอแน่นขึ้น และจูบเธอหนักหน่วงมากขึ้นด้วยเช่นกัน นั่นทำให้เธอรู้สึกปวดหนึบที่ริมฝีปากมากขึ้นเรื่อยๆ
คิมหันต์กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับรสหวานละมุนนุ่มลิ้นและความอ่อนเดียงสาที่เขาไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน
ยิ่งเธอต่อต้านเขาก็ยิ่งต้องการเอาชนะ ไม่ยอมให้เธอหลุดพ้นออกไปได้โดยง่าย
จากที่ตั้งใจเพียงจะแกล้งอีกฝ่ายให้รีบกลับ กลายเป็นว่าเขาพึงพอใจกับสัมผัสและรสชาติหอมหวานนี้จนไม่อยากปล่อยคนในอ้อมแขน
ลมหายใจของรวีรัมภาพาลจะขาดห้วงลงทุกทีในตอนที่คุณคิมหันต์ไล้ปลายลิ้นคลอเคลียในโพรงปาก มันรู้สึกโหวงเหวงหวามไหวในช่องท้องอย่างไรชอบกล
ฝ่ามือร้อนที่เค้นคลึงไปตามกายทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด
เมื่อความรู้สึกทุกอย่างหลอมรวมกันมันก็เหมือนจะทำให้เธอเป็นลมเสียให้ได้
“จะว่าไปเธอก็น่า ‘เอา’ อยู่ไม่น้อย”
ก่อนจะละออกคิมหันต์ใช้ฟันขบที่ริมฝีปากอิ่มและใช้ลิ้นเลียรอยฟันที่เขากัดเอาไว้ มันไม่ได้จบแค่นั้นเมื่อปลายจมูกคมเริ่มซุกไซ้ลงไปที่ลำคอของเธอ
คำพูดหยาบคายที่เขากล่าวไม่เพียงไม่ทำให้เธอนึกรังเกียจ แต่กลับใจสั่นไปกับมันอย่างน่าเหลือเชื่อ
“คุณคิม!” ความเจ็บเมื่อถูกเขางับที่ต้นคอทำให้เธอสะดุ้งไหวหลุดออกจากภวังค์ความคิด และเอ่ยห้ามในการกระทำของอีกฝ่ายที่กำลังจะล่วงล้ำกล้ำกรายเธอมากไปกว่านี้ “ปล่อยภาได้แล้ว พอเถอะค่ะ”
คิมหันต์พรมจูบพลางสูดดมกลิ่นกายสาวแสนหอมกรุ่น ร่างบางที่สั่นระริกในวงแขนมองเขาด้วยความหวาดระแวงเคล้าตื่นกลัว
“แค่นี้ก็จะให้พอแล้วเหรอ ไหนบอกว่าจะอยู่ด้วยกันสามวันไง”
“นั่นภาหมายถึงเราต่างคนต่างอยู่แบบทุกครั้ง ไม่ใช่แบบนี้”
“เสียใจด้วยนะ...ฉันไล่เธอแล้วแต่เธอไม่กลับตั้งแต่แรกเอง”
“คุณคิม!”
ร่างบางถูกช้อนอุ้มขึ้นแล้ววางลงบนโต๊ะอาหาร ชายหนุ่มแยกขาเรียวออกกว้างแล้วขยับตัวเข้าไปแทรกอยู่ตรงกลาง
รวีรัมภาจะขยับหนีทว่าถูกกักเอาไว้ภายใต้ร่างสูงใหญ่
จากนั้นเขาก็จูบเธอซ้ำอีกครั้งและคราวนี้มันรุนแรงเร่าร้อนมากกว่าเดิม เธอพยายามขยับปลายลิ้นหนีจากการสัมผัสนั้น แต่ยิ่งหนีเขาก็ยิ่งตามมาดูดดื่มคลอเคล้าอย่างหนักหน่วง
ข้อมือถูกรวบกดลงบนโต๊ะด้วยมือข้างเดียวของเขา ร่างกายเริ่มร้อนวูบวาบยามที่ฝ่ามือใหญ่อีกข้างลากไล้เค้นคลึงหนักๆ ผ่านเนื้อผ้า
ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าตนเองควรทำอย่างไร พยายามต่อต้านเขาแค่ไหนก็เหมือนกับไม้จิ้มฟันที่ริอาจจะงัดกับท่อนไม้ใหญ่ คุณคิมหันต์รังเกียจเธอมาตลอดจนเธอไม่คาดคิดว่าเขาจะทำเช่นนี้กับเธอได้
คิมหันต์ละเลียดเชยชิมริมฝีปากจิ้มลิ้นอย่างเผลอไผล
หอม... หวาน ... นุ่มนิ่ม....
ทุกอย่างที่เป็นเธอกำลังทำให้สติของเขาเริ่มกระเจิดกระเจิง
รวีรัมภาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้วในตอนนี้ เธอได้แต่หลับตาลงให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรอย่างที่เขาต้องการตามใจ เพราะยิ่งพยายามต่อต้านอีกฝ่ายก็ยิ่งรุนแรงกับเธอจนรู้สึกเจ็บ
เมื่อหญิงสาวนิ่งลง ไม่ขยับต่อต้านเขาแล้ว คิมหันต์จึงได้เงยหน้าขึ้นมามองเธอ
หัวใจของเขากระตุกวูบหนึ่ง เมื่อเห็นเธอตัวสั่นหลับตาหนีทั้งน้ำตานองหน้า ในขณะที่ร่างกายแน่นิ่งราวกับตุ๊กตาที่ยอมให้ทำอะไรก็ได้
เพียงเท่านั้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ก็ตีตื้นขึ้นมา ชายหนุ่มขยับออกจากการคุกคามนั้นทันที
“จะมาบีบน้ำตาทำไมในเมื่อเธอพาตัวเองมาที่นี่เพื่ออ่อยฉันเอง กะให้ฉันมีอะไรด้วยจะได้ให้คุณปู่จับแต่งงานไวๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ หึ...มารยา คิดว่าฉันจะเอาเธอทำเมียจริงๆ สินะ ฝันไปเถอะ” คิมหันต์แสร้งทำน้ำเสียงเกรี้ยวกราดใส่อีกฝ่ายแล้วผละออก ก่อนจะเดินหนีเข้าห้องทำงานไป
รวีรัมภาลืมตาขึ้นมาก็ไม่เจอเขาแล้ว เธอจึงรีบลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่ มือบางแตะที่ริมฝีปากแผ่วเบา ‘จูบแรก’ ของเธอกับเขาเมื่อสักครู่นี้ช่างร้อนรุ่มวาบหวามจนหัวใจเต้นระรัว
แต่ทว่าคงมีเพียงเธอคนเดียวที่ตื่นเต้นหวั่นไหวไปกับมัน เพราะคุณคิมหันต์คงไม่ได้สนใจหรือเห็นคุณค่า
หญิงสาวเดินไปหยิบกระเป๋าก่อนจะกลับออกไปจากคอนโดแห่งนี้อย่างที่เจ้าของห้องต้องการ คำพูดของเขาสร้างความปวดร้าวให้กับหัวใจของเธอยิ่งนัก ตอนนี้เธอไร้ค่าในสายตาของเขายิ่งกว่าเศษฝุ่นเสียอีก
เธอรู้ว่าเขาไม่อยากหมั้นตั้งแต่แรก ในขณะที่เธอเองกลับรับปากคุณปู่พฤกษ์ไว้แล้วว่าจะอดทนให้ถึงที่สุด
หากมีการถอนหมั้นเกิดขึ้นจริงมันจะต้องมาจากคุณคิมหันต์ที่เป็นคนยกเลิก ไม่ใช่เธออย่างแน่นอน นั่นคือคำสัญญาที่เธอให้ไว้กับผู้ใหญ่ที่เคารพรัก
รวีรัมภาจึงไม่อยากเสียคำพูด ทั้งที่เธอไม่อยากอยู่ในสถานะนี้อีกต่อไปแล้ว