ตอนที่ 6 เข้าตาจน

2246 Words
“ปะป๊าขา!” อิงจันทร์เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อก็รีบสะบัดมือออกจากการเกาะกุมแล้ววิ่งตรงเข้าไปกอดขาแน่น ใบหน้าน่ารักราวกับตุ๊กตาก็แหงนมองขึ้นไปอย่างออดอ้อนน่าสงสาร “ปะป๊าขา น้องอิงกลัวค่ะ พี่โรซี่เค้าจะตีน้องอิง แถมยังแกล้งน้องอิงด้วย ฮึก... น้องอิงไม่อยากได้พี่เลี้ยงคนนี้แล้วค่ะ” เด็กหญิงได้โอกาสก็รีบฟ้องพ่อทันที น้ำหูน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตากลมโตเป็นเม็ด ๆ ราวกับสั่งได้ ลำเภามองภาพตรงหน้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไร แต่มีอย่างหนึ่งที่เธอนั้นมั่นใจแล้วว่าน้องอิงจันทร์คนนี้คงจะเป็นเด็กแสบอย่างที่ผู้หญิงคนเมื่อกี้นี้พูดเอาไว้จริง ๆ ดูจากท่าทางแข็งกร้าวที่เปลี่ยนสลับไปเป็นออดอ้อนอ่อนแอยามเมื่อเจอผู้เป็นพ่อเข้า แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงเด็กก็คือเด็ก และเธอเองก็ไม่เห็นด้วยที่คนเป็นผู้ใหญ่กว่าจะมาทำรุนแรงกับเด็กที่ยังไม่รู้ประสีประสาแบบนี้ เหนือเมฆนั่งลงยอง ๆ ต่อหน้าลูกสาว “ไม่ต้องร้องนะคะ ปะป๊าให้เขาออกไปแล้วค่ะ ไม่มีใครมารังแกน้องอิงได้แล้วนะคะ” ดวงตากลมโตราวกับลูกกวางน้อยเป็นประกายเจิดจ้า “เย่! น้องอิงรักปะป๊าที่ฉุดเลยค่ะ รักปะป๊าที่หนึ่ง!” เหนือเมฆยกมือขึ้นลูบศีรษะของลูกสาวตัวน้อยเบา ๆ ก็เพราะอิงจันทร์ทั้งน่ารักและขี้อ้อนแบบนี้ไงเล่าเขาถึงได้ต้องยอมแพ้กับลูกสาวตัวแสบอยู่ร่ำไป... เหมือนกับคน ๆ นั้นที่เขาเองก็ยอมให้ได้เสมอ ยอมได้ทุกอย่าง... เหมือน ๆ กัน ลำเภาที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นยกยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างรู้สึกอบอุ่น ที่แท้ก็เป็นแค่เด็กที่หวงพ่อมากก็เท่านั้น แต่ก็แน่ล่ะมีพ่อที่หล่อขนาดนี้เป็นใครจะไม่หวงบ้าง ว่าแต่ลูกสาวก็หน้าตาน่ารัก คนเป็นพ่อก็เบ้าหน้าดีหล่อจัดราวกับโอปป้าเกาหลี ไม่รู้ว่าคนเป็นแม่จะสวยขนาดไหนกันนะ “คุณ... คุณครับ” เพราะเสียงเรียกซ้ำ ๆ ของอีกฝ่ายทำให้ลำเภาถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ นี่เธอกำลังเผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเนี่ย “คะ?” “ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยน้องอิงไว้” เหนือเมฆกล่าวขอบคุณอีกครั้ง “อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก” ลำเภาเองก็ส่งยิ้มตอบกลับไป “ถ้ายังไงให้ผมเลี้ยงข้าวสักมื้อเป็นการตอบแทนดีไหมครับ” ไม่ใช่ว่าเหนือเมฆจะอยากจีบหรือว่าอยากจะสานสัมพันธ์อะไร เขาก็แค่ไม่อยากติดหนี้บุญคุณใครก็เท่านั้น แต่ทว่าคนตรงหน้ากลับรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “อุ้ย! ไม่เป็นไรค่ะ ก็อย่างที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรจริง ๆ คุณไม่ต้องตอบแทนฉันหรอกค่ะ ฉันไม่ได้ต้องการอะไรเลย” เหนือเมฆได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่คงเป็นผู้หญิงคนแรกเลยล่ะมั้งที่ไม่ได้ตื่นเต้นยามเมื่อเห็นเขา หรือแม้กระทั่งรีบไขว่คว้าโอกาสที่จะได้อยู่กับเขาสองต่อสอง “งั้นเหรอครับ คุณแน่ใจนะ” “ค่ะ” ลำเภายืนยันหนักแน่น จากนั้นก็รีบเอ่ยลา “ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง และในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินออกไปเหนือเมฆก็เอ่ยเรียกไว้ “เดี๋ยวครับ” “คะ?” ดวงตาหวานก็มองกลับมาราวกับจะถามว่ายังมีอะไรกับเธออีก ก่อนนามบัตรใบเล็กจะถูกชายหนุ่มยื่นมาให้ “นี่คือ?” “นามบัตรของผม... ถ้าเกิดว่าคุณมีเรื่องเดือดร้อนในระหว่างอยู่ที่นี่หรือว่าต้องการให้ช่วยอะไรก็ติดต่อมาได้ตลอด” เมื่อชายหนุ่มบอกกล่าวกับเธอเสร็จสรรพแล้วก็หันไปจูงมือของเด็กหญิงตัวน้อยก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้ให้ใบหน้ามนได้แต่ก้มลงมองนามบัตรที่อยู่ในมือ ริมฝีปากบางขยับอ่านออกเสียงออกมาเบา ๆ เหนือเมฆ ผู้บริหารในเครือ RN Racing มาราเนลโล (Maranello) เป็นเมืองและเทศบาลในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ประเทศอิตาลี และที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะบ้านเกิดของเฟอร์รารี (Ferrari) หรือเหล่าชาวม้าลำพอง อีกทั้งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่รวมถึงโรงงานผลิตรถยนต์เฟอร์รารีและทีมแข่งรถฟอร์มูลาวันด้วย นอกจากนี้เมืองนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์มูเซโอ เฟอร์รารีที่จัดแสดงรถสปอร์ต รถแข่ง และถ้วยรางวัลต่างๆ อีกมากมาย แต่แรกเดิมทีเมืองแห่งนี้ก็เป็นเพียงแค่เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจมากนัก แถมยังไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ใครแห่กันมาเยือน แต่ทว่าเมื่อค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่างเฟอร์รารี่มาเลือกเมืองนี้เพื่อเป็นฐานและสร้างโรงงานผลิตขึ้นมามันก็กลายเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจและสถานที่สำคัญไปโดยปริยาย โดยปกติแล้วเฟอร์รารี่นั้นมีโรงงานที่คอยผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนเป็นของตัวเอง มีวิศวะกรหัวกะทิมากมายที่คอยช่วยดูแลและออกแบบต่าง ๆ แต่เนื่องด้วยเพราะกำลังการผลิตที่มีไม่มากพอต่อยอดขายที่มากมายมหาศาลทั่วโลก เฟอร์รารี่จึงจำต้องกว้านซื้ออะไหล่จากบริษัทของค่ายอื่นเข้ามาด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือ RN Racing บริษัทสัญชาติเกาหลีที่ผลิตอะไหล่ชิ้นส่วนรถหรูต่าง ๆ รวมไปถึงการออกแบบผลิตเครื่องยนต์ส่งออกด้วย แต่ปัจจุบันนั้นได้มีการย้ายบริษัทแม่ไปตั้งอยู่ที่ประเทศไทยแล้ว และแน่นอนว่าเรนนั้นต้องการขยายสาขามาที่มาราเนลโลเพราะอยากตีตลาดและผูกขาดการซื้อขายกับเฟอร์รารี่โดยตรงเพียงเจ้าเดียว แต่ทว่ามันก็ไม่ได้ง่ายนักเมื่อยังมีบริษัทคู่แข่งอื่น ๆ และบริษัทเจ้าถิ่นที่ก็อยากจะผูกขาดกับเฟอร์รารี่ด้วยเช่นกัน เพราะแบบนั้นสุดท้ายแล้วค่ายยักษ์ใหญ่อย่างม้าลำพองจึงเสนอให้ทุกบริษัทที่ต้องการจะดิวธุรกิจด้วยทำผลประกอบรายได้ที่เป็นรูปธรรมขึ้นมาภายในหนึ่งปี และเจ้าไหนที่ผลประกอบการดีสุดเฟอร์รารี่ก็ยินดีจะจับมือกับเจ้านั้น ดังนั้นเหนือเมฆจึงถูกส่งตัวมาที่นี่เพื่อรับงานหินชิ้นนี้ไป “ปะป๊าขา~ ที่นี่คือบ้านของเราเหรอคะ” อิงจันทร์วิ่งเข้ามาเกาะที่แขนของผู้เป็นพ่อ “ค่ะ น้องอิงชอบไหม” ชายหนุ่มก้มลงไปถามลูกสาวตัวน้อย “ชอบค่ะ มีเตาผิงเอาไว้อุ่น ๆ ด้วย” บ้านที่พวกเขาอยู่กันในตอนนี้ก็คือบ้านเดี่ยวขนาดกลางสองชั้นสีอิฐสไตล์อิตาลี ภายในตกแต่งด้วยโทนสีครีมผสมสลับกับสีน้ำตาลเข้มดูสว่างอบอุ่น ภายในบ้านหลังนี้มีทั้งหมดสี่ห้องนอน สี่ห้องน้ำในตัว มีทั้งห้องครัวและห้องนั่งเล่นที่กว้างขว้าง แถมยังมีเตาผิงขนาดใหญ่ที่เอาไว้จุดในระหว่างหน้าหนาวด้วย ด้านนอกนั้นเป็นสวนย่อมขนาดกลางเช่นกัน สองข้างประดับไปด้วยแปลงดอกกุหลาบอีกทั้งกำแพงบ้านก็ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ไอวี่สีเขียวเข้มดูสวยงาม มีมุมโต๊ะปิกนิกน่ารัก ๆ สำหรับไว้นั่งจิบชาสูดอากาศในยามเช้า และข้าง ๆ ถัดไปก็คือโรงรถที่สามารถจอดรถได้ประมาณสองคัน “ชอบก็ดีแล้วค่ะ เพราะว่าเราต้องอยู่กันที่นี่อีกนานเลย” เหนือเมฆยังคงลูบหน้าลูบตาเจ้าตัวน้อยอย่างรักใคร่ ก่อนจะพาอิงจันทน์เดินสำรวจไปรอบ ๆ บ้านอีกครั้ง ที่นี่ค่อนข้างน่าอยู่ใช้ได้ อากาศก็ถือว่าสดชื่นมากและสภาพแวดล้อมก็ไม่วุ่นวายจนเกินไป เดิมทีนั้นชายหนุ่มนึกว่าเรื่องพี่เลี้ยงของอิงจันทร์จะราบรื่นไม่มีปัญหา แต่พอมาตอนนี้เขากลับต้องคิดหนักเพราะด้วยเวลาที่กะทันหันแบบนี้ทำให้ยังไม่สามารถหาพี่เลี้ยงมาแทนได้ทันที “บ้านเป็นยังไงบ้างครับคุณเหนือ ขาดเหลือหรือว่าต้องการอะไรเพิ่มไหม” ณเรศถามผู้เป็นเจ้านาย ตัวเขาเองก็มีที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก “ก็น่าอยู่ดีครับ คงไม่มีขาดเหลือแล้วล่ะ” ยกเว้นก็แต่พี่เลี้ยงของอิงจันทร์ “แม่บ้านจะเข้ามาทำความสะอาดที่นี่สัปดาห์ล่ะสี่วันครับ ส่วนเรื่องพี่เลี้ยงของคุณหนูอิงจันทร์ผมก็ได้ประกาศหาใหม่แล้ว คาดว่าอีกสักไม่เกินอาทิตย์ก็คงหาได้” “ขอบคุณครับ” เหนือเมฆพยักหน้ารับ ก็คงจะต้องเป็นแบบนั้นไปก่อน ในระหว่างนี้ที่ยังหาพี่เลี้ยงไม่ได้เขาก็คงต้องพาอิงจันทร์ไปที่โรงงานด้วย “ส่วนเรื่องบอดี้การ์ด-” “ไม่ต้องหรอกครับ คุณเอากลับไปเถอะ ที่นี่ไม่จำเป็นต้องใช้บอดี้การ์ดอะไร และผมก็ไม่อยากให้อิงจันทร์สงสัยด้วยว่าคนพวกนั้นเป็นใคร” ณเรศมีท่าทางลำบากใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็คิดว่าที่นี่คงจะไม่มีอันตรายอะไรเหมือนที่ชายหนุ่มบอกจึงตอบตกลงไป “ครับ... แล้วเรื่องคนขับรถ” “ไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมขับเอง แค่จัดการเรื่องรถมาให้ก็พอ” เหนือเมฆตัดบทอีกรอบ เขาไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยาก และที่สำคัญเขาค่อนข้างที่จะชอบใช้ชีวิตง่าย ๆ และอิสระเรื่อยเปื่อยมากกว่า “โอเคครับ เดี๋ยวผมจะรีบจัดการให้ งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรเร่งด่วนหรือว่าต้องการเรียกใช้ก็โทรหาผมได้ตลอดเวลาเลย” ณเรศแจกแจงเรื่องต่าง ๆ อีกเล็กน้อยก่อนจะขอตัวกลับไป เหนือเมฆเดินกลับเข้าไปในห้องโถงกลางบ้านก็เห็นว่าผู้เป็นลูกสาวนั้นหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว คงจะเหนื่อยสินะเจ้าตัวแสบ ชายหนุ่มหย่อนกายนั่งลงที่ด้านข้างแล้วยกมือลูบไปที่ศีรษะเล็กเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะเผยรอยยิ้มเศร้าออกมา “อารียา... ป่านนี้คุณคงลืมผมกับลูกไปแล้วใช่ไหม” กรุงโรม (อะไรนะ ตั้งสามสี่วันเชียวเหรอ?) เปตองถึงกับบ่นอุบเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเพื่อนสนิท “อืม มันค่อนข้างยุ่งยากอะ ต้องใช้เวลาทำเอกสารหลายขั้นตอน” ลำเภาเดินคอตกออกมาจากที่หน้าสถานทูตในกรุงโรมแล้วมานั่งแหมะอยู่ที่ม้านั่งใต้ร่มไม้ที่อยู่แถวนั้น (ทำไมนานจังวะ กลับเดี๋ยวนี้เลยไม่ได้เหรอ) “ไม่ได้อะ เพราะเอกสารที่จะใช้ยืนยันตัวตนหายหมด แถมเงินก็ไม่มีเป็นค่าตั๋วเครื่องบินด้วย ทางสถานทูตบอกจะช่วยจัดการให้แต่ก็คงต้องใช้เวลาประมาณสามสี่วันนั่นแหละ” ลำเภาเองก็ไม่ได้รู้ขั้นตอนอะไรมากนัก ให้เธอว่าแบบไหนก็ว่าตามนั้น และตอนนี้ก็มีเรื่องอื่นให้เธอต้องเครียดและกังวลมากกว่าด้วย เพราะว่าตัวเธอไม่มีเงินค่าเช่าที่พักแล้ว อย่าว่าแต่ค่าเช่าที่พักเลย แม้แต่แค่ค่ารถและค่าอาหารที่จะซื้อกินสักจานก็แทบไม่เหลือ (แล้วแกจะทำไงวะไอ้เภา สามสี่วันนี้แกจะไปอยู่ที่ไหน เงินจะเช่าที่พักต่อก็ไม่มี) เปตองเองก็เครียดตามไปด้วยเพราะว่าไม่รู้จะช่วยเพื่อนรักยังไง นี่มันเรียกว่าเข้าตาจนของแท้ เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก ๆ สำหรับลำเภา แถมยังมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ ไม่คิดเลยว่าทริปงานวันเกิดที่รอคอยมานานเพื่อให้ได้มาชมการแข่งขันรถ F1 ในฝันจะกลายเป็นทริปพเนจรสยองขวัญไปซะได้ แถมยังส่งท้ายเป็นทริปอกหักซะอีก ลำเภาเอ๊ยลำเภา ชาติที่แล้วแกไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้วะเนี่ยมันถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนแบบนี้ “เฮ้อ” มือบางล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อฮู้ดตัวหนาเพื่อหวังจะหยิบยาดมหงส์ไทยขึ้นมาสูดเข้าปอดสักปื้ดสองปื้ดกันตาย แต่ทว่าสิ่งที่หยิบติดมือขึ้นมาได้นั้นกลับกลายเป็นนามบัตรสีขาวมุกใบหนึ่งแทน “ไอ้สมปอง แค่นี้ก่อนนะเดี๋ยวฉันโทรไปใหม่” (กูบอกว่ากูชื่อเปตอ...) และก่อนที่จะโดนแว้ด ๆ ใส่ ลำเภาก็กดตัดสายทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว มือบางกดหมายเลขใหม่ลงไปช้า ๆ ด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย ใจก็เต้นแรงลุ้นตามไปด้วยเป็นจังหวะ เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นสักพัก... จนกระทั่งอีกฝ่ายกดรับ “สะ... สวัสดีค่ะ คุณเหนือเมฆใช่ไหมคะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD