ณ สนามออโตโดรโม่ ดิ มอนซ่า (Autodromo Nazionale di Monza) สนามแข่งรถระดับตำนานของโลกที่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะมอนซ่า ทางตอนเหนือของมิลาน ประเทศอิตาลี
เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่ดังแหวกอากาศราวกับเสียงของเครื่องบินทำให้เลือดในกายของ ลำเภา สูบฉีดอย่างแรง อะดรีนาลีนนั้นหลั่งออกมาจนหญิงสาวถึงกับนั่งไม่ติด เมื่อรถฟอร์มูล่าวันสีแดงสดกับรถคู่แข่งสีน้ำเงินสองคันกำลังไล่บี้กันมาก่อนที่จะมีหนึ่งคันพุ่งเข้าเส้นชัยที่อยู่ภายใต้ธงตารางมากรุกไปอย่างเฉียดฉิว
“ให้มันได้อย่างนี้สิ!!” ร่างบอบบางสมส่วนในชุดเสื้อฮู้ดสีแดงกับกางเกงขายาวเข้ารูปกันอันเป็นสีสัญลักษณ์ของเฟอร์รารี่ตะโกนลั่นออกมาอย่างดีใจ ใบหน้าน่ารักดวงตาสวยหวานจับจ้องไปที่รถสูตรหนึ่งของทีม Scuderia Ferrari (สคูเดอเรีย เฟอร์รารี่) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า F1 ที่กำลังลดความเร็วลงพร้อมกับขี่วนรอบสนามช้า ๆ หนึ่งรอบเพื่อขอบคุณแฟน ๆ
ไม่เสียแรงเลยที่เธออุตส่าห์นั่งทำงานปั่นนิยายจนหลังขดหลังแข็งเป็นเวลากว่าครึ่งปีเพื่อที่จะเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินมาดูการแข่งขัน F1 ที่เธอชื่นชอบ และไม่ใช่แค่ชื่นชอบธรรมดา ๆ เท่านั้นนะ แต่ให้เรียกว่าหลงใหลคลั่งไคล้เลยจะดีกว่า โดยเฉพาะ เลียม อีแวน นักขับมือหนึ่งอันเหล่อเหลาของ F1 ในตำนานที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แรงสั่นจากโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงทำให้ลำเภาต้องล้วงหยิบมันขึ้นมา และเมื่อเห็นว่าปลายสายนั้นเป็นใครมือบางจึงกดรับสายไป “ว่าไงสมปอง โทรมาทำไม”
(ว๊าย! ยัยตะเภาแก้ว! ฉันบอกกี่ครั้งแล้วย่ะว่าให้เรียกฉันว่าเปตอง ๆ มาสมปงสมปองอะไรล่ะ เดี๋ยวตีปากแตกซะเลย)
ลำเภากลอกตามองบน โธ่เอ้ย ก็ตั้งแต่สมัยอนุบาลหนึ่งที่รู้จักและอยู่ด้วยกันมาเธอก็เรียกอีกฝ่ายว่าสมปองมาตลอดนี่นา แต่แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่นาน จู่ ๆ เพื่อนสนิทร่างยักษ์ไซส์หมีควายคนนี้ก็ดันค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเข้า พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่ออิมพอร์ตเก๋ ๆ จาก 'สมปอง' เป็น 'เปตอง' ทันที ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจหรอกนะกับการเติบโต แต่บางทีมันก็ลืมไปบ้างจริง ๆ
“โทษที ๆ มันลืมนิ” มืออีกข้างก็ยกขึ้นมาปิดหูอีกฝั่งเพราะว่าเสียงที่อยู่รอบ ๆ ตัวในตอนนี้นั้นดังมาก “แล้วว่าแต่โทรมามีอะไรเนี่ย ที่นั้นใกล้ค่ำแล้วไม่ใช่เหรอไง”
เพราะที่อิตาลีตอนนี้เป็นเวลาช่วงบ่าย ที่ประเทศไทยก็น่าจะเย็นมากแล้วเนื่องจากเวลานั้นห่างกันประมาณห้าชั่วโมง
(เออ ที่โทรมาเนี่ยเพราะมีธุระด่วน ฉันเห็นแกไม่ยอมอ่านไลน์สักทีเลยร้อนใจรีบโทรมา) เสียงของเปตองนั้นดูร้อนรนจนลำเภาถึงกับผิดสังเกต
“มีเรื่องอะไร ทำไม น้ำท่วมบ้านฉันหรือยังไง แต่ก่อนจะมานี่ฉันก็ว่าฉันปิดน้ำปิดไฟเรียบร้อยแล้วนะ” ลำเภาเอ่ยติดตลกทีเล่นทีจริง
(โอ๊ย! ฉันว่ายิ่งกว่าน้ำท่วมอีก)
“ทำไมอะ แกรีบเล่ามาเร็ว ๆ สิ เดี๋ยวฉันจะต้องรีบไปดักขอลายเซ็นของเลียม อีแวน ฉันจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด” ดวงตาหวานมองไปยังชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาภายใต้กรอบผมสีบลอนด์ทองที่เปิดประตูรถแข่งแล้วก้าวเดินออกมา จากนั้นก็หันมาโบกไม้โบมือให้เหล่าสาวก ติโฟซี สีแดงเทือกหรือความหมายอีกอย่างหนึ่งก็คือเหล่าแฟนคลับผู้สนับสนุนเพื่อเป็นการขอบคุณอีกรอบ
(ตอนนี้นะฉันว่าแกช่างหัวเลียม อีแวน อะไรนั่นก่อนเถอะ แล้วแกก็ช่วยกดดูรูปในไลน์ที่ฉันส่งไปให้เดี๋ยวนี้เลยด้วย)
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยอมกดเข้าหน้าแอพพลิเคชั่นไลน์แต่โดยดี
รูปถ่ายที่เหมือนถูกแอบถ่ายหลายสิบรูปที่เปตองส่งมาปรากฏชัดเจนสู่สายตาของลำเภา เธอค่อย ๆ ปัดไล่ช้า ๆ ไปทีละรูปอย่างใจเย็น แต่ทว่ามือน้อย ๆ นั้นกลับสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“นี่มัน...”
(เออ ไอ้เหี้ยเจเจ! หมาเด็กผัวแกมันแอบนอกใจแก และตอนนี้มันก็ขนกวาดเอาข้าวของออกไปจากบ้านของแกหมดแล้วด้วย!)
“วะ ว่าไงนะ!”
สนามบินมิลาน... ท่าอากาศยานมิลาโน่ มัลเปนซา ประเทศอิตาลี
ร่างสูงสง่าของชายหนุ่มที่กำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากเกทนั้นกำลังยกโทรศัพท์มือถือเพื่อพูดคุยกับใครบางคน ด้านข้างที่เดินตามออกมาด้วยกันนั้นคือร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยอายุห้าขวบที่ยื่นมือมาจับชายเสื้อสูทของคนสูงกว่าไว้ ในอ้อมแขนนั้นกอดตุ๊กตายูนิคอร์เน่าสีชมพูไว้แน่น
“อาปา คืนนี้ผมว่าจะหาที่พักในมิลานก่อนนะครับ พรุ่งนี้ถึงค่อยออกเดินทางไปมาราเนลโล” เหนือเมฆกรอกเสียงพูดกับผู้เป็นพ่ออย่างเรนที่อยู่ในสาย ดวงตาคมเข้มก็มองไปรอบ ๆ เพื่อหาคนขับรถที่จะมารับพวกเขา
และใช่... ตอนนี้พวกเขาสองพ่อลูกเดินทางมาถึงประเทศอิตาลีเรียบร้อยแล้ว
(น้องอิงเป็นยังไงบ้าง งอแงหรือเปล่า)
เหนือเมฆตวัดสายตามองไปยังลูกสาวตัวน้อยอย่างอิงจันทร์ก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีอาการอะไรแถมยังคงร่าเริงดี อาจจะเป็นเพราะครั้งนี้ไม่ได้ถูกเขาทิ้งไว้ให้อยู่ที่ไร่จันทรัชเพียงลำพังก็ได้
“ไม่ครับ น้องอิงปกติร่าเริงดี”
(ไหนขออาปาคุยด้วยหน่อย)
