สายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้ารั่ว ไม่ได้ช่วยชะล้างความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกของ ‘ณลิน’ ให้จางหายไปได้เลย ร่างบางในชุดเดรสสีครีมเก่าซีด ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแบรนด์เนมราคาแพง ยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าอาคารสูงเสียดฟ้าใจกลางมหานคร
ตึก อัครไพศาล กรุ๊ป ตั้งตระหง่านท้าทายพายุฝน เหมือนกับเจ้าของของมัน... ‘ภูผา อัครไพศาล’ ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นมัจจุราชในวงการธุรกิจ ผู้ที่ไม่เคยปรานีใคร และตอนนี้... เขาคือเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของครอบครัวเธอ
“คุณณลินคะ รปภ. แจ้งว่าท่านประธานอนุญาตให้ขึ้นไปได้แล้วค่ะ”
เสียงหวานของพนักงานต้อนรับที่เดินถือร่มออกมารับ ดึงสติของณลินให้กลับมา หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าสวยหวานที่บัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือดฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด เธอกระชับกระเป๋าสะพายใบเก่าแนบกาย ราวกับมันเป็นเกราะป้องกันชิ้นสุดท้าย ก่อนจะก้าวเท้าตามพนักงานเข้าไปด้านใน
แอร์เย็นเฉียบภายในลิฟต์ที่พุ่งทะยานสู่ชั้น 50 ทำให้ณลินกอดอกแน่นขึ้น ความหนาวเหน็บเกาะกินไปถึงขั้วหัวใจ พ่อของเธอกำลังนอนรอความตายอยู่ในห้องไอซียู เส้นตายของการชำระหนี้เพื่อแลกกับบ้านและค่ารักษาพยาบาลสิ้นสุดลงแล้วเมื่อวาน วันนี้เธอจึงมาที่นี่ในฐานะ... ผู้แพ้ที่ไม่มีทางเลือก
‘จำไว้ลิน... ทำยังไงก็ได้ ให้เขายอมยืดเวลา’ เธอพร่ำบอกตัวเองในใจ
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นห้องทำงานกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีดำและเทา ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและกดดัน บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ
ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ริมผนังกระจกใส ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพิเศษกำลังนั่งหันหลังให้เธอ เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูสายฝนที่โหมกระหน่ำใส่กระจก
“มาช้านะ...”
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้น ก่อนที่เก้าอี้หนังราคาแพงจะหมุนกลับมา ภูผา... ชายหนุ่มวัย 32 ปีที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเจ้าปั้นแต่ง แต่ดวงตาคมกริบสีรัตติกาลคู่นั้นกลับว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าขนลุก
เขาปรายตามองสภาพเปียกปอนของณลินตั้งแต่หัวจรดเท้า ริมฝีปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มเหยียดหยาม
“สภาพดูไม่ได้เลยนี่... คุณหนูณลินผู้เลอโฉม หายไปไหนซะแล้วล่ะ?”
คำทักทายแรกของเขาเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ ณลินสูดหายใจลึก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “สวัสดีค่ะคุณภูผา ฉัน... ฉันมาเรื่องหนี้ของคุณพ่อ”
“ร้อยล้านบาท” ภูผาพูดแทรกขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ค่อยๆ เดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามายืนประชิดร่างเล็ก กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขาทำให้ณลินเผลอก้าวถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น
“ดอกเบี้ยทบต้นทบดอก รวมกับเงินต้นที่พ่อเธอกู้ไปผลาญเพื่อพยุงบริษัทเน่าๆ นั่น... ตัวเลขกลมๆ คือร้อยล้านบาท และกำหนดชำระคือเมื่อวาน”
ภูผาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ห่างกันเพียงคืบ เขาโน้มหน้าลงมาจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน “เธอเอาเงินมาคืนฉันหรือเปล่า? หรือว่า...” สายตาคมกวาดมองเธออย่างจาบจ้วง “เอาตัวมาขัดดอก?”
“คุณภูผา!” ณลินเงยหน้ามองเขาด้วยความโกรธ “กรุณาให้เกียรติฉันด้วยค่ะ ฉันไม่ได้มาเพื่อขายตัว แต่ฉันมาขอร้อง... ขอเวลาฉันอีกหน่อยได้ไหมคะ ตอนนี้คุณพ่ออาการทรุดหนักต้องผ่าตัดด่วน ฉันรับรองว่าถ้าคุณพ่อย้ายออกจากไอซียูแล้ว ฉันจะรีบหาเงินมาผ่อนชำระให้...”
“หาเงิน?” ภูผาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ปราศจากความขบขัน “ผู้หญิงตัวคนเดียว ที่เรียนจบด้านดนตรีมาอย่างเธอ จะไปหาเงินร้อยล้านมาจากไหน? ไปสีไวโอลินเปิดหมวกข้างถนนเหรอ? หรือจะไปเป็นพริตตี้?”
“คุณดูถูกฉันเกินไปแล้วนะ!”
“ฉันพูดความจริง!” เสียงตวาดของเขาดังลั่นห้องจนณลินสะดุ้งเฮือก “โลกธุรกิจไม่ใช่สนามเด็กเล่นของพวกคุณหนู พ่อเธอโง่เองที่บริหารงานจนเจ๊ง แล้วยังหน้าด้านเอาบ้านที่ดินมาจำนองกับฉัน ทั้งที่รู้ว่าไม่มีปัญญาไถ่คืน!”
“อย่ามาว่าคุณพ่อนะ!”
