คำเตือน : โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
============================
ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของธาราลักษณ์กับอิงก็ยังไม่ค่อยคืบหน้าไปไหนสักเท่าไหร่ ด้วยปัญหาเวลาที่ไม่ตรงกันบวกกับช่วงที่ผ่านมาธาราลักษณ์เลิกงานดึกดื่นและทุกครั้งที่กลับถึงบ้านอิงรักก็นอนหลับเสียแล้ว
คนที่คิดถึงเด็กน้อยแทบขาดใจอดไม่ได้ที่จะแอบย่องเข้าห้องไปดูหน้าเธอยามหลับใหลในทุกค่ำคืน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ดูไม่น่าไว้ใจแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อาจห้ามปรามความคิดถึงที่มีต่อเธอได้จริงๆ
ภายในห้องนอนของอิงรักเปิดโคมไฟหัวเตียงเอาไว้ แสงสลัวที่ไม่สว่างมากนักแต่ก็ทำให้ธาราลักษณ์พอจะเห็นได้ว่าเธอกำลังนอนหลับสนิทอยู่โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตอนนี้ภายในห้องเธอไม่ได้อยู่คนเดียว
ผ้าห่มผืนหนาถูกเตะออกจากตัว หมอนข้างถูกเตะลงข้างเตียง ตุ๊กตาตัวโปรดเป็ดเหลืองก็นอนแอ้งแม้งตรงปลายเท้า ในขณะที่คนนอนหลับกลับนอนกางแขนกางขาอ้าซ่าท้าทายแอร์เย็นๆ โดยไม่หวั่นว่าอาจจะทำให้เธอเป็นหวัดได้ เดือดร้อนคนที่เป็นห่วงอย่างธาราลักษณ์ที่ต้องคอยจัดท่าทางการนอนและห่มผ้าให้เธออย่างมิดชิดเพราะกลัวว่าเธอจะเตะผ้าห่มออกอีก
ในช่วงชีวิตก่อนตอนที่เขากับเธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้วนั้น ธาราลักษณ์นอนค้างกับอิงรักบ่อยครั้งและเธอก็ไม่ได้มีท่าทางการนอนที่แผ่หลาขนาดนี้ ตอนนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าเธอโตแล้วก็เป็นได้จึงทำให้เขาไม่เคยเห็นว่าตอนเด็กๆ เธอมีท่าทางนอนหลับอย่างไรแต่เมื่อได้มาเห็นเข้าในตอนนี้จึงทำให้เขาอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
เมื่อก่อนเขาพลาดอะไรไปเยอะมากจริงๆ …
เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงที่ธาราลักษณ์นั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มของอิงรักที่ยังหลับสนิทไม่ตื่นขึ้นมาเลยสักครั้ง ในใจอยากจะล้มตัวลงนอนกอดอิงรักเอาไว้ไปจนเช้าแต่เมื่อนึกถึงความเหมาะสมที่ยังไม่ถึงเวลาแล้วก็ทำให้เขาจำต้องกดข่มความต้องการในใจนั้นเอาไว้เพราะถ้าหากธนากรหรือภมรพรรณ์มาเห็นเข้าคงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่และมันเป็นเรื่องที่เขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเพราะเมื่อช่วงชีวิตก่อนเหตุการณ์ที่เขาใกล้ชิดกับอิงรักอย่างนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
สักพักหนึ่งแล้วที่ธาราลักษณ์เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงเรื่องราวของตัวเองและเขาไม่แน่ใจว่ามันจะส่งผลกระทบอย่างไรในวันข้างหน้าบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปถ้าหากเขาไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือข้องเกี่ยวด้วย
ธาราลักษณ์จำได้ว่าช่วงชีวิตก่อนเขาเจอกับเจนนิดาซึ่งเป็นคนรักเก่าตอนที่เขาอายุราวๆ สามสิบเอ็ดปีและถ้าหากเขาเลี่ยงไม่เจอกับเธอได้ เรื่องราวในชีวิตของเขากับอิงรักก็อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้เพราะอย่างนั้นเขาจึงต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษและถ้าหากมันเลี่ยงการพบเจอไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องหาแผนรับมือเอาไว้ให้ดี
ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่อาจให้เรื่องราวในครั้งนี้ซ้ำกับครั้งก่อนได้อีกแล้ว อิงรักจำต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขไปพร้อมกับเขา…
โอกาสในครั้งนี้เขาจะไม่ทำให้มันเสียเปล่าอย่างแน่นอน
::
::
เช้าวันต่อมา…
อิงรักไปโรงเรียนตั้งแต่เช้าซึ่งคนที่ไปส่งก็คือภมรพรรณ์ เธอกลับมาถึงบ้านหลังจากส่งลูกที่โรงเรียนเสร็จแล้วก็เห็นว่าสามีกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่กับธาราลักษณ์
เป็นภาพที่หาได้ยากที่จะเห็นสองพ่อลูกคุยกันจริงจังเพราะตั้งแต่ที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ก็มักจะเห็นพ่อลูกมีปากเสียงกันตลอด แต่ช่วงหลังๆ มานี้เธอไม่ค่อยเห็นภาพนั้นแล้วและปฏิเสธไม่ได้เลยว่าธาราลักษณ์ทำตัวดีขึ้นมาก จากที่เมื่อก่อนเป็นคนเหลวไหลทั้งยังเอาแต่กินเหล้าเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาไปวันๆ สร้างความปวดหัวให้กับธนากรไม่เว้นแต่ละวัน
แต่หลังจากวันนั้นที่เขาตัดผมอิงรักและเอ่ยปากขอโทษลูกสาวเธอ ธาราลักษณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นคนเอาการเอางานและไม่เคยรังแกอิงรักอีกเลย แม้จะนึกแปลกใจที่จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนไปแต่เธอก็ไม่อาจหาเหตุผลความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ คงมีแต่เจ้าตัวคนเดียวที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
แรกๆ ภมรพรรณ์ยอมรับว่าเธอหวาดระแวงธาราลักษณ์กลัวว่าเขาจะกลั่นแกล้งลูกสาวของเธอ แต่เมื่อลองจับตามองดูมานานกว่าสองสัปดาห์ก็ไม่เห็นว่าเขาจะรังแกอะไรอิงรักอีกจึงทำให้เธอคลายความหวาดระแวงที่มีต่อเขาลงไปไม่น้อยเลย
"มีอะไรหรือเปล่าคะ? ทำไมทำหน้าเครียดอย่างนั้น"
ธนากรเงยหน้าขึ้นมองภรรยาที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน สีหน้าของเขายังเคร่งเครียดไม่เปลี่ยนก่อนจะบอกสาเหตุที่ทำให้เขากับธาราลักษณ์ต้องเป็นอย่างนี้
"ตอนนี้พี่สาวของผมที่อยู่อเมริกาป่วยหนักเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย เธออยู่ได้อีกไม่นาน"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรีบไปหาเธอไม่ใช่เหรอคะ?"
ภมรพรรณ์เคยได้ยินธนากรเคยพูดอยู่เหมือนกันว่าเขามีพี่สาวหนึ่งคนและย้ายไปอยู่อเมริกาตามสามีมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ทุกๆ ปีธนากรจะบินไปเยี่ยมพี่สาวและเมื่อต้นปีเขาก็เพิ่งไปเยี่ยมแต่ไม่คิดเลยว่าอาการป่วยของพี่สาวเขาจะทรุดหนักในระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือน
พี่สาวของธนากรป่วยเป็นมะเร็งตับและเคยรักษาหายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งกว่าจะรู้ว่ามะเร็งลุกลามก็เป็นระยะที่สี่แล้ว ด้วยร่างกายที่อ่อนแอจึงทำให้มะเร็งลุกลามอย่างรวดเร็วและสามีของพี่สาวก็เพิ่งโทรมาบอกเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี่เองเพราะอย่างนั้นเขาถึงได้นั่งเครียดกับลูกชายอยู่ตรงโซฟารับแขก
ในช่วงชีวิตก่อนของธาราลักษณ์เรื่องอย่างนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผู้เป็นป้าของเขาไม่อาจรอดพ้นจากความตายของโรคร้ายนี้ได้ ต่อให้เขาย้อนเวลากลับมาแต่ก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเพราะเธอเป็นมะเร็งก่อนที่เขาจะย้อนเวลากลับมาแล้ว ฉะนั้นผลกรรมของเธอจึงยังดำเนินต่อไปอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
"พ่อจะเอายังไง? จะอยู่เซ็นสัญญาที่นี่หรือจะบินไปดูใจป้าที่เมกา"
ธาราลักษณ์ถามผู้เป็นพ่อที่ยังคิดไม่ตก ก่อนหน้านี้ดันมีงานเซ็นสัญญาร่วมธุรกิจกับแขกคนสำคัญ เขานัดวันไว้แล้วและจะเลื่อนนัดก็ไม่ได้ด้วยเพราะแขกคนสำคัญต้องบินกลับประเทศในวันนั้น เขาไม่อาจจะทิ้งงานส่วนนี้ได้แต่จะไม่ไปดูใจพี่สาวคนเดียวก็ทำไม่ได้เช่นกัน
เมื่อช่วงชีวิตก่อนธนากรตัดสินใจยอมเสียสละคู่ค้ารายใหญ่คนนี้เพื่อบินไปดูใจพี่สาวที่อเมริกา ธาราลักษณ์ในตอนนั้นยังเป็นเพียงแค่คนไม่เอาไหนจึงไม่อาจช่วยเหลือผู้เป็นพ่อได้ ทว่าเขาในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
"ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับ วันนั้นผมจะเป็นตัวแทนไปเซ็นสัญญาแทนพ่อ ส่วนพ่อก็บินไปดูใจป้า"
"..."
ธนากรนิ่งเงียบกับข้อเสนอของลูกชาย เขาไม่ติดขัดอะไรออกจะพึงพอใจกับทางเลือกนี้ด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันธาราลักษณ์นั้นไม่ได้อยากบินไปดูใจป้าอยู่แล้ว จะหาว่าใจร้ายใจดำเขาก็ไม่สนเพราะเขามีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีกับป้าสักเท่าไหร่จึงทำให้ไม่ชอบเธอมาโดยตลอด
"ถ้าอย่างนั้นคุณภมรก็ต้องไปอเมริกากับผมด้วย"
"ฉันต้องไปด้วยเหรอคะ?"
ภมรพรรณ์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ เมื่อจู่ๆ ก็ได้รับหน้าที่ให้ต้องไปอเมริกาพร้อมกับสามี
"ครับ ครั้งนี้ผมจะไม่เอาเลขาไปด้วยเพราะมันเป็นเรื่องในครอบครัว ส่วนคุณที่เป็นเมียผมก็ต้องไปกับผมด้วย"
"แต่ถ้าฉันไปกับคุณแล้วใครจะดูน้องอิงล่ะคะ?"
นั่นคือสิ่งที่ภมรพรรณ์เป็นกังวล เรื่องไปกับเขาเธอไม่ติดอะไรหรอกแต่เธอติดตรงที่ใครจะดูแลลูกเธอในช่วงที่เธอไม่อยู่ต่างหาก
อิงรักลาเรียนไม่ได้เสียด้วยเพราะช่วงนี้อยู่ในช่วงสอบเก็บคะแนนเพราะอย่างนั้นจึงไม่อาจเดินทางมากับเธอได้
"จะใครอีกล่ะ? ก็ต้องเป็นเจ้าลักษณ์อยู่แล้วที่ต้องดูแลน้องอิง"
"..."
•┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈•
#ตายล๊าววววว มีคนดีใจจนเนื้อเต้นอยู่หรือเปล่าาา!