ท่ามกลางเสียงบีตส์ทุ้มดังกระหึ่ม แสงสีสาดส่องบาดตา ผู้คนออกมาวาดลวดลายกันอย่างสนุกสนาน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังเดินแหวกฝูงชนตรงเข้าไปยังบาร์เครื่องดื่ม ถึงแม้จะมีสีหน้าเรียบนิ่งติดจะไปทางหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาที่มีนั้นลดน้อยลง ความหยิ่งผยองที่ส่งผ่านออกมาทางแววตากับท่าทีที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใดกลับยิ่งช่วยดึงดูดให้ทั้งสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ละแวกนั้นอยากจะพาตนเองมาเข้าใกล้แนบชิด
“วง ARO เล่นกี่โมง?”
เสียงทุ้มถามขึ้นมาหลังจากที่สั่งเครื่องดื่มกับบาร์เทนเดอร์เป็นที่เรียบร้อย
“เพิ่งเล่นจบไปเมื่อกี้เองครับ” คิ้วเข้มขมวดมุ่นกับคำตอบที่ได้รับ
เสียเวลาชะมัด! ไอ้สิงห์ก็ไม่ยอมบอกเวลาที่แน่นอน! แล้วจะออดิชันอยู่ไม่กี่วันข้างหน้าอยู่แล้วจะให้เขามาดูลาดเลาทำไมก็ไม่รู้!
‘ทศกัณฐ์’ อดไม่ได้ที่จะก่นด่าหุ้นส่วนรุ่นน้องในใจ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะมันย้ำนักย้ำหนาให้แวะมาดูรุ่นน้องที่มันรู้จักร้องเพลง เขาก็ไม่มีทางเสียเวลาพักผ่อนอันมีค่าของตัวเองย่างกรายเข้ามาในนี้เด็ดขาด
“อะ..เอ่อ แต่อีกไม่เกิน 15 นาที วงต่อไปก็จะขึ้นเล่น ถ้าคุณสนใจเราสามารถหาโต๊ะส่วนตัวให้ได้นะครับ”
“ไม่เป็นไร ขอบใจมาก”
ทศกัณฐ์ยื่นทิปให้กับบาร์เทนเดอร์ที่กำลังทำหน้าที่เชียร์แขกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบ ๆ ผับเพื่อประเมินอย่างรวดเร็ว..
ขนาดไม่จัดว่าเล็กแต่ก็ไม่ได้เรียกว่าใหญ่ การตกแต่งก็ไม่ได้มีอะไรมาก มุ่งเน้นไปที่การขายเหล้าและวงดนตรีสด บรรยากาศอึมครึมที่มาพร้อมกับกลิ่นอับบ่งบอกถึงการบริหารจัดการที่ไม่ได้มาตรฐาน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ดูจะเป็นพวกนักเรียนนักศึกษา ทั้งสภาพร้านและกลุ่มลูกค้าเรียกได้ว่าคนละกลุ่มเป้าหมายกับผับเขาอย่างชัดเจน
ดูท่าอยู่ต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร คิดได้ดังนั้นร่างสูงใหญ่ก็ตัดสินใจเดินออกจากผับ มุ่งหน้าหาผับอื่นเพื่อผ่อนคลายต่อไป
อันที่จริงแล้วผับที่เขาหุ้นกันกับสิงห์ จัดว่าเป็นหนึ่งในผับหรูที่มีชื่อเสียงในบรรดาหมู่นักศึกษา ด้วยความที่เปิดมานาน ทุกอย่างอยู่ตัวจนทั้งเขาและหุ้นส่วนแทบจะไม่จำเป็นต้องเข้าร้าน
แต่ก็อย่างว่า การแข่งขันในปัจจุบันถ้าเราหยุดก็เท่ากับถอยหลังให้คู่แข่ง และคนอย่างเขาก็ไม่เคยคิดที่จะปล่อยให้ใครมาแซงหน้า และถึงแม้ผับนี้จะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักที่เขาดูแลอยู่ แต่เขาก็รักผับนี้ไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงอยากที่จะเห็นผับนี้พัฒนาและเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ
แล้วยิ่งที่ผ่านมากระแสดนตรีสดเริ่มนิยมอย่างแพร่หลาย ทำให้เขาสนใจอยากจะลองทำดูบ้าง เลยเป็นสาเหตุให้คืนนี้เขาใช้เวลามาตระเวนดูธุรกิจคู่แข่งแทนที่จะนอนพักผ่อนอยู่ที่เพนต์เฮาส์
ในระหว่างที่เดินผ่านลานจอดเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังผับข้าง ๆ ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายฝ่าความมืดเข้ามา
“โอ๊ย! ปล่อย! ถ้าไม่ปล่อยผมร้องให้คนช่วยจริง ๆ ด้วย”
ภาพเด็กผู้ชายตัวเล็กกำลังยื้อยุดอยู่กับผู้ชายร่างสูงทำให้ทศกัณฐ์ชะงักแล้วลังเลว่าควรจะเข้าไปช่วยดีหรือไม่
“ก็เอาเซ่! ดูซิคาายยยมันจะกล้ายุ่งกับเรื่องผัวเมีย!” ชายหนุ่มกำลังตัดสินใจจะหันหลังเดินจากไปเนื่องด้วยไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของใครแต่สายตาก็ดันเหลือบไปเห็น
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วยครับ!!! โอ๊ย!!”
คนตัวเล็กกว่าทั้งยื้อทั้งสะบัดแต่ก็ไม่หลุดจากการฉุดกระชากเลยตัดสินใจกัดที่แขนอย่างแรงจนทำให้โดนอีกฝ่ายผลักล้มลงไปกองกับพื้น ทศกัณฐ์ขมวดคิ้วทันทีที่เห็นไอ้ชาติหมานั่นง้างมือขึ้นเตรียมจะลงมือ
“เฮ้ย! ทำอะไรวะ!”
ชายหนุ่มตัดสินใจเข้าไปช่วยทันทีเพราะต่อให้เป็นผัวเมียกันการใช้ความรุนแรงก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น
“มึงเป็นครายยย ยุ่งอารายกับเรื่องผัวเมียเขา!” คู่กรณีหันกลับมาชี้กราดตั้งท่าจะอาละวาด เปิดโอกาสให้เด็กผู้ชายตัวเล็กที่ถูกผลักล้มลงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกมาแอบข้างหลังทศกัณฐ์ทันที
“ไม่ใช่นะ! เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ช่วยด้วยครับ!”
“คุยกันดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือ” ทศกัณฐ์ตวัดสายตาเอ่ยเตือนชายร่างสูงด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าสรุปแล้วที่ยื่นมือเข้าช่วยเนี่ย เขาจะเป็นตัวละครตัวไหน ระหว่างพระเอกขี่ม้าขาว กับ ไอ้ตัวประกอบขี้เสือกเรื่องของผัวเมีย
“กูบอกว่าอย่ามายุ่งไงวะ! อยากเสือกดีนักใช่ไหม!” อีกฝ่ายที่ดูเมามายพุ่งหมัดเข้ามาโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าตัวเองเสียเปรียบด้านรูปร่างขนาดไหน
ผัวะ!
หมัดปวกเปียกถูกปัดออกแล้วถูกสวนด้วยหมัดหนักเข้าไปที่ปลายคางจนล้มลงกองกับพื้น ทศกัณฐ์ตั้งท่าจะเข้าไปซ้ำอีกรอบแต่อีกฝ่ายดันรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปก่อน
กระจอกชะมัด..
“เอ่อ ขอบคุณนะครับ”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นมาทำให้เขาหันหลังกลับไปมอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว..
อีกฝ่ายตัวเล็กกว่าเขามาก ไหนจะผิวขาวอมชมพู ริมฝีปากสีแดงสดกับเครื่องหน้าหวานนั่นอีก ไม่แปลกใจเลยที่จะมีคนเข้ามาลวนลาม หน้าตาล่อเสือล่อตะเข้แบบนี้
“คราวหน้าคราวหลังก็ระวังตัวให้ดี”
“คะ..ครับ..เอ่อ..คุณ...”
“อุ่น! ผู้จัดการต้องการคุยด้วย! เดี๋ยวนี้!” คนตัวเล็กกำลังจะเอ่ยพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ถูกผู้ชายในชุดพนักงานเรียกตัวไว้ซะก่อน
ทศกัณฐ์เลือกที่จะปลีกตัวถอยออกมาเงียบ ๆ โดยไม่ได้สนใจว่าคนตัวเล็กต้องการจะพูดอะไรต่อ เพราะนอกจากคำขอบคุณแล้วเขาก็ไม่ต้องการอะไรอีก แค่ได้รู้ว่าคืนนี้เขาตัดสินใจถูกต้องก็เพียงพอแล้ว
ทศกัณฐ์เลือกเดินเข้าร้านกึ่งผับกึ่งร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลนัก บรรยากาศเย็นสบายกับเสียงดนตรีนุ่ม ๆ ทำให้ชายหนุ่มเลือกที่จะก้าวขาเข้าไปเพื่อผ่อนคลายอารมณ์จากการที่โหมทำงานหนักมาทั้งอาทิตย์ เขาเลือกนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์สั่งเครื่องดื่มเบา ๆ มานั่งจิบ
ร้านนี้บรรยากาศดีใช้ได้ การตกแต่งร้านที่ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปบวกกับเพลงเย็น ๆ ที่เปิดคลอ ทำให้ชายหนุ่มผ่อนคลายตัวเองนานกว่าที่คิด รู้ตัวอีกทีก็สั่งเครื่องดื่มเพิ่มไปอีกแก้ว...ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้นก็รู้สึกได้ว่าเก้าอี้ตัวถัดไปมีคนเข้ามานั่ง
“บังเอิญจังเลยนะครับ เจอกันอีกแล้ว...ผมขอเลี้ยงเหล้าขอบคุณได้ไหมครับ?” ยิ้มหวานจากคนข้าง ๆ ที่ส่งมาทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
คนที่เขาเพิ่งจะเข้าไปช่วยเมื่อกี้?
บังเอิญเจอกันอีกแล้ว?
“คุณชอบดื่มวิสกี้เหรอครับ” น้ำเสียงหวานที่เข้ากับนัยน์ตาคู่สวยดึงดูดสายตาจากชายหนุ่มได้ไม่ยาก ท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ของคนตรงหน้าทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหรี่ตามองด้วยความสนใจ
ร่างสูงกระดกวิสกี้ที่เหลือลงคออย่างใจเย็นก่อนที่จะเอ่ยออกมาว่า
“…มันก็ไม่ได้แย่”
“งั้นแก้วต่อไปผมขอเลี้ยงนะครับ” ทศกัณฐ์มองร่างบางตรงหน้าที่กำลังหันรีหันขวางมองหาบาร์เทนเดอร์
…หึ ๆ เรื่องบังเอิญอย่างงั้นเหรอ?
ชีวิตนี้เขาไม่เคยเชื่อในเรื่องโชคชะตาหรือความบังเอิญ
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการกระทำและความตั้งใจของตัวเราเองล้วน ๆ และครั้งนี้เขาก็เชื่ออย่างนั้นเช่นกัน
คิดว่าเขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหรอ?
แสร้งเรียกร้องให้เข้าไปช่วย...
แล้วก็ทำทีเป็นบังเอิญมาเจอกันอีกครั้ง...
หึ ถ้าอยากจะลองแบบนี้ดูก็ได้ เขาไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว
เล่นด้วยสักหน่อยละกันถือเสียว่า
…ฆ่าเวลา...