3 หนูอายุ 18 ปี

1585 Words
ห้องไอซียูโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ตื้ด... ตื้ด... ตื้ด... เสียงสัญญาณรอสายดังซ้ำๆ ราวกับจะตอกย้ำความว้าเหว่ในใจของปริม จนกระทั่งปลายสายกดรับ “ว่าไงปริม! แกอยู่ไหนเนี่ย ทำไมยังไม่มาอีก อีกห้านาทีอาจารย์จะเช็คชื่อแล้วนะ!” เสียงของฝุ่นเพื่อนสนิทเอ่ยขึ้นทันที ด้วยความร้อนรนตามสไตล์คนขยัน “ฝุ่น... ฮึก!... ฮึก!...” เสียงแรกที่ตอบกลับไปไม่ใช่คำทักทาย แต่เป็นเสียงสะอื้นไห้ที่หนักหน่วงจนคนฟังถึงกับชะงัก “ปริม แกร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรแก!” ฝุ่นตะโกนถามด้วยความตกใจ น้ำเสียงที่เคยเล่นหัวเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “แก... ฮึก!... แกลาอาจารย์ให้ฉันหน่อยนะ ยาย... ฮึก!... ยายฉันป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลด่วนเลยแก” “ยายเหรอ... แกหมายถึงยายกำไลน่ะเหรอปริม” “อืม...” ปริมพยักหน้าทั้งน้ำตา แม้เพื่อนจะมองไม่เห็นก็ตาม เธอพยายามสูดลมหายใจเพื่อจะพูดต่อแต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน “แล้วยายเป็นอะไรปริม หนักมากไหม” “ยาย... ฮึก! ฮื้อออออ...” สุดท้ายกำแพงความเข้มแข็งของเด็กสาววัย 18 ก็พังทลายลง ปริมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใครในโถงทางเดินโรงพยาบาล ก่อนจะฝืนเล่าอาการทั้งหมดที่คุณหมอบอกให้ฝุ่นฟัง ทั้งเรื่องโรคร้าย ค่ารักษาหลักแสนจนอาจบานไปไปจนถึงหลักล้าน และความจริงที่ว่าเธอไม่มีปัญญาจะรักษายายที่นี่ได้ “แก... ยายต้องนอนไอซียู หมอบอกให้ย้ายมาที่โรงพยาบาลเอกชน แต่ฉันไม่มีเงินเลยฝุ่น ฉันจะทำยังไงดี ฮึก!... ฉันจะทำยังไงดี” เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของปริม ทำให้ปลายสายเงียบกริบไปชั่วครู่ ฝุ่นได้แต่ปลอบใจเพื่อนด้วยเสียงที่สั่นไม่แพ้กัน “ปริม แกใจเย็นๆ นะ วันนี้ฉันจะบอกอาจารย์ให้ แล้วเดี๋ยวฉันจะรีบไปหาแกนะ แกใจเย็นๆ นะปริม!” ฝุ่นเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงลนลาน เพื่อนสนิทของเธอเองก็ตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แต่ก็พยายามดึงสติให้เพื่อนที่กำลังจะแตกสลาย “แก... ฉัน... ฉันกลัว...” คำสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากปากของปริมเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างถึงที่สุด เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กและไร้ทางสู้ขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต “ฉันรู้แก ฉันเข้าใจ... แต่ยังไงยายต้องไม่เป็นอะไรแกต้องใจเย็นๆ นะ มีสติให้มากๆ เดี๋ยวฉันจะรีบไปหาแกเดี๋ยวนี้เลย โอเคไหม” “อืม... ขอบใจแกมากนะฝุ่น” ปริมกดวางสายช้าๆ ก่อนจะทิ้งสายตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตามองลอดกระจกเข้าไปในห้องไอซียู เธอเห็นร่างของยายที่ถูกสายระโยงระยางพันรอบตัว ภาพนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนกลางใจ “เป็นไงบ้าง... ปู่ดีขึ้นแล้วใช่ไหม” จู่ๆ เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูอย่างประหลาดก็ดังขึ้นเบื้องหลัง ในขณะที่ปริมยังคงนั่งนิ่ง ทอดสายตาที่อ่อนล้าพยายามมองผ่านกระจกห้องไอซียู ไปยังร่างของยายกำไลที่นอนไม่ได้สติ “ก็ดีขึ้นมากแล้วครับ เห็นพี่หมอบอกว่าทุกอย่างดูดีขึ้นเยอะเลย” คราฟน้องชายของคลาวด์เอ่ยตอบพี่ชาย พลางก้าวเดินเคียงคู่กันมาด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย “อืม... ดี จะได้กลับบ้านซักที” คลาวด์ตอบสั้นๆ พลางเดินล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็คเนื้อดี ท่าทางนิ่งขรึมและรังสีความกดดันที่แผ่ออกมา ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านร่างบางที่กุมมือตัวเองจนสั่นเทา ปริมที่ได้ยินบทสนทนานั้นก็ค่อยๆ เงยหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาขึ้นมองตามที่มาของเสียง และทันทีที่สายตาประสานกัน หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง “คะ... คุณลุง...” เสียงหวานที่สั่นเครือหลุดออกมาจากริมฝีปากซีดเผือด คลาวด์ชะงักฝีเท้าทันที เขาหันขวับมามองเด็กสาวในชุดนักเรียนที่สภาพดูไม่ได้ แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังใบหน้าจิ้มลิ้ม ที่ตอนนี้มอมแมมไปด้วยน้ำตา ความเย็นชาในดวงตาของเขาไหววูบไปชั่วครู่ เมื่อเห็นท่าทางยัยเด็กห้าวที่เคยต่อปากต่อคำกับเขาเมื่อวาน เขาจำใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอได้ดี “เธอ... มาทำอะไรที่นี่” คลาวด์เอ่ยถามเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความสงสัย ในขณะที่บอดี้การ์ดที่เดินตามมาข้างหลัง เริ่มขยับตัวล้อมรอบเพื่อเตรียมป้องกัน แต่สายตาของปริมในตอนนี้ไม่ได้มีความหวาดกลัวเหลืออยู่เลย “คือ... ยายของหนู ยายของหนูป่วยหนักค่ะ” เสียงของปริมสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ หยดน้ำตาที่เพิ่งปาดออกไปเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาใหม่ เธอพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีจ้องมองลุงหน้าหล่อตรงหน้า “ยายงั้นเหรอ...” คลาวด์ทวนคำสั้นๆ ก่อนจะปรายตาคมกริบ มองลอดกระจกเข้าไปภายในห้องไอซียู เข้าเห็นร่างของหญิงชราที่นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางอุปกรณ์การแพทย์มากมาย แววตาของเขาดูว่างเปล่าจนยากจะเดาใจ “ค่ะ... ยายหนูป่วยหนัก หมอบอกว่าอาการวิกฤต ต้องนอนห้องไอซียูค่ะ” ปริมพูดออกไปรวดเดียวเหมือนกลัวว่าเขาจะเดินหนีไปก่อน “พี่รู้จักเธอด้วยเหรอ” คราฟที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขาขยับแว่นสายตาพลางมองเด็กสาวในชุดนักเรียนอย่างพิจารณา ใบหน้าของเธอจิ้มลิ้มสละสลวยสะดุดตาติดที่มอมแมมไปนิด แต่ดูจากการแต่งตัวและสภาพการณ์แล้ว ไม่น่าจะเป็นลูกผู้ดีมีเงินที่ไหน คราฟขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทำไมเด็กคนนี้ถึงทักทายพี่ชายจอมเย็นชาของเขาแบบนั้น แถมเรียกคุณลุงซะเต็มปากเต็มคำ นี่ต้องสนิทกันระดับไหน หรือไปเจอกันที่ไหนมา ถึงกล้าเรียกมาเฟียเจ้าของอาณาจักรเพชรด้วยสรรพนามเป็นกันเองขนาดนี้ “ไม่ได้รู้จัก... แค่เคยเจอกัน” คลาวด์ตอบน้องชายเสียงเรียบ ก่อนจะหันกลับมาจ้องเด็กสาวที่ยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้า “เรียนเชิญญาติของคุณยายกำไลค่ะ” เสียงประกาศจากพยาบาลหน้าห้องไอซียูดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนาที่กำลังตึงเครียด ปริมรีบหันขวับไปขานรับทันที โดยลืมความประหม่าที่มีต่อสองพี่น้องมาเฟียไปชั่วขณะ “ค่ะ!” “หนูเป็นญาติของคุณยายกำไลใช่ไหมคะ” พยาบาลวัยกลางคนถาม พลางกวาดสายตามองเด็กสาวในชุดนักเรียนด้วยความไม่มั่นใจนัก “ใช่ค่ะ หนูเป็นหลานสาว... เป็นญาติคนเดียวของคุณยายค่ะ” “แล้วหนูอายุเท่าไหร่แล้วล่ะเนี่ย พอดีว่าขั้นตอนการรักษาและการผ่าตัดด่วนของคุณยาย จะต้องมีญาติที่บรรลุนิติภาวะช่วยเซ็นเอกสารยินยอมรับสภาพและการรักษาด้วย” “เอ่อ... หนูอายุ 18 ปีแล้วค่ะ” ปริมตอบพร้อมกับพยายามยืดตัวขึ้นทเพื่อให้ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ “อ้าว...” พยาบาลขมวดคิ้วส่ายหน้าทันที “แล้วมีญาติคนอื่นอีกไหมล่ะที่อายุ 20 ปีขึ้นไปน่ะ” “ไม่มีเลยค่ะ... หนูอยู่กับยายแค่สองคนจริงๆ” “ตายจริง แบบนี้จะทำยังไงเนี่ย” พยาบาลอุทานออกมาด้วยความหนักใจ “ตามกฎแล้วหนูยังเซ็นเอกสารสำคัญบางอย่างไม่ได้นะลูก แล้วยายต้องรับการรักษาแบบเฉพาะทางที่เสี่ยงมาก แถมต้องมีเงินวางมัดจำการย้ายตัวอีก...” “ยายต้องทำอะไรบ้างคะคุณพยาบาล” ปริมถามด้วยเสียงสั่นเครือแต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น พยาบาลถอนหายใจเบาๆก่อนจะเริ่มอธิบายถึงขั้นตอนการรักษาที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องการเจาะคอ การใช้เครื่องช่วยหายใจ และการผ่าตัดด่วนที่ต้องใช้เงินมหาศาล รวมถึงความเสี่ยงที่คนไข้อาจไม่ฟื้นขึ้นมา ทุกคำพูดเหมือนค้อนที่ทุบลงบนหัวของปริมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอตัวคนเดียว อายุยังไม่ถึง และไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว ในขณะที่ปริมกำลังยืนอึ้งเหมือนโลกถล่มลงมา คลาวด์ที่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ด้านหลังก็ขยับตัว เขามองแผ่นหลังสั่นเทาของเด็กสาวด้วยสายตาที่ลุ่มลึก ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ดคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกล “แล้วค่าใช้จ่ายล่ะคะ... คือ หนูต้องจ่ายเท่าไรคะ” ปริมถามเสียงแผ่วเบาจนแทบจะหายไปในลำคอ มือเล็กกำกระโปรงนักเรียนแน่นจนยับยู่ยี่ เธอรู้คำตอบอยู่แล้วว่ามันต้องแพง แต่มันคือสิ่งเดียวที่เธอเหลือให้ต้องเผชิญ “ค่าใช้จ่ายสูงมากเลยทีเดียวล่ะหนู...” พยาบาลมองเด็กสาวด้วยสายตาเวทนา “หนูไม่มีญาติที่ไหนเลยเหรอ พ่อแม่ล่ะ พี่น้องหรือญาติคนอื่นๆ ไม่มีเลยจริงๆ เหรอ” “พ่อแม่หนูเสียชีวิตหมดแล้วค่ะ... แล้วหนูก็ไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว” คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันที ปริมยืนตัวสั่นท่ามกลางความอ้างว้างอย่างถึงที่สุด “แล้วแบบนี้... หนูจะเอาเงินที่ไหนมารักษายายล่ะลูก” คำถามที่ตรงไปตรงมาของพยาบาล เหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางหัวใจของปริม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD