“ยาย...”
ปริมเรียกชื่อยายออกมาทั้งน้ำตา เธอทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโรงพยาบาลอย่างไร้เรี่ยวแรง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ความห้าวหาญที่เคยมีแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี ในวินาทีนี้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเสียยายไปจริงๆ เพียงเพราะเธอไม่มีเงิน
ในขณะที่เสียงสะอื้นของเด็กสาวดังไปทั่วโถงทางเดิน เงาร่างสูงใหญ่ของคลาวด์ ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ก็ขยับก้าวเข้ามาใกล้ เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กสาวที่กำลังร้องไห้ปานจะขาดใจ
"ลุกขึ้นเถอะ"
สายตาคมกริบจ้องมองร่างบอบบางที่สั่นเทาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จากที่มองว่าเป็นแค่เด็กกวนประสาท ตอนนี้เขากลับเห็นเพียงเด็กสาวผู้หน้าสงสารเท่านั้น
“ผมเป็นลุงของเธอ... ผมจะเป็นคนเซ็นเอกสารทั้งหมดให้เอง”
น้ำเสียงทรงอำนาจที่ดังขึ้นจากผู้ชายร่างสูง ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นชะงักกึก ปริมเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ด้วยอาการกึ่งช็อก แววตาที่ยังชุ่มไปด้วยน้ำตาฉายแววงุนงงจนขมวดคิ้วมุ่น
“อ๊ะ! ฮึก... คะ… คุณลุง”
“แต่เมื่อกี้หนูคนนี้เพิ่งบอกว่าไม่มีญาติที่ไหนเหลือแล้วนี่คะ”
พยาบาลถามย้ำด้วยความสับสน สายตามองตรงไปที่เด็กสาวในชุดนักเรียนมอมแมม กับชายหนุ่มในสูทหรูหรา ที่ดูยังไงก็ไม่มีทางเป็นลุงของเด็กคนนี้ได้เลย
“ผมนี่แหละญาติ... เอกสารกี่ฉบับเอามาให้หมด”
คลาวด์เน้นคำชัดถ้อยชัดคำพร้อมกับรังสีความกดดันที่แผ่ออกมา จนพยาบาลถึงกับหน้าซีดแล้วรีบยื่นเอกสารในมือให้ ก่อนจะรีบก้มหน้าค้นหาเอกสารที่เหลือโดยไม่กล้าซักไซ้ต่อ
ปริมได้แต่พึมพำในลำคออย่างไม่อยากจะเชื่อหู
“เอ่อ... แต่ว่าคุณลุง...”
เธอไม่รู้จะซึ้งใจหรือจะงงดี ที่จู่ๆ เขาก็เสนอตัวเป็นญาติให้เธอซะงั้น ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขายังทำท่าเย็นชาใส่เธออยู่เลย
“พี่... ทำอะไรของพี่"
คราฟขมวดคิ้วเตรียมจะทักท้วง เพราะรู้ดีว่าพี่ชายของเขาไม่เคยยุ่งเรื่องของคนอื่น
“ลงไปรอฉันข้างล่าง เสร็จธุระแล้วเดี๋ยวฉันตามไป”
คลาวด์ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
“แต่ว่า...”
“ไปสิ!”
“อืม... ครับ”
คราฟรับคำอย่างเสียไม่ได้ เขาปรายตามองใบหน้าจิ้มลิ้มของปริมที่เริ่มมีสีเลือดและดูมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังยอมเดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกับบอดี้การ์ดคนอื่นๆ
"อยู่ๆก็ยอมให้เด็กนั่นเรียกลุง ทำอะไรของเขา"
คราฟพึมพำกับตัวเองอย่างอดไม่ได้
“นายด้วย พีพี... ลงไปรอฉันข้างล่าง”
คลาวด์ไม่ลืมหันไปสั่งลูกน้องคนสนิท ที่ยืนอารักขาอยู่ด้านหลัง
“ครับนาย”
เมื่อโถงทางเดินเหลือเพียงความเงียบ และเสียงหายใจที่ยังไม่เป็นจังหวะของปริม คลาวด์ก็ก้มลงมองยัยเด็กแสบที่ตอนนี้สภาพเหมือนแมวตกน้ำ เขาไม่ได้ปลอบโยน แต่กลับใช้สายตาคมกริบกดดันจนปริมต้องก้มหน้าหลบ
“เอกสารค่ะคุณ... เอ่อ... คุณคลาวด์”
พยาบาลสาวที่เพิ่งจะได้พินิจใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มตรงหน้าชัดๆ ถึงกับหน้าถอดสีและกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที เธอจำได้แล้วว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร เขาคือมหาเศรษฐีเจ้าของอาณาจักรเพชรผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง มือที่ถือแผ่นกระดาษสั่นน้อยๆ ขณะรีบยื่นเอกสารให้เขาอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีท่าทีอิดออดเหมือนเมื่อครู่อีกเลย
“..........”
คลาวด์ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร เขาเพียงแค่หยิบปากกาปลอกทองเนื้อดีออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท แล้วตวัดลายเซ็นลงบนเอกสารสำคัญทุกฉบับอย่างรวดเร็ว
ปริมยืนมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัว ลายเซ็นเพียงไม่กี่เส้นของเขา กลับมีค่ามากกว่าหยดน้ำตา และการวิงวอนของเธอนับร้อยนับพันครั้ง สิ่งที่เธอมองว่ามันคือทางตันและมืดมิด กลับถูกคลี่คลายลงได้ด้วยปลายนิ้วของผู้ชายคนนี้
หลังจากที่เขาตวัดปากกาเซ็นเอกสารจนเสร็จสิ้น ปริมก็รีบเอ่ยขอบคุณเขาทันที ราวกับความกดดันในอกถูกยกออกไปเปลาะหนึ่ง
“ขอบคุณคุณลุง... เอ่อ... ขอบคุณคุณมากนะคะ ขอบคุณที่เซ็นเอกสารให้หนู”
“อืม... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันไปละ”
คลาวด์ตอบรับในลำคอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอซ้ำเป็นครั้งที่สอง
“ค่ะ... ขอบคุณค่ะ”
ปริมก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยความนบนอบในจังหวะที่ร่างสูงเดินผ่าน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อบอวลอยู่รอบตัวเขา ทำให้เธอรู้สึกถึงระยะห่างของโลกสองใบได้ชัดเจนขึ้น
“เอ่อ... ค... คุณคะ...”
เธอพึมพำเรียกเขาในลำคอเพียงแผ่วเบา ใจหนึ่งอยากจะกระชากชายสูทเขาไว้ แล้วร้องขอความช่วยเหลือให้ถึงที่สุด แต่อีกใจหนึ่งกลับสั่นรัว จนเสียงมันไม่ยอมหลุดออกมาจากลำคอ
‘เอาไงดีปริม... แกจะปล่อยให้เขาไปแบบนี้เหรอ’ เธอคิดในใจอย่างวุ่นวาย คำพูดของพี่น้ำขิงที่ว่าเขาคือเจ้าของร้านเพชร ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแวบเข้ามาในหัว นั่นแปลว่าเขารวยมหาศาล และเงินค่ารักษายายสำหรับเขาอาจจะเป็นแค่เศษเงินก็ได้
แต่คนอย่างเขา จะมายอมให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเธอยืมเงินง่ายๆ ได้ยังไง แล้วถ้าเขาทวงดอกเบี้ยโหดๆ หรือมีข้อแลกเปลี่ยนที่น่ากลัวกว่านั้นล่ะ
ปริมยืนกำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ สายตามองตามแผ่นหลังกว้างที่เริ่มห่างออกไปทุกที ความกลัวที่จะเสียยายไปมันเริ่มทำงานหนักขึ้นจนชนะความอาย ‘ไม่ได้... ถ้าปล่อยลุงคนนี้ไป ยายตายแน่’ ความคิดจบลงปริมก็ก้าวขาออกไปเพียงครึ่งก้าว
“คุณลุงคะ! เอ่อ... ไม่สิ คุณคะ! คุณอย่าเพิ่งไปค่ะ!”
เสียงตะโกนของปริมดั้งก้องโถงทางเดินที่เงียบสงบ เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี วิ่งตามหลังแผ่นหลังกว้างนั้นไปติดๆ จนกระทั่งเขาหยุดเดิน
“..........”
คลาวด์หยุดนิ่งช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับมามองด้วยท่าทางนิ่งสนิท แววตาคมกริบที่ดูอ่านยากคู่นั้น จ้องลึกเข้ามาในดวงตาที่สั่นไหวของเด็กสาว
“เอ่อ... คือ... คือว่าหนู... หนูจะ... หนูจะขอ...”
ปริมเริ่มพูดติดอ่าง ความกล้าที่รวบรวมมาเมื่อครู่ เริ่มหดหายไปต่อหน้าความเย็นชาของคนตรงหน้า
“ว่าไง”
น้ำทุ้มต่ำเอ่ยถามสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความกดดัน
“คือ... หนูอยากได้เงินค่ะ หนูอยากได้เงินมารักษายายของหนู... คุณพอจะมีให้หนูยืมไหมคะ”
“หึ... ยืมงั้นเหรอ”
คลาวด์กระตุกยิ้มมุมปากเพียงนิด เป็นยิ้มที่ทำให้ปริมรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“แล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนมาคืนฉันล่ะ ยัยหนู”
“เอ่อ... หนู...”
ปริมเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เธออึ้งไปกับคำถามนั้นทันที เพราะในหัวคิดเพียงแค่ต้องหาเงินมาช่วยยายให้ได้ แต่ลืมคิดไปเสียสนิท ว่าเด็กมัธยมปลายที่ไม่มีแม้แต่บ้านเป็นของตัวเองอย่างเธอ จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเงินแสนเงินล้านมาคืนมหาเศรษฐีอย่างเขา
“ว่าไง... ถ้ายืมไปแล้ว เธอจะหาเงินจากไหนมาคืนฉัน”
คลาวด์ถามย้ำอีกครั้ง คราวนี้เขาขยับก้าวเข้ามาหาหนึ่งก้าว กลิ่นน้ำหอมและรังสีบางอย่างทำให้ปริมหายใจติดขัด
ในจังหวะที่ความสิ้นหวังพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ปริมหลับตาลงแน่นก่อนจะโพล่งคำถาม ที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาลออกไป
“แล้วถ้า... ถ้าหนู... เอ่อ... ถ้าให้หนูนอนกับคุณ... หนูจะได้เท่าไหร่คะ”
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบกริบราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ปริมไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมอง ว่าตอนนี้คนตรงหน้าทำสีหน้าอย่างไร เธอรู้สึกได้เพียงความอัปยศที่ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก แต่นี่คือของสิ่งเดียวที่เธอมีไว้แลกเพื่อต่อลมหายใจให้ของยาย