“น้องอิงคะ คุณปู่จะคุยด้วยค่ะ” เหนือเมฆยื่นโทรศัพท์มือถือไปให้ผู้เป็นลูกสาวพร้อมกับเปิดสปีกเกอร์โฟนด้วย
“ฮัลโหย๋ค่ะคุณปู่” เสียงเจื้อยแจ้วทักทายผู้เป็นปู่ “น้องอิงลงจากเครื่องบินแย้วนะคะ”
(น้องอิงเหนื่อยไหมครับ เดินทางสนุกหรือเปล่า)
“สนุกค่ะ ได้บิงขึ้นท้องฟ้าเห็นก้อนเมฆด้วย”
(สนุกก็ดีแล้ว เดี๋ยวว่าง ๆ ปู่จะบินไปหานะ น้องอิงเป็นเด็กดีอย่าดื้อกับคุณพ่อนะครับ)
“ค่า~ น้องอิงจาเปงเด็กดี น้องอิงคิดถึงคุณปู่ที่สุดเยยนะคะ” เด็กหญิงยังคงพูดอย่างออดอ้อน อิงจันทร์รักคุณปู่เรนมากที่สุดเพราะว่าคุณปู่เรนมักจะอ่อนโยนกับตัวเองเสมอ
(ปู่ก็คิดถึงน้องอิง แต่ว่าตอนนี้เดี๋ยวปู่ขอคุยกับปะป๊าของน้องอิงต่อหน่อยนะครับ)
อิงจันทร์พยักหน้างึกงักพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้ผู้เป็นพ่อ
“ครับ อาปา”
(เรื่องบ้านน่ะ อาปาให้คนทำเรื่องขอเบิกเงินออกจากแบงก์ชาติมาซื้อเรียบร้อยแล้ว บ้านอาจจะหลังไม่ได้ใหญ่มากเท่าที่นี่แต่ก็สะดวกสบายพอตัว อีกอย่างก็อยู่ไม่ไกลจากโรงงานผลิตของเรามากด้วย เดี๋ยวเลขาของลูกที่นั่นก็จะบอกรายละเอียดต่าง ๆ อีกทีเอง)
“ครับ”
(อ่อ... แล้วเรื่องพี่เลี้ยงของอิงจันทร์น่ะ อาปาก็จัดการหาไว้ให้แล้ว ก็น่าจะเดินทางไปที่สนามบินพร้อมคนขับรถและเลขาส่วนตัว เธอจะได้ดูแลน้องอิงต่อเลย)
“ครับ” เหนือเมฆตอบส่ง ๆ เพราะไม่ว่ายังไงก็คงจะไม่มีใครถูกใจผู้เป็นลูกสาวของเขาอยู่ดี และเชื่อได้เลยว่าแต่ละคนที่ถูกผู้เป็นพ่อส่งมาก็คงจะอยู่ได้ไม่นาน… รวมทั้งคนนี้ด้วย
(ขาดเหลือหรือต้องการอะไรก็บอกเลขาของลูกเอา)
“ครับ งั้นแค่นี้ก่อนนะครับอาปา พวกเขาน่าจะมากันแล้ว”
(โอเค ดูแลตัวเองดี ๆ)
ถ้ากระจกวิเศษมีอยู่จริง... และคำถามว่าใครในโลกนี้ช่างเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในปฐพี คำตอบก็คงจะเป็นผู้หญิงที่กำลังนั่งอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจในตัวเมืองมิลานอยู่ตอนนี้
ลำเภา หญิงสาวที่เพิ่งจะอายุครบยี่สิบห้าปีมาได้เพียงไม่กี่วัน และของขวัญวันเกิดที่เธอมอบให้กับตัวเองในปีนี้ก็คือตั๋วเดินทางเพื่อบินไปดูการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันที่ประเทศอิตาลี
ลำเภาเป็นหญิงสาวธรรมดา ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวในบ้านไม้สีขาวสองชั้นหลังเล็ก ๆ แต่ทว่าสวยงามและอบอุ่นในต่างจังหวัดที่ผู้เป็นพ่อกับแม่เหลือทิ้งเป็นมรดกไว้ให้หลังจากลาโลกนี้ไปพร้อม ๆ กันเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ และตัวเธอเองก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีก แถมเพื่อนที่คบหากันก็ไม่ค่อยจะมีมากนัก ที่เห็นจะสนิทก็คงมีเพียงแค่สมปองหรือว่าเปตองที่อาศัยอยู่ข้างบ้านกันมานมนานและเป็นเพื่อนกับเธอตั้งแต่สมัยยังเด็ก ๆ เท่านั้น
เดิมทีลำเภาก็เป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัวและไม่ค่อยชอบสุงสิงหรือว่าวุ่นวายกับใครอยู่แล้วก็เลยไม่มีปัญหาอะไรกับการอยู่คนเดียว งานหลักของเธอก็คือการแต่งนิยายลงขายในเว็บออนไลน์ และแน่นอนว่ามันก็สามารถทำรายได้เลี้ยงชีพตัวเธอเองได้ ถึงแม้จะไม่มากมายมหาศาลแต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอลำบากนัก ยิ่งหญิงสาวเป็นคนที่ไม่เที่ยวไม่ดื่มและไม่จับจ่ายสุรุ่ยสุร่ายอยู่แล้วจึงทำให้เธอนั้นพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง
ร่างบางยังคงนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจในตัวเมืองมิลานอย่างคนหมดแรง ในมือนั้นยังถือโทรศัพท์ที่มีรูปถ่ายของแฟนหนุ่มอย่างเจเจกับผู้หญิงหน้าตาสะสวยแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟัน ในภาพนั้นคนทั้งสองกำลังเดินจูงมือกัน... โอบกอดกัน... แม้กระทั่งจูบกัน
เหมือนจะเป็นเรื่องที่ช็อกมากที่สุดแล้วที่เธอนั้นถูกแฟนที่คบกันมาถึงสองปีนอกใจแถมยังกวาดขนข้าวของมีค่าออกไปจนหมดบ้าน แต่มันก็ไม่ช็อกเท่ากับที่ต่อมาในเวลานั้นมีเมสเสจจากทางธนาคารแจ้งเตือนเข้ามาว่าเงินเก็บในบัญชีทั้งหมดของเธอนั้นถูกถอนออกไปจนเกลี้ยง ติดต่อไปทางธนาคารก็ได้แต่คำตอบว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอน มีการเซ็นเป็นหลักฐานมอบอำนาจครบถ้วนชัดเจนพร้อมทั้งเอกสารต่าง ๆ ยืนยันที่ให้อีกฝ่ายมาเบิกถอนไปแทนได้
ลำเภายกยิ้มขึ้นมาอย่างสมเพชตัวเอง นี่สินะเหตุผลที่อีกฝ่ายไม่ยอมมากับเธอด้วยและอ้างว่าติดธุระ เพราะว่าจะได้มีเวลาจัดการทุกอย่างได้แบบสะดวกราบรื่น แม้เธอจะไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายนั้นใช้วิธีการไหนในการยักยอกเอาเงินทั้งหมดของเธอไปได้แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็เป็นไปแล้ว และตอนนี้ตัวเธอเองก็อยู่ไกลถึงต่างประเทศคงจะยังจัดการอะไรได้ไม่สะดวกนัก
และถ้าคิดว่านี่คือความโชคร้ายและเรื่องบัดซบอย่างสุดท้ายที่ต้องพบเจอแล้วก็คงต้องคิดผิด เมื่อกระเป๋าของลำเภาถูกกรีดที่สนามแข่งรถ ทั้งกระเป๋าสตางค์... เงิน... พาสปอร์ต... บัตรประชาชนและเอกสารต่าง ๆ ที่ใส่รวมกันไว้ในกระเป๋าใบเล็กอีกชั้นนั้นต่างหายไปจนหมดเกลี้ยง มันจึงเป็นเหตุผลที่ในเวลานี้เธอถึงได้ต้องมานั่งหมดอาลัยตายอยากอย่างคนเร่ร่อนพเนจรอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจแบบนี้ไง
ถ้าจะบอกว่านี่คือปีเบญจเพสของเธอล่ะก็... ลำเภาก็คงจะบอกได้คำเดียวว่านี่มันช่างเป็นปีเบญจเพสที่โคตรโหดร้ายสุด ๆ ไปเลย
แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปดี