แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านกำมะหยี่สีทึบเข้ามา กระทบกับเปลือกตาบางที่บวมช้ำ ทำให้ ‘ณลิน’ รู้สึกตัวตื่นขึ้นจากภวังค์
ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาไม่ใช่ความสดชื่นยามเช้า แต่เป็นความเจ็บร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับร่างทั้งร่างถูกจับแยกชิ้นส่วนแล้วประกอบใหม่ ขยับเพียงนิดเดียวก็เจ็บจนต้องนิ่วหน้า
หญิงสาวพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดลงจากไหล่ เผยให้เห็นร่องรอยสีกุหลาบที่ตีตราจองไปทั่วผิวขาวเนียน ทั้งที่คอ เนินอก และ... ทั่วเรือนร่าง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำราวกับฉายหนังซ้ำ ทุกสัมผัสที่ดิบเถื่อน ทุกคำพูดดูถูก และเสียงครางต่ำด้วยความสุขสมของคนใจร้ายที่ตักตวงความสุขจากร่างกายเธอโดยไม่สนใจความเจ็บปวด
ณลินกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เย็นเฉียบ พื้นที่ข้างเตียงว่างเปล่าและเย็นชืด บ่งบอกว่าเจ้าของห้องลุกออกไปนานแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ...”
เสียงทุ้มเรียบที่คุ้นหูดังขึ้นจากมุมห้อง ณลินสะดุ้งเฮือก รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างจนถึงคอ หันไปมองต้นเสียงด้วยแววตาหวาดระแวง
‘ภูผา’ ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ เขากำลังติดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงที่รีดเรียบกริบ ผมเผ้าเซตทรงเนี๊ยบ ใบหน้าหล่อเหลาดูสดใสและทรงพลัง แตกต่างจากสภาพของเธอที่ดูเหมือนดอกไม้ที่ถูกขยี้จนยับเยินอย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมามองเธอ สายตาคมกริบกวาดมองร่างเล็กบนเตียง ก่อนจะหยุดที่รอยเลือดสีจางบนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาด... หลักฐานความบริสุทธิ์ที่เขาช่วงชิงไป
ณลินหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย เธออยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ แต่ทำได้เพียงก้มหน้าหลบสายตา
“ฉันนึกว่าเธอจะนอนซมแกล้งตายไปอีกสักสามวันเสียอีก” ภูผาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน เดินเข้ามาหยุดที่ปลายเตียง “ลุกขึ้นได้แล้ว ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมจิ้งหรีดที่เธอจะมานอนกินบ้านกินเมืองได้จนตะวันโด่ง”
“ฉัน... เจ็บ” ณลินตอบเสียงแหบพร่า น้ำเสียงสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้
“เจ็บ?” ภูผาเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มร้าย “อย่ามาสำออย... แค่ครั้งแรกมันไม่ถึงตายหรอก และฉันก็ไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น”
คำโกหกหน้าตายของเขาทำให้ณลินเงยหน้ามองด้วยความตัดพ้อ ไม่รุนแรงงั้นหรือ? เขาแทบจะฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆ ด้วยซ้ำ!
“อ้อ... แล้วก็ไม่ต้องมาทวงความรับผิดชอบ หรือเรียกร้องคะแนนความสงสารจากไอ้เลือดหยดนั้นหรอกนะ” เขาพยักพเยิดหน้าไปที่คราบเลือดบนเตียง “สมัยนี้เทคโนโลยีการแพทย์มันก้าวหน้า ผู้หญิงหิวเงินอย่างเธอคงไปทำ ‘รีแพร์’ มาเพื่อโก่งค่าตัวสิท่า... เนียนดีนี่ ฉันเกือบเชื่อแล้วเชียว”
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ ณลินกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ความบริสุทธิ์ที่เธอรักษามาทั้งชีวิตกลับถูกเขาตีค่าเป็นเพียงกลลวงทางการค้า
“คุณภูผา! จิตใจคุณทำด้วยอะไร? ทำไมถึงมองโลกในแง่ร้ายแบบนี้ ฉันไม่เคย...”
“หุบปาก!” เสียงตวาดดังลั่นจนณลินสะดุ้ง “ฉันไม่ได้จ่ายเงินร้อยล้านมาเพื่อฟังเธอเถียง! หน้าที่ของเธอคือทำตามคำสั่ง... ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวซะ วันนี้ฉันจะพาเธอไปจดทะเบียนสมรส”
“จดทะเบียน...” หญิงสาวทวนคำ
“ใช่ ย่าฉันต้องการเห็นใบทะเบียนสมรส” ภูผาเดินไปหยิบสูทสีดำที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ขึ้นมาสวม “แต่จำใส่กะโหลกไว้ ว่ามันเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึกใบหนึ่ง อย่าหลงระเริงคิดว่าตัวเองเป็น ‘คุณนายอัครไพศาล’ ขึ้นมาจริงๆ ล่ะ เพราะในสายตาฉัน... เธอเป็นแค่แม่อุ้มบุญที่มีทะเบียนสมรสบังหน้าเท่านั้น”
เขาเดินเข้ามาประชิดขอบเตียง โยนกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเล็กๆ ลงบนตักเธอ
“ใส่ซะ แหวนวงนี้แม่ฉันเคยใส่ แต่ตอนนี้มันไม่มีค่าอะไรแล้ว ก็คงเหมาะกับคนอย่างเธอดี”
ณลินมองกล่องแหวนด้วยความรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก เธอไม่ได้เปิดดูด้วยซ้ำว่าข้างในเป็นแหวนเพชรหรือแหวนพลาสติก เพราะค่าของมันติดลบไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่ออกจากมือเขา
“ฉันให้เวลาเธอ 20 นาที จัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วลงไปข้างล่าง ถ้าช้าแม้แต่นาทีเดียว...” นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงอย่างอันตราย “ฉันจะขึ้นมารื้อฟื้นความทรงจำเมื่อคืนต่อ ให้เธอเดินลงไปไม่ได้จริงๆ!”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ณลินนั่งน้ำตาตกในอยู่เพียงลำพัง หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทิ้งอย่างลวกๆ
‘ร้องไปเขาก็ไม่สงสารหรอกณลิน เก็บน้ำตาไว้รักษาพ่อดีกว่า’
เธอกัดฟันลุกจากเตียงแม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความเจ็บปวด ขาที่สั่นเทาก้าวไปหยิบเสื้อผ้าที่ป้าสายเตรียมไว้ให้ มันเป็นชุดเดรสสีขาวเรียบๆ ที่ดูสุภาพแต่จืดชิด... ราวกับจะบอกว่าเธอไม่มีสิทธิ์ทำตัวโดดเด่นในบ้านหลังนี้
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ณลินเดินลงมาที่ชั้นล่างของคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบจนวังเวง แม่บ้านสองสามคนกำลังทำความสะอาดอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าสบตาเธอ
“เชิญทางนี้ค่ะ”
เสียงห้วนๆ ของ ป้าสาย ดังขึ้น หญิงวัยกลางคนยืนกอดอกรออยู่ที่หน้าห้องรับประทานอาหาร สายตาที่มองมายังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามเหมือนเมื่อคืนไม่มีผิด
“ท่านประธานทานกาแฟเสร็จแล้ว และกำลังรอคุณอยู่ที่รถ”
“ฉัน... ยังไม่ได้ทานอะไรเลยค่ะ” ณลินเอ่ยเสียงเบา ท้องของเธอเริ่มประท้วงเพราะไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานเย็น
“ท่านสั่งว่าถ้าคุณลงมาช้า ก็ไม่ต้องกิน” ป้าสายตอบเสียงเรียบ “เชิญค่ะ อย่าให้ท่านรอนาน ผู้หญิงอย่างเราต้องรู้จักหน้าที่ ไม่ใช่ให้สามีมารอ”
ณลินเม้มปากแน่น ความน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย แต่เธอรู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ หญิงสาวจึงได้แต่ก้มหน้าเดินตามป้าสายออกไปที่รถลีมูซีนคันเดิมที่จอดเทียบรออยู่
ทันทีที่ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศและความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงของคนที่นั่งไขว่ห้างอ่านแท็บเล็ตอยู่ก่อนแล้ว ทำให้บรรยากาศดูอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ภูผาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอ เขาเลื่อนนิ้วบนหน้าจอ อ่านรายงานหุ้นและข่าวธุรกิจราวกับเธอเป็นธาตุอากาศ ณลินจึงทำได้เพียงนั่งตัวลีบติดประตูรถ พยายามทำตัวให้ไร้ตัวตนที่สุด
“กินซะ”
จู่ๆ เขาก็โยนถุงกระดาษใบเล็กๆ มาที่ตักเธอ ณลินสะดุ้ง หยิบมันขึ้นมาเปิดดู ข้างในมีแซนด์วิชเย็นชืดหนึ่งชิ้นกับนมกล่องเจาะแล้ว
เธอมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ คิดว่าเขาจะใจร้ายไม่ให้เธอกินอะไรเสียอีก
“อย่ามองฉันด้วยสายตาซาบซึ้งแบบนั้น” ภูผาเอ่ยโดยไม่ละสายตาจากจอแท็บเล็ต “ฉันแค่ไม่อยากให้เธอเป็นลมตายไประหว่างจดทะเบียน มันจะเสียฤกษ์... แล้วก็บำรุงตัวเองให้ดีๆ งานการไม่ต้องทำ ฉันจ้างคนใช้มาเยอะแล้ว หน้าที่เธอมีแค่อย่างเดียว คือกิน นอน แล้วก็...”
เขาลดแท็บเล็ตลง หันมาสบตาเธอด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
“...แข็งแรงพอที่จะรับมือฉันไหวทุกคืน รีบๆ ท้องซะ ฉันจะได้รีบๆ หย่า เบื่อหน้าเธอเต็มทน”
คำพูดของเขาเหมือนตบหน้าแล้วลูบหลัง ณลินแกะแซนด์วิชกินอย่างฝืดคอ รสชาติของมันจืดชืดไม่ต่างจากชีวิตของเธอในตอนนี้
รถหรูเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่สำนักงานเขตเพื่อผูกมัดเธอไว้ด้วยพันธะทางกฎหมาย แต่ในใจของณลินรู้ดีว่า สิ่งที่ผูกมัดเธอไว้แน่นหนายิ่งกว่ากระดาษใบนั้น คือความเกลียดชังของภูผา และความเจ็บปวดที่เขาตั้งใจมอบให้เธอไปตลอดกาล...