ความอดทนของณลินขาดผึง เธอเผลอตวาดกลับไป แววตาแข็งกร้าวของลูกกวางตัวน้อยทำให้ภูผาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจัด เขาคว้าต้นแขนเล็กบีบแน่นจนเธอเจ็บร้าว
“โอ๊ย! เจ็บนะ!”
“เจ็บสิดี จะได้จำใส่สมองกลวงๆ เอาไว้ว่าเธออยู่ในสถานะไหน!” ภูผากระชากร่างบางเข้าหาตัว จนหน้าอกอิ่มปะทะกับแผงอกแกร่ง “ฉันเบื่อจะฟังคำแก้ตัวแล้ว ทางเลือกของเธอมีแค่สองทาง”
เขาผลักเธอออกอย่างแรงจนณลินเซไปกระแทกกับโซฟา ภูผาเดินไปหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ แล้วโยนมันลงตรงหน้าเธอ
ตุ้บ!
“หนึ่ง... จ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้ ร้อยล้านบาท แล้วไสหัวไป” “หรือสอง...” เขาชี้ไปที่แฟ้มเอกสาร “เซ็นสัญญานั่นซะ”
ณลินหยิบแฟ้มขึ้นมาเปิดอ่านด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาแห่งความอัปยศเริ่มเอ่อคลอเมื่อเห็นข้อความบนหน้ากระดาษ
‘สัญญาจ้างแต่งงานและผลิตทายาท’
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง “นี่มัน... หมายความว่ายังไงคะ?”
“ความหมายตามตัวอักษร” ภูผาเดินกลับไปนั่งที่ขอบโต๊ะทำงาน กอดอกมองเธอด้วยสายตาของผู้ชนะ “ย่าของฉันอยากได้หลาน แต่ฉันไม่อยากมีพันธะกับผู้หญิงที่ไหน ก็แค่หาแม่พันธุ์ดีๆ สักคนมาอุ้มท้อง พอคลอดลูกแล้วก็หย่า... จบ”
“คุณเห็นฉันเป็นตัวอะไร? แม่วัวแม่ควายเหรอ?” น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอาบสองแก้ม
“เป็นลูกหนี้!” ภูผาสวนกลับเสียงแข็ง “ถ้าเธอตกลงแต่งงานกับฉัน หนี้ทั้งหมดจะเป็นโมฆะ บ้านของพ่อเธอฉันจะคืนให้ และค่าผ่าตัดพ่อเธอวันนี้... ฉันจะเป็นคนจ่ายให้ทั้งหมด พ่อเธอจะได้ผ่าตัดกับหมอฝีมือดีที่สุดในประเทศ”
ข้อเสนอที่เหมือนยาพิษเคลือบน้ำตาลทำให้ณลินนิ่งงัน หัวใจบีบตัวอย่างรุนแรง ภาพใบหน้าซีดเซียวของบิดาที่นอนใส่เครื่องช่วยหายใจลอยเข้ามาในหัว
“แต่ถ้าเธอปฏิเสธ...” ภูผาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “ฉันจะโทรสั่งระงับการรักษาพ่อเธอเดี๋ยวนี้ แล้วยึดบ้านเธอซะ พรุ่งนี้เธอเตรียมตัวไปนอนข้างถนนกับศพพ่อเธอได้เลย”
“อย่านะ! อย่านะคะ!” ณลินรีบถลาเข้าไปเกาะขาชายหนุ่ม ร้องไห้ปานจะขาดใจ “อย่าทำอะไรคุณพ่อนะคะ... ฉันยอมแล้ว ฮึก... ฉันยอมทุกอย่างแล้ว”
ภูผามองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาเย็นชา ไร้ความสงสาร เขาแสยะยิ้มพอใจ ยื่นปากกาให้เธอ
“งั้นก็เซ็นซะ”
ณลินรับปากกามาด้วยมือที่สั่นระริก จรดปลายปากกาลงบนช่องลายเซ็น ทุกเส้นสายลายมือเหมือนการกรีดเฉือนวิญญาณและศักดิ์ศรีของตัวเองทิ้งไป แต่มันเป็นทางเดียวที่จะยื้อชีวิตพ่อได้
ทันทีที่เธอวางปากกาลง ภูผาก็หยิบสัญญาขึ้นมาตรวจดูความเรียบร้อย ก่อนจะกดอินเตอร์คอมเรียกเลขาหน้าห้อง
“คุณสมร เตรียมโอนเงินค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลตามที่ตกลงไว้ แล้วพาผู้หญิงคนนี้ไปตรวจร่างกาย”
เขาหันกลับมามองณลินที่นั่งหมดแรงอยู่บนพื้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์อย่างน่ากลัว
“ตรวจให้ละเอียดล่ะ... ว่าสะอาดพอที่จะอุ้มท้องลูกของฉันไหม”
“คุณมันป่าเถื่อน...” ณลินกัดฟันพูด
ภูผาเดินเข้ามาเชยคางเธอขึ้น บังคับให้สบตา “เก็บเสียงด่าไว้ร้องครางบนเตียงดีกว่า ณลิน... เพราะคืนนี้หลังจากตรวจร่างกายเสร็จ เธอต้องเริ่มงานทันที”
“เริ่มงาน?” เธอทวนคำเสียงเบาหวิว
“ใช่... หน้าที่ผลิตทายาทไงล่ะ” เขากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวทำให้เธอขนลุกชัน “ฉันจะ 'เช็กของ' หน่อยว่า... ร้อยล้านที่ฉันเสียไป มันคุ้มค่าหรือเปล่า!”